เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ย้ายหอ (3)

บทที่ 9 ย้ายหอ (3)

บทที่ 9 ย้ายหอ (3)


ไม่มีใครรู้ว่าเธอตกใจหรือเป็นเพราะความหมางเมินของต้วนเจียสวี่ หลังจากที่เธอพูดจบซางจื้อก็ไม่ได้พูดอะไรอีก มีก็แต่เพียงเสียงสะอึกสะอื้นของเธอเท่านั้น

ฝั่งด้านในหอพักเฉียนเฟยที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จู่ ๆ ก็เคาะที่คีย์บอร์ดอย่างแรงแล้วโก่งคอตะโกนดังลั่น “ไอ้เวรเอ้ย ไอนี่มันโง่จังวะ!”

ครู่หนึ่ง ซางเหยียนเขวี้ยงหมอนอัดเฉียนเฟย “ถ้ายังไม่เงียบอีกพ่อจะอัดให้โง่เลยคอยดู”

“ซางเหยียน! นี่มันกำลังเข้าได้เข้าเข็มเลยนะ” เสียงของเฉียนเฟยเสียงดังอย่างกับติดโทรโข่งไว้ “บ้านหม่าม้าเอ็งดิไม่ต้องนอนแล้ว มาเล่น....”

ต้วนเจียสวี่ยกยิ้มบาง ๆ และหันไปปิดประตูระเบียง ก่อนจะยืนเท้าที่ราวพลางทอดสายตาไปยังไฟถนนที่สว่างไสว เขาสงบสติอารมณ์และพยามปรับโทนเสียงของตนให้นุ่มนวล “ปกติถึงโรงเรียนกี่โมง”

ซางจื้อตอบอย่างสะอึกสะอื้น “เจ็ดโมงสี่สิบ”

“ตื่นเจ็ดโมง?”

“อื้ม”

“งั้นพรุ่งนี้ตื่นซักหกโมง โอเคไหม?”

ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากเธอ

ต้วนเจียสวี่ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาคิดพิจารณาคำพูดของตัวเองและพยายามจะอธิบายให้เธอฟังถึงเหตุผล “ตัวเล็ก งานชิ้นนี้น่ะเป็นงานที่อาจารย์มอบหมายให้เธอทำ เป็นเรื่องที่เธอต้องรับผิดชอบ เธอไม่ได้เอามันกลับบ้าน ก็สารภาพกับอาจารย์ไปตรง ๆ แล้วขอโทษอาจารย์ซะ แต่จะมาให้คนอื่นช่วยทำแบบนี้ไม่ได้นะ”

เสียงปลายสายตอบรับด้วยเสียงสะอื้น

ไม่ได้เจอกันสองเดือนดูเหมือนเธอจะเชื่อฟังขึ้นมาบ้าง

ต้วนเจียสวี่ผ่อนลมหายใจเฮือกหนึ่ง “ตกลงพรุ่งนี้ตื่นหกโมงได้ใช่ไหม”

ครั้งนี้เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก “ได้……”

“งั้นพรุ่งนี้......” ต้วนเจียสวี่คิดคำนวนเวลาครู่หนึ่ง “หกโมงสี่สิบ พี่จะรอเธอที่ป้ายรถเมล์นะ แล้วก็จะอยู่เป็นเพื่อนจนเขียนเสร็จเลยโอเคไหม?”

“อื้ม” ซางจื้อตอบรับ

ต้วนเจียสวี่ “หยุดร้องได้แล้ว เธอก็ลองไปคิด ๆ ดูว่าอยากจะเขียนอะไรในไดอารี่บ้างเสร็จแล้วก็ไปล้างหน้านอนซะ”

เสียงของซางจื้อยังมีขึ้นจมูกอยู่บ้าง เธอรับปากเขาด้วยเสียงที่กระเง้ากระงอด “ก็ได้”

พูดจบ เธอก็รีบพูดขอร้องเขาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “พี่ เรื่องนี้อย่าบอกพี่ชายฉันได้ไหม”

ต้วนเจียสวี่หัวเราะ “ลืมการบ้านแล้วยังไม่ให้บอกพี่เธออีกน่ะเหรอ?”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” ซางจื้อไม่รู้ว่าอธิบายอย่างไรดี ได้แต่ฝืนพูดไป “ยังไงก็เถอะอย่าบอกพี่นะ”

“โอเค” ต้วนเจียสวี่เองก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขามีความอดทนอดกลั้นได้มากถึงขนาดนี้ เขาย้ำเตือนเธออีกครั้ง “พรุ่งนี้ตื่นหกโมงเช้านะ ถึงเวลาแล้วพี่จะโทรหา”

ซางจื้อรับคำแต่โดยดี “เข้าใจแล้ว”

ต้วนเจียสวี่ “ไปนอนได้แล้วไป”

เมื่อได้อีกฝั่งวางสายลง ต้วนเจียสวี่จึงได้ลดโทรศัพท์ลงมา

หน้าจอโทรศัพท์ตอนนี้ดับไปแล้วแต่โทรศัพท์ของซางเหยียนไม่ได้ตั้งรหัสเอาไว้ เขาเปิดหน้าจอขึ้น ไปที่รายการโทรล่าสุด กวาดสายตาหาเบอร์ของซางจื้อก่อนจะดับหน้าจอลง

เขาเก็บเสื้อผ้าที่ตากแห้งเอาไว้จนแห้งแล้วกลับเข้าหอพักไป

ดูเหมือนว่าตอนนี้ในห้องจะเจี๊ยวจ๊าวขึ้นกว่าเดิม ซางเหยียนที่บัดนี้ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วยืนดูเฉียนเฟยเล่นเกมอยู่ข้าง ๆ

ต้วนเจียสวี่ส่งโทรศัพท์คืนให้กับซางเหยียน

“ของอะไรติดไปล่ะ?” ซางเหยียนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงติดขี้เกียจ

ต้วนเจียสวี่ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ก็แค่ของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เธอไปเถอะ”

ซางเหยียนพยักหน้าและไม่ได้ถามซักไซ้อะไรเขาอีก

ฝ่ายต้วนเจียสวี่จึงเดินเข้าห้องไปเพื่อชำระร่างกาย ในตอนที่เขาออกมานั้นภายในห้องก็ปิดไฟหมดแล้ว เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมแล้วเดินไปยังที่ของตัวเองแล้วเปิดโคมไฟขึ้น เขากวาดตาหาไดอารี่ที่ซางจื้อบอกแต่ก็ไม่พบ

เขาจึงก้มหน้าดูในกระเป๋าเป้

เขาพบกับหนังสือแบบฝึกหัดหลายเล่มและสมุดไดอารี่ปกสีฟ้าที่ทับกันอยู่ในนั้น

ต้วนเจียสวี่ยกยิ้มพลางเอาสมุดการบ้านเหล่านั้นวางไว้ด้านข้างแล้วเอาหนังสือของตนมาบังเอาไว้ ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์กางเอกสารเพื่อเตรียมงานนำเสนอที่จะมีขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า

เสียงของเพื่อนร่วมห้องค่อย ๆ เบาลง ๆ จนบัดนี้เงียบสนิท ภายในห้องไม่ว่าจะโคมไฟหรือโทรศัพท์มือถือของทุกคนก็ต่างปิดมืดไปหมดแล้ว ในหอพักมีแสงสว่างจากโคมไฟของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ขณะนี้เวลาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์บอกเวลาตีสอง

ต้วนเจียสวี่ปิดสวิตช์คอมพิวเตอร์และจัดข้าวของบนโต๊ะเล็กน้อย

พลันเหลือบตาไปเห็นมุมของไดอารี่ที่โผล่ออกมาพอดี เขาดึงผ้าขนหนูที่พาดคอออกแล้วหยิบสมุดเล่มนั้นออกมา

เขาเปิดขึ้นมาหน้าหนึ่ง

บังเอิญว่าหน้าที่เขาเปิดขึ้นมานั้นเป็นการบันทึกครั้งล่าสุดพอดี

ต้วนเจียสวี่รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย จึงถือวิสาสะเปิดอ่านโดยไม่นึกถึงความเป็นส่วนตัวของเด็กสาวเลยสักนิด เขากะพริบตาไล่ความง่วงแล้วจึงกวาดสายตาอ่านอย่างเร็ว ๆ

ชื่อเรื่องคือ “หมาจรจัดตัวหนึ่ง”

วันพุธที่ 24 เดือนมิถุนายน 2009 ท้องฟ้ามืดครึ้ม

วันนี้อากาศขมุกขมัว ท้องฟ้าเป็นสีเทา ดูท่าว่าฝนน่าจะตก ฉันไม่ได้เอาร่มมาด้วย พอลงจากรถแล้วจึงรีบวิ่งกลับบ้าน ในระหว่างทางกลับนั้น ขณะวิ่งผ่านสนามหญ้า ฉันสังเกตเห็นหมาจรจัดสีดำสนิทตัวหนึ่ง

ฉันมองมันครู่หนึ่งก่อนจะหยุดฝีเท้าลง ในใจของฉันตอนนั้นขมุกขมัวไม่ต่างจากอากาศสักเท่าไร ฉันจ้องหน้ามันครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาจนอดพูดกับมันไม่ได้

เห็นมันแล้วก็ทำให้ฉันนึกถึงพี่ชายของฉัน เพราะมันหน้าเหมือนพี่ชายฉันเปี้ยบเลย ราวกับว่ามันเป็นลูกพี่ชายฉันแหนะ

.......

.......

ต้วนเจียบสวี่ “……”

ความง่วงสลึมสลือและความเหนื่อยล้ามาที่สะสมทั้งวันของเขาได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง ภายในห้องของหอพักที่เงียบสนิท เขาถึงกับหัวเราะออกมาหากแต่ไม่ได้เสียงดังจนเกินไป

ต้วนเจียสวี่ขำอยู่พักหนึ่งก่อนจะปิดสมุดแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน

ขณะที่เดินออกมา เขาสังเกตเห็นสมุดเล่มนั้นอีกครั้ง ต้วนเจียสวี่หลุบตาลงมองแล้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลันก็นึกถึงคำพูดของซางจื้อขึ้นมา “ก็หนูตื่นไม่ไหวนี่” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลง ณ ที่เดิมตรงนั้น

เขาหยิบสมุดเล่มใหม่ออกมาแล้วฉีกกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง

-

เช้าวันถัดมา

ซางจื้อที่นอนกระสับกระส่ายอยู่นานสองนาน ฟังเสียงนาฬิกาปลุกด้านข้างที่ยังคงดังขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง ความคิดที่เธอจะเบี้ยวเขาลอยเข้ามาในหัวไม่รู้กี่สิบครั้ง สุดท้ายเมื่อนาฬิกาปลุกดังเธอก็ยอมลุกขึ้นมานั่งแต่โดยดี

เธอเตะผ้าห่มออกอย่างอารมณ์ดี ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน

หลีผิงที่ตื่นมาอุ่นโจ๊กอยู่ก่อนหน้า ได้ยินเสียงเปิดประตู เธอยังนึกว่าเป็นซางหรงที่เพิ่งตื่น จนกระทั่งเธอเดินออกมาจากครัวจึงได้เห็นใบหน้าง่วง ๆ ของซางจื้อนั่งรอกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ เธอถึงกับตะลึง “จื๋อจื่อ? ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังล่ะลูก?”

ซางจื้อขยี้ตา “ลืมการบ้านไว้ที่โรงเรียนน่ะค่ะ ก็เลยต้องไปเช้าหน่อย”

เป็นเพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น หลีผิงจึงไม่ได้ตำหนิอะไรเธอ เพียงแต่พูดว่า “งั้นให้พ่อไปส่งไหม? จะได้ไปหลับบนรถได้อีกหน่อย”

“ไม่เป็นไรค่ะ” นึกถึงต้วนเจียสวี่ที่บอกว่าจะยืนรอเธอที่ป้ายรถเมล์ ซางจื้อจึงพูดไปว่า “พอดีนัดกับเพื่อนว่าจะไปด้วยกันน่ะค่ะ”

หลีผิงไม่ได้ถามอะไรเธอมากมายนัก เพียงแต่เดินเข้าครัวไปตักโจ๊กให้เธอ

เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ซางจื้อสะพายกระเป๋าหนังสือขึ้นแล้วรีบออกจากบ้าน เธอรอที่ป้ายรถเมล์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงขึ้นรถรอบที่เช้าที่สุดและหาที่นั่ง

ความง่วงค่อย ๆ จางหาย หากแต่ความตื่นเต้นกลับเข้ามาแทน

ยิ่งใกล้จุดหมายปลายทางใจเธอยิ่งรู้สึกไม่อยู่กับร่องกับรอย

จากบ้านถึงที่โรงเรียนนั้นไม่นับว่าไกล นั่งรถเมล์เพียงสิบนาทีก็ถึง เมื่อได้ยินเสียงประกาศบอกป้ายรถเธอจึงเดินลงจากรถพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ใจของเธอตอนนี้อัดแน่นไปด้วยความกังวล

ไม่รู้ว่าความตื่นเต้นนี้นั้นเทท่วมมาจากไหน

ซางจื้อจับกระป๋าเอาไว้พลางมองไปรอบ ๆ

ไม่เห็นมีใครเลย

เธอเกรงว่าเขาจะโดนป้ายรถเมล์บัง เธอยังเดินวนรอบป้ายรถเมล์อย่างจริงจังรอบหนึ่ง

ก็ยังไม่เจอใครอยู่ดี

เธอจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า พบว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงครึ่ง เธอไม่รู้เบอร์โทรศัพท์ของต้วนเจียสวี่จึงไม่สามารถโทรหาเขาได้ ทำได้แต่เพียงรอเท่านั้น เธอเริ่มจะใจคอไม่ดีและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ป้ายรถเมล์

ไม่นานนักมือถือก็สั่นขึ้น

หน้าจอปรากฏเบอร์ที่ไม่รู้จัก

ซางจื้อรับสาย

ที่แท้คนปลายสายก็คือต้วนเจียสวี่ เสียงของเขาที่พูดผ่านโทรศัพท์แล้วฟังดูน่าหลงไหล ทั้งทุ้มต่ำและไพเราะ “ตัวเล็ก ตื่นแล้วเหรอ?”

ได้ยินแล้วยังจะถามอีกว่าตื่นหรือยัง

ซางจื้อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงติดจะเหยียดยืดเล็กน้อย “ตื่นแล้ว”

เธอคิดครู่หนึ่งก่อนจะย้อนถาม “อย่าบอกนะว่าพี่ยังไม่ตื่น”

“หืม?” ต้วนเจียสวี่หัวเราะเบา ๆ “ถ้ายังไม่ตื่นแล้วพี่จะโทรหาเธอได้ยังไง?”

“ไม่เห็นจะเห็นพี่เลย”

“อาจจะเป็นเพราะยังไม่ได้ออกจากห้องละมั้ง”

เป็นไปตามที่ซางจื้อคิดไว้ เธอไม่แปลกใจเลยสักนิดเธอว่าพลางเตะหินที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่พี่ ถ้าพี่มาสายแบบนี้ล่ะก็ มีหวังได้มีแฟนเหมือนหรูฮวา*แน่”

เธอรู้สึกว่าที่เธอพูดไปนั้นมันยังน่ากลัวไม่พอจึงพูดเสริมอีกว่า “แล้วตัวก็บึก ๆ เหมือนทรานส์ฟอร์มเมอร์ด้วย”

* หรูฮวาเป็นตัวละครหนึ่งในภาพยนตร์ มีลักษณะเป็นตัวละครผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง มีร่างกายกำยำหนวดเคราเฟิ้ม ต่อมา

หรูฮวากลายเป็นคำเรียกแทนผู้หญิงที่หน้าตาอัปลักษณ์

พูดจบ ซางจื้อก็รู้สึกว่ามีบางอย่างอุ่น ๆ มาสัมผัสที่ใบหน้าของเธอ

ซางจื้อตกใจและหันไปมอง

ต้วนเจียสวี่ที่กำลังยืนพิงเสาป้ายรถเมล์ ในมือถือขวดแก้วที่บรรจุนมเอาไว้ วันนี้เขาอยู่ในเสื้อลายทางสีแดงซีดดูเท่ไม่เบา เขามองมาที่ซางจื้อด้วยนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่บัดนี้เข้มขึ้นไม่น้อยจากแสงแดด

เขาทรงตัวขึ้นมาแล้วพูดด้วยความรู้สึกขำ “หรูฮวา?”

“……”

“ทรานส์ฟอร์มเมอร์?”

“……”

“นี่ตัวเล็ก” ต้วนเจียสวี่ยิ้มเหมือนไม่ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “จะไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ”

คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาในพริบตา เมื่อได้เจอหน้าเขา ซางจื้อรู้สึกว่าคำพูดที่เธอพูดไปเมื่อครู่มันออกจะหน้าอายอยู่นิดหน่อย เธอได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาหรือพูดคุย

ครู่หนึ่ง

“แต่ว่า” ต้วนเจียสวี่เลิกคิ้วขึ้นพลางยักขวดนมใส่มือของเธอแล้วพูดอย่างครุ่นคิดว่า “ฟังที่เธอพูดแล้ว…… เป็นการจับคู่ที่.....”

“……”

“น่าสนใจดีเหมือนกันนะ”

“……”

จบบทที่ บทที่ 9 ย้ายหอ (3)

คัดลอกลิงก์แล้ว