เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 แบ่งห้อง

บทที่ 5 แบ่งห้อง

บทที่ 5 แบ่งห้อง


คำพูดของพ่อลู่เว่ยกั๋อนั้นชัดเจนมาก หากอยากได้อะไรก็ต้องพยายามด้วยตัวเอง ลูกๆ ทั้งสี่คนต่างก็มีเส้นทางของตนเองแล้ว

แต่พี่ใหญ่ลู่เสวียอู่เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ เขากำขอบโต๊ะกินข้าวไว้แน่น และเอ่ยโต้แย้งอย่างไม่ยอมลดละ

“แบบนี้มันไม่ยุติธรรม เสวียเหวินกับเสี่ยวเสวี่ยลงชนบทแต่เอาเงินไปทั้งหมด ในนั้นมันก็มีเงินเดือนก่อนหน้านี้ของผมรวมอยู่ด้วย เงินเดือนตลอดทั้งปีของผมยังไงก็ต้องมี 200 กว่าหยวนนะ”

พ่อลู่เว่ยกั๋วและแม่เฉิงซิ่วเหลียนเห็นลูกชายคนโตไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้ ทั้งยังไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ในครอบครัว ก็รู้สึกปวดใจและผิดหวังอย่างยิ่ง

แม่เฉิงซิ่วเหลียนมองดูบุตรชายคนโตที่เธอเลี้ยงมากับมือพลางเอ่ยด้วยดวงตาแดงก่ำ

“เสวียอู่ ลูกจะมาคิดบัญชีกับคนในบ้านงั้นเหรอ? ลูกจะคำนวณแค่สิ่งที่ลูกจ่ายไปอย่างเดียวหรือไง?”

“ลูกลองดูสิ งานของลูกน่ะเป็นตำแหน่งงานสวัสดิการรัฐที่ได้มาจากการเกษียณของพ่อลูก ลูกเสียเงินซื้อมาหรือเปล่า?”

“ยุติธรรมงั้นเหรอ? พ่อกับแม่ต้องไปหางานมาอุดหนุนน้องอีกสามคนของลูกคนละตำแหน่งด้วยไหม ลูกรู้ไหมว่าตอนนี้งานหนึ่งตำแหน่งมันราคาเท่าไหร่?”

“งานของน้องรองลูก เขาเป็นคนสอบได้เอง แต่เขาก็ไม่พูดอะไรสักคำแล้วยกให้พี่รองของลูก ส่วนตัวเองต้องไปลำบากที่ชนบทเพื่อน้องเล็ก”

“เขามาร้องหาความยุติธรรมเหมือนลูกไหม? บอกแม่มาสิ ว่าแบบนี้มันยุติธรรมหรือเปล่า?”

เมื่อพ่อลู่เว่ยกั๋วเห็นภรรยาถูกลูกชายคนโตทำให้ร้องไห้ สีหน้าเขาก็เคร่งขรึมลง น้ำเสียงยิ่งทวีความจริงจัง มือที่เต็มไปด้วยรอยพรายตบลงบนโต๊ะกินข้าวอย่างแรงพลางด่าว่า

“ลู่เสวียอู่ ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้ปลอกแขนแดงนั่น แกก็ไม่ฟัง”

“ที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แกไม่เคยคิดหาทางช่วยสักนิด พอรู้ว่าสำนักงานเขตแจ้งให้ลูกสาวสองคนลงชนบท แกเคยคิดไหมว่าน้องสาวไปอยู่ที่นั่นจะเกิดอันตรายอะไรบ้าง?”

“แกไม่เคยคิด แกคิดแต่จะกวาดเอาผลประโยชน์ในบ้านเข้าตัวคนเดียว”

“แกจะขึ้นสวรรค์หรือไง ถึงมาเรียกร้องความยุติธรรมกับพ่อแม่ตอนนี้ ได้! งั้นแกก็ไปลงชนบทซะ แล้วยกงานให้เสี่ยวเสวี่ยแทน เดี๋ยวฉันจะส่งเงินให้แกทุกเดือนเอง แบบนี้ยุติธรรมพอหรือยัง?”

พ่อลู่เว่ยกั๋วพูดไปพลาง คว้าเงินที่ภรรยาเพิ่งจัดระเบียบไว้ทุ่มใส่หน้าลู่เสวียอู่

พี่ใหญ่ลู่เสวียอู่ถูกพ่อทุ่มเงินใส่จนยืนนิ่งอึ้ง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

จะให้เขายกงานให้เสี่ยวเสวี่ยงั้นเหรอ ตีให้ตายเขาก็ไม่มีวันยอม คนรักที่เขาคุยไว้ก็เพราะเห็นว่าเขามีงานทำถึงได้ยอมคบด้วย

ภายในห้องนั่งเล่นเล็กๆ แห่งนี้ พลันเงียบสงัดขึ้นมาทันที

เมื่อมองดูเศษเงินที่กระจายเกลื่อนพื้น สุดท้ายแม่เฉิงซิ่วเหลียนก็ขอบตาแดงก่ำ ค่อยๆ โน้มตัวลงเก็บเงินขึ้นมาทีละใบ

จากนั้นลู่เสวียเหวินจึงเข้าไปช่วย ไม่นานทุกคนก็เข้าร่วมจัดระเบียบเงินและคูปองเหล่านั้น

เมื่อจัดเรียงเสร็จเรียบร้อย พ่อลู่และแม่ลู่ก็ถอนหายใจยาว ไม่สนใจลูกชายคนโตที่กำลังยืนเหม่ออยู่อีก

ทุกคนกลับมานั่งประจำที่ พ่อลู่เว่ยกั๋วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูซูบเซียวลงเล็กน้อย

“ในเมื่อก็นั่งอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าแล้ว ใครยังมีอะไรไม่พอใจในใจอีกล่ะ ก็ว่ามาให้หมดในคราวเดียวเถอะ จะได้ไม่ต้องไปก่อเรื่องวุ่นวายกันลับหลังอีก”

ลู่เสวียเหวินเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไร เขาปรายตามองพี่ใหญ่ที่ยังมีท่าทีไม่ยอมรับอย่างชัดเจน

พอมองไปที่พี่รอง เขาก็รู้สึกไม่ค่อยวางใจ จึงมองไปทางพี่ใหญ่ลู่เสวียอู่แล้วเอ่ยขึ้นหลังจากยั้งคิดครู่หนึ่ง

“ผมกับเสี่ยวเสวี่ยต้องลงชนบท ที่บ้านมีห้องอยู่สามห้อง ตามหลักแล้วที่บ้านมีลูกชายสองคน ถ้าจะแบ่ง สามห้องนี้ผมก็ควรจะได้ส่วนแบ่งห้องหนึ่งใช่ไหมครับพี่ใหญ่?”

ลู่เสวียอู่ยังไม่เข้าใจความหมาย พอตั้งสติได้แล้วโดนลู่เสวียเหวินถามแบบนั้น ก็เอ่ยออกมาด้วยความมึนงง

“เสวียเหวิน นายหมายความว่าไง สามห้องนี้ ห้องหนึ่งฉันเอาไว้แต่งงาน พ่อแม่ก็อยู่ห้องเดิม เสี่ยวลี่อยู่อีกห้อง นายลงชนบทไปแล้ว จะมาเกี่ยวอะไรกับนายด้วย”

คนอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจว่าเสวียเหวินกำลังจะทำอะไร ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องแบ่งห้องขึ้นมา

ลู่เสวียเหวินขมวดคิ้ว จ้องมองพี่ใหญ่พลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

“ตามที่พี่ใหญ่เคยพูดไว้ ลูกผู้หญิงน่ะต้องแต่งงานออกไปใช่ไหมครับ? ก็คือห้องในบ้านไม่เกี่ยวกับพวกผู้หญิง ความหมายคือแบบนี้ใช่ไหม?”

“ในเมื่อพี่ใหญ่ต้องการความยุติธรรม ผมก็แค่ทำตามตรรกะของพี่ไงครับ ในเมื่อพี่อยากได้ความยุติธรรม ผมเองก็ต้องการความยุติธรรมเหมือนกัน มันก็สมเหตุสมผลดีไม่ใช่เหรอ?”

ลู่เสวียเหวินพูดพลางบิดขี้เกียจหนึ่งครั้งก่อนจะกล่าวต่อ

“เรื่องงานผมไม่พูดถึงแล้วล่ะ ยังไงพี่ก็เป็นพี่ใหญ่ งานพ่อก็ให้พี่ไป งานผมก็ยกให้พี่รอง ส่วนผมก็ไปลำบากกับน้องเล็กแทน ถือว่าจบเรื่องนั้นไป”

“แต่เรื่องบ้านนี่ต้องคิดให้ชัดเจน พี่รองน่ะต้องแต่งงานออกไป ในเมื่อพี่รองต้องแต่งออกไป ในฐานะที่ผมเป็นลูกชายคนหนึ่งของบ้าน ห้องของพี่รองนั่นน่ะก็ควรจะแบ่งให้ผมสิ?”

“พี่ใหญ่ พี่ว่ามันเป็นเหตุเป็นผลไหมล่ะ?”

ลู่เสวียอู่ถูกถามจนพูดไม่ออก เขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้ว จะมาร้องหาความยุติธรรมอะไรตอนนี้ เมื่อครู่เขาแค่ห่วงเงินเดือนตลอดปีของตัวเองจนหลุดปากพูดเรื่องความไม่ยุติธรรมออกมา

นอกจากจะทำให้พ่อแม่ร้องไห้แล้ว เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เจ้าสามก็ไม่พอใจเขามากเช่นกัน

ในตอนนี้พอถูกเจ้าสามย้อนถามจนจนมุม จะบอกว่าห้องในบ้านไม่เกี่ยวกับลูกผู้หญิงมันก็พอพูดได้ตามธรรมเนียมโบราณ

แต่ถ้าจะบอกว่าห้องในบ้านไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าสามเลยสักห้องเดียว คาดว่าคงจะทำให้พ่อแม่เสียใจไปมากกว่านี้แน่นอน

ต่อไปหากเรื่องต่างๆ ในบ้านยังต้องให้พ่อแม่จัดการให้ แล้วเขาจะทำยังไง

ในเมื่อตอนนี้เจ้าสามบอกว่าห้องนั้นเป็นของเขา ลู่เสวียอู่จึงไม่มีคำพูดจะไปโต้แย้ง

เขาอึกอักอยู่นาน จะบอกว่าห้องนั้นไม่ใช่ของเจ้าสามก็พูดไม่ออก

แต่ลู่เสวียเหวินจะไม่ปล่อยให้เขาทำตัวตามใจชอบ น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“พ่อครับ แม่ครับ ในเมื่อพี่ใหญ่ต้องการความยุติธรรม ผมเองก็ต้องการเหมือนกัน ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว เราก็พูดให้กระจ่างไปเลย”

“ห้องสามห้อง ห้องของพี่รองผมขอเป็นคนถือครอง และผมต้องการให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ให้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกันทีหลัง”

พ่อลู่เว่ยกั๋ว, แม่เฉิงซิ่วเหลียน, ลู่เสี่ยวลี่ และลู่เสี่ยวเสวี่ย ต่างก็มองลู่เสวียเหวินด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่

แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าลู่เสวียเหวินไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้อย่างไร้เหตุผล จึงปล่อยให้เขาทำไป

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน ลู่เสวียเหวินก็เอ่ยขึ้น

“พี่รอง พี่ไปหยิบสมุดมาหน่อยครับ เขียนระบุสิทธิ์ความเป็นเจ้าของของทั้งสามห้องให้ชัดเจน ทุกคนในครอบครัวอยู่ที่นี่กันพร้อมหน้าแล้ว ก็เซ็นชื่อและประทับลายนิ้วมือไว้ซะ”

แม้ลู่เสี่ยวลี่จะไม่รู้ว่าน้องชายกำลังวางแผนอะไร แต่เธอก็รีบเข้าไปในห้องและหยิบสมุดแบบฝึกหัดออกมาเล่มหนึ่ง

เธอเขียนลงบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าอย่างรวดเร็วว่า

【 ณ วันนี้ ตระกูลลู่เว่ยกั๋วมีบ้านสามห้อง ที่อยู่เมืองสี่จิ่วเฉิง ตรอกถงหลัวกู่ ซอยเม่าเอ๋อร์ ตึกถงจื่อโหลว เลขที่ 1258 】

【 ห้องริมซ้ายให้ลู่เสวียอู่บุตรชายคนโตเป็นผู้สืบทอด ห้องริมขวาให้ลู่เสวียเหวินบุตรชายคนที่สองเป็นผู้สืบทอด ห้องกลางให้คงไว้ตามเดิม 】

【 เรื่องนี้มีพยานคือสมาชิกตระกูลลู่ทั้งหกคน ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 1968 】

จากนั้นทุกคนก็เซ็นชื่อและประทับลายนิ้วมือลงบนหนังสือสัญญาแบ่งห้องแบบง่ายๆ ฉบับนี้

ลู่เสวียอู่ไม่มีทางเลือก ได้แต่จำใจเซ็นชื่อลงไปอย่างขุ่นเคืองใจที่สุด

ลู่เสวียเหวินรับสัญญามาถือไว้ในมือแล้วเอ่ยอย่างพอใจ

“พี่ใหญ่ ตอนนี้แบ่งห้องกันชัดเจนแล้วนะ ความหมายก็คือห้องริมขวาเป็นของผม ในช่วงที่ผมไม่อยู่ ไม่ว่าพี่รองจะพักอยู่นานแค่ไหน พี่ก็ไม่มีเหตุผลจะไปเร่งรัดให้เธอแต่งงานออกไป”

“เพราะห้องน่ะเป็นของผม พี่รองจะแต่งหรือไม่แต่งเธอก็พักอยู่ในห้องของผม ไม่เกี่ยวกับพี่ เธอมีงานทำ ส่วนห้องเป็นของผม”

“ถ้าพี่จะแต่งงานก็อย่ามาใช้นิ้วสั่งการเรื่องงานแต่งของพี่รองล่ะ เพราะห้องที่เธออยู่มันคือห้องของผม เธอไม่ได้เอาเปรียบพี่สักนิด”

“พี่ก็อย่ามาพูดเรื่องผู้หญิงคนเดียวอยู่ตั้งห้องหนึ่งแล้วมันไม่ยุติธรรมแบบนั้นอีกนะ”

ลู่เสวียอู่ถูกตอกกลับจนหน้าแดงก่ำ ไม่รู้จะเถียงอย่างไร

ในตอนนั้นเองลู่เสวียเหวินก็ลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจจนกระดูกส่งเสียงดังลั่น

เขาเอ่ยยิ้มๆ ว่า “พี่ใหญ่ ตอนนี้มันก็ไม่ต่างจากการแยกบ้านกันเท่าไหร่แล้วล่ะ ผมกับเสี่ยวเสวี่ยจะลงชนบทไป พี่ก็กตัญญูกับพ่อแม่ให้มากๆ หน่อยแล้วกัน”

“เพราะยังไงเรื่องค่าสินสอดแต่งงานของพี่ พ่อแม่ก็ยังต้องเป็นคนลำบากจัดการให้อยู่ดี”

“อย่าคิดแต่จะกวาดทุกอย่างไปไว้ในอ้อมกอดตัวเองคนเดียวเลย”

เขายังหันไปแซวพี่รองยิ้มๆ อีกว่า

“พี่ครับ ผมไม่ได้จะแย่งห้องกับพี่นะ แต่เห็นท่าทางของพี่ใหญ่แล้วผมไม่ค่อยวางใจ แบ่งห้องมาไว้ในชื่อผมแบบนี้ ต่อไปถ้าผมไม่ได้อยู่ที่สี่จิ่วเฉิง พี่อยากจะอยู่ยังไงก็ไม่มีใครมีเหตุผลมาไล่พี่ได้แล้วล่ะจริงไหม”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 5 แบ่งห้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว