- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 1 แม่มดแห่งทุ่งธาราหยก
บทที่ 1 แม่มดแห่งทุ่งธาราหยก
บทที่ 1 แม่มดแห่งทุ่งธาราหยก
หลังสงครามผ่านพ้นไป ทุกหนแห่งล้วนเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและบาดแผล
ดวงดาวร่ำไห้ สรรพชีวิตคร่ำครวญ อารยธรรมร่วงโรยเสื่อมถอย
เธอล้มลงตรงหน้าหลุมศพของเพื่อนพ้องคนสุดท้าย
ท่ามกลางห้วงอวกาศอันลึกล้ำ ดาวเคราะห์สีน้ำเงินครามที่เคยให้กำเนิดปาฏิหาริย์มากมายบัดนี้กลับกลายเป็นเงียบเหงาและไร้ซึ่งชีวิตชีวา
“เธอเป็นยังไงบ้าง?”
“อารยธรรมก้าวเดินไปในทางที่ผิด ภัยพิบัติครั้งนี้ แม้แต่โลกใบนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีพ้น
ขอโทษจริง ๆ ที่ไม่สามารถให้พวกเธอเติบโตมาอย่างปลอดภัยบนผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาได้
โชคดีที่พลังอันน้อยนิดซึ่งหลงเหลืออยู่ของฉัน ยังพอส่งเด็ก ๆ ที่มีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งอย่างพวกเธอออกไปได้
ไปเถอะ โม่หลาน! จงนำพาแสงสว่างแห่งอารยธรรมของดาวสีน้ำเงิน และคำอวยพรสุดท้ายของฉัน มุ่งหน้าสู่โลกใบใหม่เถอะ!”
“ฉันจะยังกลับมาได้อีกไหม? มีวิธีช่วยคุณหรือเปล่า?”
“สิ่งนี้ขอมอบให้เธอ หากวันใดวันหนึ่งเธอมีพลังพอจะกอบกู้โลกได้ มันจะนำทางให้เธอไปพบกับตัวฉันในอีกเส้นเวลาหนึ่งเอง
แต่จงจำเอาไว้ว่า อย่าฝืนตัวเองเด็ดขาด
ที่ฉันทุ่มเทพลังทั้งหมดของโลกเพื่อส่งพวกเธอจากไป ไม่ใช่เพื่อให้พวกเธอต้องมาเหน็ดเหนื่อยดิ้นรนเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน จนต้องทิ้งชีวิตไปอย่างเปล่าประโยชน์
ตราบใดที่อารยธรรมยังไม่ดับสูญ ฉันก็จะไม่ตาย
หลับซะเถอะ เด็กน้อยของฉัน ตื่นขึ้นมาแล้วก็จะได้ต้อนรับชีวิตใหม่!”
…
โม่หลานสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้าย
ดวงตาสีม่วงสะท้อนภาพหลังคาเก่าซอมซ่อของห้องใต้หลังคา ราวกับดวงดาวที่ทอประกายเจิดจ้าในห้วงอวกาศอันลึกล้ำ ทั้งดูลึกลับและมีเสน่ห์ดึงดูดใจ
“ฝันแบบนี้อีกแล้วสิเนี่ย!” เธอพึมพำขณะลูบคลำคอเสื้อตรงหน้าอกที่เปียกชุ่มไปด้วยคราบเหงื่อ
ทะลุมิติมาอยู่ในโลกวาเลนได้หลายปีแล้ว ความทรงจำสุดท้ายของชาติก่อนได้กลายมาเป็นฝันร้ายของเธอไปเสียแล้ว
ในยามที่วันสิ้นโลกมาเยือนอย่างแท้จริง มนุษยชาติกลับไม่มีเรือโนอาห์ให้หลบภัยเลยสักนิด
ทว่ากลับเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่ถูกทำร้ายจนยับเยินดวงนั้นต่างหาก ที่ใช้พลังเฮือกสุดท้ายส่งวิญญาณอย่างพวกเธอที่สามารถทนต่อการเดินทางข้ามโลกได้ออกไป
ถึงขั้นไม่ได้ร้องขอให้พวกเธอกอบกู้โลกด้วยซ้ำ เพียงแค่หวังให้พวกเธอนำพาความทรงจำของดวงดาวเดินทางจากไปให้ไกล และทะนุถนอมชีวิตใหม่ที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้ไว้ให้ดี
ถ้าเกิดว่าเธอไม่ได้เอ่ยถามไปอีกสักประโยค ดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็คงไม่แม้แต่จะบอกวิธีช่วยเหลือตัวเองออกมาหรอก
ชาติก่อนเธอเป็นเพียงเด็กกำพร้า ไร้ญาติขาดมิตร ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในดินแดนรกร้างแต่ก็ไม่เป็นผล จึงยอมรับความตายอย่างสงบ เดิมทีก็ไม่ได้มีห่วงอะไรอยู่แล้ว
แต่ภาพดาวเคราะห์ที่ดูไร้ชีวิตชีวาซึ่งได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายนั้น กลับประทับแน่นอยู่ในใจของเธอ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจลืมเลือนไปได้เลย
มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ
เป็นเพราะไฟสงครามของมนุษย์ต่างหากที่ทำร้ายมัน!
“พลังกอบกู้โลก…”
โม่หลานรู้สึกโชคดีและซาบซึ้งใจมากที่โลกวาเลนยอมรับวิญญาณของเธอเอาไว้
ในดาวเคราะห์สีน้ำเงินเมื่อชาติก่อน การที่คนคนหนึ่งอยากจะมีพลังกอบกู้โลกได้นั้นช่างเป็นเรื่องเพ้อฝันเสียเหลือเกิน
ทว่าในโลกวาเลนที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และปาฏิหาริย์แห่งนี้ มันกลับไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ที่นี่ พลังอำนาจจะสถิตอยู่ในตัวบุคคล ยอดฝีมือทุกคนที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าระดับสูงสุด ล้วนสามารถก้าวไปถึงสถานที่ที่เรียกว่า ‘บ่อน้ำนภา’ ได้ทั้งสิ้น
บ่อน้ำนภาเชื่อมต่อกับมิติโลกอื่น ๆ ผู้แข็งแกร่งแห่งวาเลนสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างโลกผ่านทางบ่อน้ำนภานี้ เพื่อแสวงหาการพัฒนาที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นได้
แม้ว่าในตอนนี้ โม่หลานจะยังเป็นเพียงแม่มดน้อยที่ทำได้แค่เรียนรู้โลกเวทมนตร์จาก ‘หนังสือชุดแม่มดน้อย’ และยังไม่สามารถครอบครองพลังใด ๆ ได้เลยก็ตาม
แต่เธอก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ท้ายที่สุดแล้วจะต้องมีสักวันที่เธอได้รับพลังมากพอจนสามารถไปถึงบ่อน้ำนภา และค้นพบหนทางกลับสู่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินได้อย่างแน่นอน
และในวันนี้ วันเกิดอายุครบสิบสามปีของเธอ ก็คือจุดเริ่มต้นที่เธอจะได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์
จดหมายแจ้งการรับเข้าเรียนของสถาบันแม่มดจะส่งมาถึงในวันนี้
โม่หลานนึกอิจฉาเวทมนตร์ของคุณแม่ชาน่ามาตั้งนานแล้ว
น่าเสียดายที่แม่มดน้อยอายุต่ำกว่าสิบสามปี หากดึงพลังเวทในสายเลือดมาใช้โดยพลการ ก็มีแต่จะส่งผลเสียต่อรากฐานเปล่า ๆ
ทว่าหลังจากวันนี้ผ่านพ้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิมอีก
พอคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็เริ่มรู้สึกตั้งตารอขึ้นมาบ้างแล้ว
โม่หลานลุกขึ้นยืน พับผ้าห่มลายดอกไม้ผืนบางให้เรียบร้อย แล้ววางซ้อนไว้ตรงปลายเตียง
ในช่วงกลางฤดูร้อน พระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่นาน ความร่มรื่นเย็นสบายในยามค่ำคืนก็จางหายไป อากาศร้อนอบอ้าวเสียจนแทบทนไม่ไหว
ก้อนน้ำแข็งในถังที่คุณแม่ช่าน่าใช้เวทแช่แข็งเสกเอาไว้ได้ละลายไปตั้งนานแล้ว เหลือเพียงแค่น้ำที่ยังพอมีความเย็นอยู่บ้างเล็กน้อย
ยากที่จะบอกได้ว่าเมื่อครู่นี้เธอสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย หรือว่าตื่นเพราะความร้อนกันแน่
เมื่อเหงื่อออก ร่างกายก็เหนียวเหนอะหนะ เธอจึงถอดชุดนอนออก ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นในถังมาเช็ดตัวสักหน่อย
สายลมอันอบอุ่นพัดเข้ามาในห้อง กระทบลงบนผิวกายที่ยังเปียกชื้นเล็กน้อยของเธอ ให้ความรู้สึกเย็นสบาย
มีเพียงแค่แผ่นหลังและลำคอที่มีเรือนผมหยิกฟูฟ่องหลุดลุ่ยตกลงมาปรกอยู่ ราวกับถูกคลุมด้วยผ้าห่มขนแกะสีม่วงนุ่มฟู ซึ่งให้ความรู้สึกร้อนผ่าว
เธอเอามือแตะน้ำเล็กน้อย สางเรือนผมสีม่วงให้เข้าทรงขึ้นมาบ้าง แล้วถักเป็นเปียหลวม ๆ อย่างลวก ๆ
หยิบยางรัดผมสีดำซึ่งวางอยู่บนหัวเตียงมามัดรวบผมเปีย ปล่อยให้ทิ้งตัวลงมาปรกหน้าอกอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นก็เช็ดบริเวณหน้าอกและแผ่นหลังอีกครั้ง
พลันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาในทันที
เปลี่ยนมาสวมกระโปรงเนื้อบางเบา สวมรองเท้าแตะเดินลากเท้าไปที่ริมหน้าต่าง
พอผลักหน้าต่างออก สายลมร้อนชื้นก็พัดปะทะใบหน้า เป็นอีกวันที่อากาศแจ่มใส
ท้องฟ้าเหนือทุ่งธาราหยกยังคงปลอดโปร่งเช่นเคย
ไกลออกไปมีแม่น้ำสายต่าง ๆ ไหลตัดกันไปมา น้ำใสแจ๋วเสียจนมองเห็นก้นแม่น้ำ
ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีอันหนานุ่มราวกับพรมสีเขียวผืนงามที่ปูทับอยู่บนผืนน้ำ
ริมแม่น้ำ คุณแม่ชาน่ากำลังสะพายตะกร้าเดินเก็บของขวัญที่นกน้ำแถว ๆ นั้นนำมามอบให้
ข้าวของกองพะเนินอยู่บนพื้นหญ้าริมแม่น้ำ ดูเหมือนว่าผลประกอบการในวันนี้จะไม่เลวเลยทีเดียว
ทันใดนั้น ประกายแสงสีทองก็สว่างวาบขึ้นมาที่ริมขอบฟ้า และเพียงชั่วพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้า มันคือนกกระดาษที่มีลวดลายหมึกสีทองวาดอยู่ทั่วตัว
ลวดลายหมึกสีทองนั้น ช่างดูเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าแสงแดดในฤดูร้อนเสียอีก
ฉากแบบนี้ โม่หลานเคยเห็นในหนังสือชุดแม่มดน้อยมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
จดหมายตอบรับเข้าเรียนของสถาบันแม่มดมักจะมาถึงมือของแม่มดน้อยด้วยวิธีนี้เสมอ
โม่หลานยื่นมือออกไป นกกระดาษก็ร่อนลงมาเกาะบนฝ่ามือของเธอ ก่อนจะกลายสภาพเป็นจดหมายฉบับหนึ่ง
ตราประทับรูปหนังสือ ดอกไม้ไฟ และปากกาทองคำบนซองจดหมาย เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของผู้เป็นนายแห่งดินแดนรกร้าง ผู้คอยปกป้องคุ้มครองเหล่าแม่มด——จอมมนตรา
จอมมนตราถือกำเนิดขึ้นจากเหล่าแม่มด แต่กลับแตกต่างจากแม่มดทั่วไป
ไม่เพียงแต่จะครอบครองพลังเวทมนตร์ในระดับที่สูงกว่าพลังเวททั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมด้วยพรสวรรค์และความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย
จนถึงปัจจุบัน เผ่าพันธุ์แม่มดเพิ่งจะให้กำเนิดจอมมนตราขึ้นมาได้เพียงแค่สามคนเท่านั้น
แต่จอมมนตราทั้งสามคนนี้เอง ที่สามารถต่อกรกับศัตรูจำนวนมากเพียงลำพัง แย่งชิงดินแดนรกร้างมาจากน้ำมือของเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ในโลกวาเลน และสถาปนาสิทธิ์ในการครอบครองดินแดนแห่งนี้ได้สำเร็จ
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เหล่าแม่มดที่กระจัดกระจายอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ จึงได้มีดินแดนที่เป็นของเผ่าพันธุ์ตนเองเสียที
ดินแดนรกร้างที่ได้รับการคุ้มครองจากจอมมนตรา ก็ได้ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นเขตหวงห้ามอันดับที่สี่ รองจากหุบเขาสวรรค์ ห้วงลึกอเวจี และเกาะมังกร
“คุณหนูโม่หลาน คุณได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนที่สถาบันแม่มดแล้ว พิธีปฐมนิเทศจะจัดขึ้นในอีกสามวันให้หลัง (วันที่สิบสามเดือนหก) เวลาสองทุ่มตรง
เมื่อถึงเวลานั้น ตราประทับของจดหมายแจ้งการรับเข้าเรียนจะทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อพาคุณเดินทางไปยังสถาบันแม่มด ขอให้เตรียมตัวไว้ให้พร้อม
อุปกรณ์การเรียนและของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งหมดในระหว่างที่ศึกษาอยู่ ทางสถาบันแม่มดจะเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้
นอกจากนี้ ในตอนที่เดินทางไปสถาบัน กรุณาสวมใส่เสื้อคลุมของทางสถาบันให้เรียบร้อยด้วย
แนบชุดเสื้อคลุมของสถาบันมาพร้อมกับจดหมายฉบับนี้จำนวนหนึ่งชุด
——อาจารย์ใหญ่ อามีช่า”
เมื่ออ่านจดหมายจบ กระดาษจดหมายก็ซึมซาบเข้าไปในฝ่ามือของเธอ กลายเป็นตราประทับรูปซองจดหมาย
โม่หลานลูบคลำตราสัญลักษณ์นั้นเบา ๆ กระดาษจดหมายก็ปรากฏขึ้นมาในมือของเธออีกครั้ง พอเก็บกลับไป มันก็กลายเป็นตราประทับรูปซองจดหมายเหมือนเดิม
ช่างเป็นอะไรที่วิเศษเอามาก ๆ เธออดไม่ได้ที่จะลองเก็บกลับไปแล้วเอาออกมา ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เล่นสนุกเสียจนไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าคุณแม่ชาน่ากลับมาแล้ว
เมื่อชาน่าเห็นลูกสาวยืนอยู่ตรงหน้าต่างห้องใต้หลังคา เอาแต่จ้องมองฝ่ามือของตัวเองอยู่อย่างนั้น ท่าทางแบบนั้นมองดูอย่างไรก็รู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน
ตอนที่เธอได้รับจดหมายแจ้งการรับเข้าเรียนครั้งแรก ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เสี่ยวโม่หลาน! จดหมายเข้าเรียนของลูกมาถึงแล้วเหรอ?”