เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 204 จวนกระจกมรณะ

บทที่ 204 จวนกระจกมรณะ

บทที่ 204 จวนกระจกมรณะ


“อีกแปดสิบปีให้หลัง พุทธะมารสะท้านฟ้าผู้นี้ จะปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?”

เหอผิงขมวดคิ้ว หางตาของเขาเหลือบไปเห็นเปลวเพลิงสีหมึกลอยผ่านไป เปลวเพลิงนั้นก่อตัวกลายเป็นตะเกียงบัวอย่างรวดเร็ว มันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่ฝ่ามือของเขาอย่างเชื่องช้า

ตะเกียงบัวสีหมึกอันแปลกประหลาดนี้ มีต้นกำเนิดมาจากนรกทมิฬล้างบางใน ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ ตะเกียงบัวรวมถึงเปลวเพลิงล้วนควบแน่นมาจากไอหมึก นอกจากนี้ตะเกียงบัวยังมีความพิสดารอยู่อีกไม่น้อย

ยามที่ ‘ซือคงทุ่ย’ ระเบิดตัวเอง เขาแทบจะสละของทุกสิ่งบนร่างทิ้งไปจนหมดสิ้น รวมถึงอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์เจ็ดสิบเอ็ดตัว และยังมี ‘ภาพร้อยภูต’ อีกเจ็ดแผ่น ท้ายที่สุดสิ่งที่หนีรอดออกมาได้มีเพียงอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์หนึ่งตัว วิญญาณหนึ่งดวง ตุ๊กตาไม้ และคัมภีร์ทองคำหนึ่งหน้า นอกเหนือจากนั้น ตะเกียงบัวก็กลายสภาพเป็นกลุ่มไฟพัวพันตามมา และโบยบินออกจากนรกทมิฬล้างบางมาพร้อมกัน

“คำพูดของอกนิษฐพรหม ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่หากคนโฉดผู้นี้สามารถหลุดพ้นจากการจองจำได้ในอีกแปดสิบปีให้หลัง เช่นนั้นข้าก็คงไม่มีวิธีใดไปรับมือกับเขาได้เลยจริงๆ”

เขาขมวดคิ้วแน่น

แน่นอนว่าอกนิษฐพรหมกำลังใช้พลังมรรคาของตัวเองทำให้ ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ แปดเปื้อนอยู่จริงๆ หากปล่อยให้พุทธะมารสะท้านฟ้าผู้นี้สบโอกาส ไม่แน่ว่าอาจจะหลุดพ้นออกมาได้จริงๆ

“ผู้ที่สามารถรับมือกับคนผู้นี้ได้ ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือในสำนักพุทธที่มีความแค้นฝังลึกกับเขา หากข้าเป็นฝ่ายติดต่อไปหาคนของสำนักพุทธ จะสามารถหาวิธีรับมือคนผู้นี้ได้หรือไม่?”

จิตใจของเหอผิงสั่นไหวเล็กน้อย อกนิษฐพรหมคือศัตรูตัวฉกาจของสำนักพุทธ หากล่วงรู้ว่าคนผู้นี้จะปรากฏตัววออกมาอีกครั้ง สำนักพุทธย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย ยิ่งไปกว่านั้น ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ ก็ยังเป็นสุดยอดของวิเศษของสำนักพุทธอีกด้วย

“น่าเสียดายที่ขุมกำลังของสำนักพุทธกลับถูกขุมกำลังของราชสำนักกวาดล้างไปจนหมด ภายในอาณาจักรต้าโหยวไม่มีคนของสำนักพุทธหลงเหลืออยู่อีกแล้ว อีกอย่าง อกนิษฐพรหมผู้นั้นเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตสำแดงเทวะ ต่อให้ถูกสะกดไว้ก็ไม่อาจประมาทได้ แม้จะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้วก็ไม่อาจหาผลประโยชน์ใดๆ ได้เลย…”

เหอผิงนึกย้อนไปถึงความแข็งแกร่งที่อกนิษฐพรหมแสดงออกมาในนรกทมิฬล้างบาง พุทธะมารสะท้านฟ้าผู้นี้เนื่องจากถูกสะกดไว้ ตบะอันสะเทือนเลื่อนลั่นทั่วหล้าจึงไม่อาจแสดงออกมาได้ เขาคาดเดาว่าตบะของอกนิษฐพรหมถูกผนึกไว้อย่างน้อยแปดถึงเก้าส่วน

ถึงกระนั้น อกนิษฐพรหมที่อาศัยตบะเพียงราวๆ สองส่วน ก็เกือบจะคว้าจับร่างแยกของตนไว้ได้แล้ว ความสามารถระดับนี้ย่อมไม่อาจดูแคลนได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือสำนักพุทธผู้นี้ยังถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนเข้าสู่วิถีมารอีกด้วย

ก่อนที่เขาจะเข้าสู่วิถีมาร จิตใจที่บ้าคลั่งและดำดิ่งสู่ความชั่วร้าย ทำให้ตบะไม่เพียงไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพูนขึ้น ยิ่งเสริมส่งบารมีมารให้ฟุ้งกระจายเทียมฟ้า ยอดฝีมือระดับนี้ หากไม่มียอดฝีมือขอบเขตสำแดงเทวะอีกคนออกโรง มันก็ไม่อาจสะกดเอาไว้ได้เลย

“อีกอย่าง สำนักพุทธในต้าโหยวไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน การจะหวังพึ่งให้ยอดฝีมือสำนักพุทธมาจัดการกับอกนิษฐพรหมผู้นี้ ดูจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อย”

เหอผิงลูบคางพลางครุ่นคิดอย่างละเอียด จู่ๆ ในหัวก็มีความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา

“จริงสิ บางทีสำนักพุทธอาจจะไม่มีวิธีรับมือกับคนผู้นี้ แต่หากเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ต้าโหยว สถานการณ์ก็ย่อมแตกต่างออกไป…”

ในเมืองนครหยกขาวแห่งแผ่นดินภาคกลางของต้าโหยว มีปรมาจารย์ระดับเซียนปฐพีคอยคุ้มครองอยู่ ต่อให้อกนิษฐพรหมผู้นี้จะมีตบะสูงส่งเทียมฟ้า เขาก็ไม่อาจต้านทานวิธีการของปรมาจารย์เซียนปฐพีได้

“หรือว่าจะต้องยืมพลังของนิกายลับบูรพา เพื่อปล่อยข่าวเรื่อง ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ ออกไป?”

จิตใจของเขาขยับวูบ เกิดความคิดขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง

ในความเป็นจริง ทันทีที่ข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ขุมกำลังทุกฝ่ายที่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของอกนิษฐพรหมและ ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ ย่อมไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ สิ่งนี้คือสุดยอดของวิเศษในสำนักพุทธ ขอเพียงปล่อยข่าวนี้ออกไป ขุมกำลังต่างๆ ล้วนไม่อาจนิ่งดูดาย...

“เพียงแต่ ทางเข้าที่เชื่อมไปยัง ‘ภาพจำลองนรกภูมิ’ หรือก็คือ ‘หอฝันสุขาวดีมายา’ แห่งนี้อยู่ในมือของข้า หากผลีผลามปล่อยข่าวนี้ออกไป ไม่แน่ว่าแม้แต่ตัวข้าก็อาจจะถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย!”

เหอผิงลูบคลำตะเกียงดอกบัวในฝ่ามือเล่น ภายในใจก็มีความกังวลอีกชั้นหนึ่ง ประการต่อมา เขายังกังวลอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือข้อมูลของ ‘หอฝันสุขาวดีมายา’ อาจจะรั่วไหลออกไป

อย่างไรเสีย เบื้องหลังของ ‘ซือคงทุ่ย’ ก็ยังมีอู๋ชิ่งจู่ซ่อนตัวอยู่ คนผู้นี้ลึกลับเป็นอย่างยิ่ง ซ่อนหัวโผล่หาง ไม่ยอมเผยร่างจริง หากละเลยคนผู้นี้ไป เกรงว่าวันข้างหน้าอาจจะต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่

“แม้ว่าอู๋ชิ่งจู่ผู้นี้จะลึกลับมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ร่องรอยให้ตามสืบ หากต้องการจับจุดอ่อนของคนผู้นี้ ข้าเห็นว่ากุญแจสำคัญยังคงอยู่ที่ ‘จิตรกรนร’ ซาสือลี่…”

มณฑลจินเหอ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเถาหราน ป่าเขาทอดตัวยาวเหยียดเป็นผืนกว้างราวกับพรมผืนหนา ห่อหุ้มพื้นที่อันกว้างขวางไว้ใต้ร่มเงาไม้อันมืดครึ้มและหนาแน่น

ในเวลานี้ ห่างจากหุบเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางป่าเขา ยังมีเนินลาดชันอยู่อีกเส้นหนึ่ง บนเนินลาดชันนั้นมีเงาร่างสองร่าง ล้วนสวมชุดรัดกุมทะมัดทะแมง หนึ่งในนั้นคือฉีไป๋อี ส่วนอีกคนคือเหอจงเหิง

“ดูจากจดหมายที่แม่นางเยี่ยนหงทิ้งไว้ จวนผีสิงในข่าวลือนั่น น่าจะอยู่ข้างหน้านี้แล้ว”

ในมือของฉีไป๋อีกำกระบี่ยาวที่ยังอยู่ในฝักเอาไว้ เขาเดินผ่านดงหญ้ารกชัฏด้วยฝีเท้าอันแผ่วเบา เมื่อเงยหน้ามองไปเบื้องหน้า ก็มองเห็นจวนโบราณที่ดูเก่าแก่คร่ำคร่าแห่งหนึ่งอย่างเลือนราง

เหอจงเหิงที่เดินตามมาด้านหลังทอดสายตามองออกไป สิ่งแรกที่เห็นคือปลายสุดของผืนป่า มีชายคาชี้งอนมุมหนึ่งแขวนตระหง่านอยู่กลางอากาศ เมื่อเดินต่อไปข้างหน้า ก็มองเห็นจวนหลังหนึ่ง อารมณ์ในใจของเขานั้นค่อนข้างซับซ้อน

“แม่นางเยี่ยนหงผู้นั้น ช่างวู่วามเสียจริง ซาสือลี่มีฝีมือไม่ธรรมดา นางชิงขึ้นเขาไปก่อนหนึ่งก้าว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ข้ามิพลอยรับเคราะห์ไปด้วยหรอกหรือ…”

เหอจงเหิงเป็นเพียงมือปราบเล็กๆ คนหนึ่ง ยังไม่กล้าขัดขืนผู้สูงศักดิ์จากกองปราบมาร คดีจับกุมซาสือลี่ในครั้งนี้ คนของกองปราบมารย่อมมีอำนาจสิทธิ์ขาดมากกว่าเขา

ในครั้งนี้ หลังจากที่เขาและฉีไป๋อีได้รับพิราบสื่อสารจากแม่นางเยี่ยนหง เขาก็ได้นำกำลังพลกลุ่มใหญ่ปลอมตัวเดินทางมายังจวนผีสิงที่ชื่อว่า ‘จวนกระจกน้อย’ แห่งนี้ เพื่อตามล่าเบาะแสของ ‘จิตรกรนรก’ ซาสือลี่

คนทั้งสองทำตามคำกำชับของแม่นางเยี่ยนหงผู้มาจากกองปราบมาร เพื่อหลีกเลี่ยงการแหวกหญ้าให้งูตื่น จึงได้จัดเตรียมกองกำลังที่พามาให้ตั้งค่ายอยู่เชิงเขา คอยดักซุ่มอยู่ตามเส้นทางสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ขึ้นเขามาเพื่อสมทบกับนายบ่าวเยี่ยนหงทั้งสองคน

พวกเขามาถึงกลางเขา และพบจวนหลังนี้ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่า เจ้าของเดิมของจวนกระจกน้อยแซ่สือ เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งและมีชื่อเสียง เขาทำธุรกิจค้าผ้าไหม ฐานะทางบ้านร่ำรวย ทว่ากลับไร้ทายาทสืบสกุลมาโดยตลอด ภายหลังเพื่อสืบทอดสายเลือด เขาจึงได้ตกแต่งอนุภรรยาเข้ามาคนหนึ่ง แต่กว่าอนุภรรยาผู้นี้จะให้กำเนิดบุตรออกมาได้ก็แสนยากเข็ญ แต่เนื่องจากภรรยาเอกเป็นคนขี้หึงหวง นางจึงทรมานอนุภรรยาสาวผู้นั้นสารพัดวิธี ฝ่ายหลังทนรับความอัปยศไม่ไหวจึงกระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตาย

หลังจากที่อนุภรรยาผู้นี้กระโดดบ่อน้ำตาย ภายในจวนกระจกน้อยแห่งนี้ก็เริ่มมีผีหลอกวิญญาณหลอน อาละวาดจนคนในจวนต่างหวาดผวาไปตามๆ กัน ไม่ว่าใครก็ล้วนบอกว่าเคยเห็นผี

เวลาล่วงเลยไปอีกหนึ่งเดือน จู่ๆ จวนแห่งนี้ก็ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ในชั่วข้ามคืน คนทั้งจวนไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ตามคำบอกเล่าของนักชันสูตรศพที่ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ คนที่ตายในจวนแต่ละคนล้วนมีสภาพเบิกตาโพลงยิงฟัน สภาพศพน่าเวทนายิ่งนัก เลือดถูกสูบจนแห้งเหือด ศพฉีกขาดหลุดลุ่ย

ชาวบ้านละแวกนั้นต่างพากันพูดว่า นี่เป็นเพราะอนุภรรยาผู้นั้นตายไปกลายเป็นภูตผี นางจึงมาสังหารคนทั้งจวนไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือคนแก่

ส่วนทางการท้องถิ่นก็ได้ส่งคนไปตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ จึงทำได้เพียงปิดคดีว่าเป็นการฆาตกรรมโดยฝีมือโจรภูเขา

สิ่งที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าก็คือ เพื่อนบ้านที่เคยเข้าไปแบกศพในจวนกระจกน้อย ต่างก็พากันตายอย่างเป็นปริศนาในยามหลับใหลภายในเวลาหนึ่งเดือน ผู้คนต่างลือกันว่า เป็นเพราะไปล่วงละเมิดข้อห้ามของภูตผี พวกเขาจึงถูกลากไปพัวพันด้วย

ด้วยเหตุนี้ จวนกระจกน้อยจึงกลายเป็นดินแดนผีสิง ชาวบ้านในท้องถิ่นก็ไม่เรียกที่นี่ว่าจวนกระจกน้อยอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาเรียกว่า ‘จวนกระจกมรณะ’ ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ข่าวลือเรื่องจวนผีสิงได้แพร่สะพัดออกไป รัศมีสามสิบถึงสี่สิบลี้รอบจวนกระจกน้อยไม่มีบ้านเรือนผู้คนอาศัยอยู่อีกเลย หากมีก็คงย้ายหนีไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว

“เป็นคดีเมื่อสองปีก่อนงั้นหรือ? วิธีการจัดการของทางการช่างบกพร่องเสียจริง คดีของจวนกระจกน้อยนี่เห็นได้ชัดว่ามีเงื่อนงำ” ฉีไป๋อีได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็น

“หรือว่ากลัวจะหาเรื่องใส่ตัว พวกเขาจึงได้ทำเป็นลวกๆ ปัดสวะให้พ้นตัวไป?”

“ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่”

เหอจงเหิงรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของทางการดี เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ทางจวนที่ว่าการเองก็รู้ดีว่ามีบางคดีที่ซุกซ่อนความลี้ลับเอาไว้ เพียงแต่ที่ว่าการก็รู้ตัวดีว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับมือได้ ดังนั้นจึงได้ปิดผนึกคดีเอาไว้ และรายงานขึ้นไปเบื้องบน เพื่อให้กองปราบมารส่งยอดคนผู้มีวิชาแปลกประหลาดมาจัดการ…”

นี่ก็คือวิธีการหลักของทางการต้าโหยวในการรับมือกับปัญหาผิดปกติจำพวกนี้ ราชวงศ์ต้าโหยวมีการจัดการกับราษฎรอย่างเข้มงวด เมื่อหน่วยงานราชการระดับต่างๆ ในหมู่ราษฎรพบเจอเหตุการณ์ผิดปกติ ล้วนต้องส่งมอบให้กองปราบมารเป็นผู้จัดการ หรือไม่ก็เรียกระดมกองกำลังทหารลาดตระเวนมาปราบปราม หากบังเอิญเป็นสถานการณ์รุนแรง ก็จะเปลี่ยนไปให้กองตุลาการโลหิตที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์เข้ามาแทรกแซงโดยตรง...

ภายในอาณาจักรต้าโหยว ต้นตอของเรื่องราวแปลกประหลาดชั่วร้ายเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักมีอยู่สามประเภท ประเภทแรกคือเหตุภัยพิบัติที่เกิดจากปีศาจหรือภูตผี

ประเภทที่สองคือผู้บำเพ็ญเพียรที่หลอมสร้างวิชาอาคมชั่วร้าย หรือวิชามารนอกรีต โดยการจับคนเป็นๆ ไป รีดเอาเลือดในหัวใจและไขกระดูก สับร่างแยกชิ้นส่วน สูบเอาวิญญาณคนเป็นไปหลอมรวมกับวิชาอาคม จนก่อให้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดพิสดารต่างๆ นานา

นอกจากนี้แล้ว ยังมีประเภทที่สาม นั่นก็คือผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกปรือวิชามารนอกรีต แล้วเกิดธาตุไฟเข้าแทรก ได้รับความปนเปื้อนจากมรรคาสวรรค์ จนกลายร่างเป็นอสูรวิปริต ซึ่งนี่ก็ถือเป็นสถานการณ์ที่อันตรายที่สุด

สถานการณ์ทั้งสามประเภทที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ล้วนไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทางการ หรือมือปราบของจวนที่ว่าการจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้

“...”

เมื่อฉีไป๋อีได้ยินถึงตรงนี้ เขาก็ไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ เขาเดินเลียบไปตามทางเดินของสัตว์ป่า แหวกพงหญ้ารกชัฏ มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของจวนหลังนั้น

จวนแห่งนี้สร้างอยู่ท่ามกลางป่าทึบ ดูใหญ่โตโอ่อ่าและเงียบงัน ประตูใหญ่เป็นบานประตูสีดำสนิท มีบันไดหินทอดยาว หน้าประตูยังมีสิงโตหินตั้งอยู่สองตัว คิดว่าในอดีต หน้าประตูจวนแห่งนี้คงมีผู้คนสัญจรไปมาคึกคักไม่น้อย ทว่าในเวลานี้กลับถูกทิ้งร้างไร้การบูรณะดูแลมาเนิ่นนาน จึงทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของภูตผี

“แปลกจริง ม้าของแม่นางเยี่ยนหงกับสาวใช้ของนางอยู่ตีนเขาจริงๆ แต่พวกเราตามรอยขึ้นมาตลอดทาง กลับไม่พบร่องรอยของพวกนางเลยแม้แต่น้อย…”

เหอจงเหิงมองดูบันไดหินหน้าประตูแวบหนึ่ง คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน

“เจ้าลองดูนั่น…”

ฉีไป๋อีดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ แล้วยื่นมือชี้ไปยังกำแพงด้านหนึ่งที่อยู่ข้างประตูใหญ่จวน บนกำแพงนั้นมีกรงเล็บเหล็กบินเกี่ยวอยู่ กรงเล็บเหล็กนั้นเชื่อมต่อกับโซ่เส้นหนึ่ง ด้านบนยังมีคราบเลือดติดอยู่ หยดแหมะลงบนพื้น

“บนกำแพงมีตัวอักษร”

เขายื่นมือชี้ไปทางนั้น

เหอจงเหิงเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเงยหน้ามองไป เขาก็เห็นว่าบนกำแพงมีคนใช้เลือดเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ดูน่าตกตะลึงเอาไว้ไม่กี่ตัว

“หนึ่งก้าวเข้าจวนกระจกมรณะ ชาตินี้มิอาจหวนคืนถิ่น”

เมื่อทั้งสองเห็นตัวอักษรบรรทัดนี้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองหน้ากัน

“หรือว่าแม่นางเยี่ยนหงถูกซาสือลี่จับได้ และถูกสังหารไปแล้ว”

น้ำเสียงของเหอจงเหิงดูหนักอึ้งลงเล็กน้อย

“หากเป็นเช่นนั้นจริง แม้แต่ยอดฝีมือที่กองปราบมารส่งมายังไม่อาจรับมือกับสถานการณ์ได้ เช่นนั้นด้วยกำลังความสามารถของพวกเรา ก็ไม่สมควรที่จะสืบสวนต่อไปแล้ว”

ฉีไป๋อีเองก็เกิดความคิดที่จะถอยหนีเช่นกัน

“เพื่อความปลอดภัย ปล่อยสัญญาณออกไปก่อน ให้กองกำลังที่อยู่ตีนเขาขึ้นมารับพวกเรา คนยิ่งเยอะก็ยิ่งไม่ต้องกังวลว่าซาสือลี่จะเล่นลูกไม้ผีสางอะไร พวกเราจะได้ถอยหนีได้อย่างคล่องตัว”

เหอจงเหิงรีบพยักหน้า คนทั้งสองต่างก็เป็นผู้เจนจัดในยุทธภพ ย่อมไม่ประมาทเลินเล่อ ฉีไป๋อีรีบถอยหลังไปหลายก้าว หยิบพลุสัญญาณลูกหนึ่งออกมาจุด เสียง ‘ฟุ่บ’ ดังขึ้น ดอกไม้ไฟลูกหนึ่งก็ระเบิดออกกลางอากาศ เสียงดินระเบิดปะทุแตกกระเซ็นดังสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดสาย

จบบทที่ บทที่ 204 จวนกระจกมรณะ

คัดลอกลิงก์แล้ว