- หน้าแรก
- ลู่เสวียเหวินบุกชนบท ทำสวนสโลว์ไลฟ์พร้อมระบบมิติ
- บทที่ 8 รายงานตัว
บทที่ 8 รายงานตัว
บทที่ 8 รายงานตัว
ทั้งลู่เสวียเหวินและลู่เสี่ยวเสวี่ยต่างรีบรับซองเอกสารมาด้วยความดีใจ พร้อมกับกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่หลี่ผู้มีเมตตาไม่ขาดปาก
หลังจากเดินออกมาจากสำนักงานเขต เฉิงซิ่วเหลียนผู้เป็นแม่กลับทำหน้าบอกบุญไม่รับ เธอเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า
“ทำไมพวกลูกไม่ขอลงพื้นที่แถวรอบนอกปักกิ่งล่ะ จะรั้นไปไกลขนาดนั้นทำไม?”
“แล้วยังจะเอาที่ที่มีภูเขามีลำน้ำอีก ที่ที่มีภูเขามันจะเป็นที่ดีๆ ได้ยังไง? ไม่เป็นป่าลึกก็คงเป็นเนินเขาทุรกันดาร”
“ไม่แคล้วต้องลงทำไร่ทำนาขุดดินทุกวันถึงจะมีข้าวกิน ลำพังร่างกายบอบบางอย่างพวกลูกสองคนที่ไม่เคยจับจอบจับเสียม จะไปทนรับไหวได้ยังไงกัน?”
พูดจบนัยน์ตาของเธอก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด
ลู่เสวียเหวินยิ้มร่าพลางเดินตามกวดฝีเท้าแม่ไป เขาอธิบายให้แม่ฟังระหว่างทางว่า
“แม่ครับ นโยบายลงสู่ชนบทเนี่ยมันมีมาหลายปีแล้วนะ พื้นที่ดีๆ รอบปักกิ่งน่ะโควตามันเต็มไปตั้งนานแล้ว”
“ต่อให้มีเหลืออยู่บ้าง ถ้าไม่เป็นเพราะคนในพื้นที่นั้นมีปัญหาหรือนิสัยใจคอไม่ดี ก็คงเป็นเพราะโควตามันไม่แน่นอน ผมกลัวว่าถ้าเขาจับผมกับน้องแยกกัน แล้วความหมายของการที่ผมยอมไปชนบทมันจะเหลืออะไรล่ะครับ”
เฉิงซิ่วเหลียนชะงักกึกทันที เธอหันกลับมามองลู่เสวียเหวินด้วยแววตาปลาบปลื้มปนเอ็นดู ก่อนจะพยักหน้าหัวเราะร่า
“จริงด้วยๆ เจ้าสามคิดได้รอบคอบจริงๆ ถ้าต้องแยกลูกกับน้องออกจากกัน แผนที่วางไว้ก็พังหมดพอดี”
จากนั้นเธอก็ถอนหายใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดความกังวลลงบ้างว่า
“เอาเถอะ ไกลหน่อยก็ไกลหน่อย ขอแค่พวกลูกสองคนปลอดภัยก็พอ!”
ลู่เสี่ยวเสวี่ยเห็นแม่ยังดูหมองๆ อยู่บ้าง จึงเข้าไปกอดแขนแม่อย่างออดอ้อนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า
“แม่คะ แม่ก็รู้ว่าพี่สามเก่งจะตาย หลายปีมานี้เนื้อที่พวกเราได้กิน ก็พี่สามนั่นแหละที่เข้าป่าล่ากลับมาให้ทุกวันหยุด”
“นี่ขนาดอยู่ในปักกิ่งนะคะ! ถ้าไปถึงชนบท โดยเฉพาะที่ที่มีป่าเขา พี่สามต้องล่าเหยื่อกลับมาได้เยอะกว่านี้แน่ๆ”
“อีกอย่าง พี่สามน่ะมีวิทยายุทธนะ พวกนักเลงภูเขาแถวนั้นไม่มีทางสู้พี่สามได้หรอกค่ะ”
เด็กสาวพูดไปยิ้มไปพลางจินตนาการถึงอนาคตที่สดใส ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ อย่างร่าเริงว่า
“แม่คะ แม่รู้ไหมว่าที่หนูพูดมาน่ะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดหรอกนะ แม่ลองทายสิว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคืออะไร?”
เฉิงซิ่วเหลียนหมั่นไส้จนอดไม่ได้ที่จะตีมือน้อยๆ ของลูกสาวพลางดุขำๆ ว่า
“ไม่ต้องมาเล่นลิ้นเลย แกจะอวดล่ะสิว่าแกเชื่อฟังพี่สามที่สุดน่ะใช่ไหม?”
“เอาเถอะ ถ้าแกไม่ฟังคำสั่ง พี่สามแกคงไม่ให้กินเนื้อ ไม่ให้เงินซื้อลูกอมกระต่ายขาวหรอก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก นึกว่าแม่ไม่รู้หรือไง”
ลู่เสี่ยวเสวี่ยถูกแม่ดุจนตาหยีเป็นสระอิ เธอแลบลิ้นอย่างซุกซนแล้วพึมพำเบาๆ
“ก็หนูเป็นเด็กดีที่สุดนี่นา”
เฉิงซิ่วเหลียนยังไม่วายกำชับด้วยความหวังดีว่า
“เสี่ยวเสวี่ยเอ๋ย แกก็รู้ว่าในบ้านน่ะพี่สามรักพวกแกพี่น้องที่สุด งานและบ้านของพี่รองแก พี่สามก็จัดการให้จนเรียบร้อย”
“พอออกไปข้างนอกแล้ว แกต้องเชื่อฟังพี่สามเขานะ เข้าใจไหม?”
“แล้วห้ามไปหาแฟนแถวชนบทเด็ดขาด แกเพิ่งจะ 16 เอง รอให้ครบ 20 ก่อนค่อยคิดเรื่องมีคู่ก็ยังไม่สาย”
ในขณะที่ลู่เสี่ยวเสวี่ยถูกแม่ร่ายยาวกำชับเรื่องต่างๆ ลู่เสวียเหวินก็เดินตามหลังทั้งสองคนไปเงียบๆ
ไม่นานก็ถึงทางแยกที่จะไปสหกรณ์จัดซื้อ ลู่เสี่ยวเสวี่ยเริ่มทำท่าทางกระสับกระส่ายเหมือนมีหนามทิ่มก้น
ลู่เสวียเหวินเห็นท่าทางนั่นก็รู้ทันทีว่ายัยตัวแสบอยากจะปลีกตัวหนีเที่ยว
เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหาข้ออ้างช่วยน้องสาวพลางทำท่าเอาใจแม่ว่า
“แม่ครับ วันนี้ผมกับน้องเพิ่งรายงานตัวเสร็จ มีเพื่อนๆ ในเมืองหลายคนเลยที่ต้องไปบอกลาเสียหน่อย เรื่องซื้อของที่สหกรณ์ฯ ผมรบกวนแม่จัดการให้หน่อยได้ไหมครับ”
“พรุ่งนี้ต้องพาพี่รองไปโอนถ่ายงานอีก ขั้นตอนคงเยอะจนต้องวิ่งรอกทั้งวัน พวกผมเลยอยากขอเวลาครึ่งวันนี้ไปร่ำลาเพื่อนๆ ครับ”
ไม่รอให้เฉิงซิ่วเหลียนอนุญาต ลู่เสวียเหวินก็ส่งสัญญาณมือที่รู้กันกับน้องสาวอยู่ข้างหลังแม่ แล้วทั้งคู่ก็โกยแน่บหนีไปทันที
กว่าแม่จะรู้ตัว ทั้งสองคนก็วิ่งไปไกลลิบแล้ว
เฉิงซิ่วเหลียนมองตามแผ่นหลังของลูกทั้งสองไปพลางส่ายหน้าหัวเราะอย่างระอา ก่อนจะหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังสหกรณ์ฯ
นี่แหละคือข้อดีของการมีผู้ใหญ่จัดการให้ ของใช้สำหรับไปชนบทนั้นพวกเขาไม่ต้องกังวลเลยสักนิด
ข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยทุกอย่างที่นึกออก แม่จะนึกให้เสร็จสรรพ ส่วนที่นึกไม่ถึง แม่ก็ยังจะนึกเผื่อให้จนครบ
แม่กลัวลูกจะหนาว กลัวลูกจะหิว กลัวลูกจะไม่ยอมใส่กางเกงลองจอห์น
ลู่เสวียเหวินและลู่เสี่ยวเสวี่ยเดินหัวเราะร่ามาตามถนนอีกสายหนึ่ง
ลู่เสี่ยวเสวี่ยจูงชายเสื้อพี่ชายพลางถามยิ้มๆ ว่า
“พี่คะ พี่จะไปลาพี่เจี้ยนจวินที่สถานีตำรวจหรือเปล่า วันนี้เขาน่าจะเข้าเวรนะ”
“แล้วยังมีพี่หงจวินที่โรงพยาบาล พี่ไช่หยุนที่สำนักพิมพ์อีก วันเดียวพี่จะวิ่งรอกไหวไหมคะ”
“อ้อพี่! หนูจะบอกให้ วันก่อนพี่เจี้ยนจวินแอบดักเจอหนูด้วยนะ เขาถามว่าพี่รองชอบอะไร ดูท่าทางเขาอยากจะจีบพี่รองน่ะค่ะ”
“พวกพี่สนิทกันจะตาย ทำไมเขาไม่ถามพี่ตรงๆ แต่กลับแอบมาถามหนูล่ะ”
ลู่เสวียเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“มันถามเธอเมื่อไหร่ ทำไมไม่รีบบอกพี่”
ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของลู่เสี่ยวเสวี่ยเจื่อนลงทันควัน เธอตอบเสียงอ่อยอย่างมีพิรุธว่า
“ก็เมื่อวันหยุดที่แล้วเองค่ะ หนูตั้งใจจะบอกพี่ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านแล้ว แต่พอวันนั้นกลับมาได้กินเนื้อนกพิราบ หนูดีใจจนลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย!”
พูดจบ เธอก็หน้าแดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน
ลู่เสวียเหวินหยุดเดิน หรี่ตาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกำชับน้องสาวว่า
“พี่ไม่ห้ามหรอกถ้าเธอจะไปบอกลาชิงหยาเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ แต่เธอต้องรู้นะว่าตอนนี้พวกปลอกแขนแดงกำลังเที่ยวสร้างเรื่องไปทั่ว”
“เธอเองก็รู้สถานะทางบ้านของชิงหยา พี่ขอบอกเลยนะว่า ห้ามก้าวเข้าไปในบ้านเขาเด็ดขาด เข้าใจไหม”
“แค่ไปยืนหน้าลานบ้านแล้วเรียกเขาออกมา คุยธุระให้จบเร็วๆ แล้วรีบกลับบ้านทันที”
ลู่เสี่ยวเสวี่ยเบิกตากว้างมองลู่เสวียเหวินอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“พี่คะ มันไม่รุนแรงขนาดนั้นมั้ง บ้านเขาไม่ใช่ ‘นายทุนสีแดง’ หรอกหรอคะ”
“อีกอย่างหนูกับชิงหยาสนิทกันมาก เมื่อก่อนก็เข้าออกบ้านเขาตลอด ถ้าตอนนี้ทำแบบนั้น มันจะไม่ดูเหมือนคนเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรอคะ”
ลู่เสวียเหวินถอนหายใจ แม้เขาจะข้ามภพมาจากอนาคต แต่เขาไม่รู้หรอกว่ากระแสประวัติศาสตร์ในโลกนี้จะเป็นไปในทิศทางไหนกันแน่
เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าที่นี่คือประเทศเดิมที่เขารู้จักจริงหรือไม่ คนตัวเล็กๆ อย่างเขาจะรู้อะไรได้มากมาย
เขารู้เพียงว่าตอนนี้บรรยากาศรอบตัวมันเริ่มตึงเครียดขึ้นทุกที เขาจึงพยายามอธิบายให้น้องสาวฟังด้วยความใจเย็น
“ตอนนี้พวกปลอกแขนแดงน่ะบ้าคลั่งไปหมดแล้ว เอาเป็นว่าไม่ต้องสนเรื่องอื่น ถ้าเจอเพื่อน ก็เตือนเขาสักคำ ให้ที่บ้านเขารีบหาทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้าเถอะ”
“เธอเชื่อพี่นะ พี่ไม่ทำร้ายเธอหรอก”
“พี่ต้องไปที่สถานีตำรวจ เธอเองก็ระวังตัวด้วย รีบกลับบ้านให้ไวที่สุดล่ะ เข้าใจไหม”
พูดจบ ลู่เสวียเหวินยังไม่ยอมเดินจากไป เขาจ้องลึกเข้าไปในตาของน้องสาวนิ่งๆ
พอเสี่ยวเสวี่ยเห็นสีหน้าท่าทางแบบนี้ของพี่ชาย เธอก็รู้ทันทีว่าพี่ชายพูดจริง และเรื่องนี้ต้องสำคัญมากแน่ๆ
เธอจึงรีบพยักหน้ารับคำทันที
เมื่อเห็นน้องสาวรับคำ ลู่เสวียเหวินถึงวางใจได้ เขาหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ
เขารู้ว่าน้องสาวเข้าใจความหมายของเขา และเธอมักจะเชื่อฟังเขาเสมอ ความเชื่อใจระหว่างกันทำให้เขาวางใจว่าเธอจะไม่ทำอะไรแผลงๆ
พอคิดถึงเรื่องที่เฉิงเจี้ยนกั๋วเพื่อนร่วมชั้นบังอาจมาหมายปองพี่สาวของเขา เขาก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ เขาต้องการจะคุยกับเฉิงเจี้ยนกั๋วให้รู้เรื่อง แม้ครอบครัวของอีกฝ่ายจะดูดี แต่เขารู้ดีว่ามันไม่เหมาะกับพี่สาวของเขาเลย
เฉิงเจี้ยนกั๋วเป็นลูกท่านหลานเธอ ตระกูลใหญ่โต แม้อีกฝ่ายจะเรียนดีนิสัยดี แต่ในตระกูลใหญ่นั่นมันไม่สงบสุขเอาเสียเลย มีความสัมพันธ์ซับซ้อนและวุ่นวายเต็มไปหมด
โดยเฉพาะแม่ของฝ่ายนั้น ลู่เสวียเหวินเคยไปที่บ้านเขาครั้งหนึ่ง เพิ่งจะสถาปนาประเทศได้ไม่นานก็ทำท่าทางหยิ่งยโสโอหัง มองข้ามหัวชาวบ้านธรรมดาสามัญไปเสียหมด
พอนึกถึงสีหน้าท่าทางของแม่ฝ่ายนั้น แล้วจินตนาการว่าพี่สาวต้องแต่งเข้าไปอยู่ในบ้านแบบนั้น เขาก็รู้สึกหงุดหงิดจนอดสบถออกมาไม่ได้
“ให้ตายเถอะ ป่าใหญ่ขึ้นมาหน่อยนกเวรๆ ก็เยอะตามจริงๆ”
(จบตอน)