เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 199 เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่

บทที่ 199 เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่

บทที่ 199 เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่


เหอผิงสะบัดแขนเสื้อ ‘ซือคงทุ่ย’ พลันรู้สึกถึงพลังมหาศาลสายหนึ่งโถมซัดมา ผลักไสเขาให้ตกลงไปในบานประตูอันมืดมิดบานนั้น

‘ซือคงทุ่ย’ รู้สึกเพียงว่าทัศนียภาพพร่ามัว ราวกับตกลงไปในความมืดมิดนิรันดร์ กาลเวลาและมิติบิดเบี้ยวสลับทับซ้อนในชั่วขณะนี้ แม้แต่ความมืดรอบกายก็เริ่มบิดม้วน เขาทำได้เพียงอดทนอย่างยากลำบาก ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด จิตวิญญาณพลันสงบนิ่ง สติสัมปชัญญะถูกทำให้แข็งค้างและเยือกแข็งไป

วิ้ง...

เสียงประหลาดดังขึ้นสั่นสะเทือนแก้วหู

ในพริบตา ความคิดที่สงบนิ่งก็ราวกับธารน้ำแข็งที่ปริแตก และค่อยๆ ละลายออก

...

“ที่นี่คือที่ไหน?”

เขาเอ่ยปากออกมา ร่างกายเริ่มมีการตอบสนอง เพียงแต่ยังรู้สึกมึนงงสับสน ความคิดยังคงยุ่งเหยิงอยู่บ้าง

เมื่อเทียบกับประสาทสัมผัสทั้งห้า ผู้บำเพ็ญเพียรย่อมพึ่งพาสัมผัสวิญญาณของตัวเองมากกว่า ‘ซือคงทุ่ย’ ถูกหลอมเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ จิตวิญญาณเดิมถูกกระชากออกไปแล้วจริงๆ แต่กลับถูกเหอผิงอัดพลังตบะและเศษเสี้ยวจิตวิญญาณเข้าไปแทน

ดังนั้น ‘ซือคงทุ่ย’ จึงยังสามารถใช้อิทธิฤทธิ์บางส่วนได้ อีกทั้งหุ่นเชิดร่างนี้ยังได้รับแรงหนุนจากเหอผิงผู้เป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา โดยการหลอมรวมภาพร้อยภูตเจ็ดแผ่นเข้าสู่ร่าง ทำให้พลังตบะไม่เพียงไม่ลดถอยแต่กลับเพิ่มพูนขึ้น ทั้งยังควบแน่นอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์เจ็ดสิบสองตัวจาก ‘มนตร์ราชันย์อสรพิษยมโลก’ ขึ้นมาใหม่ กลายเป็นกลุ่มควันไร้รูปไร้สีเจ็ดสิบสองสายวนเวียนอยู่รอบกาย

‘ซือคงทุ่ย’ รู้สึกเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว ราวกับลอยอยู่กลางอากาศ มีเพียงพลังปราณอันแข็งแกร่งสายหนึ่งคอยปกป้องไว้จึงไม่ตกลงไป เมื่อเขาถอนพลังสายนี้ออก ก็พลันสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดและร่วงหล่นลงสู่พื้นดินทันที

ยังไม่ทันถึงพื้น หูก็แว่วเสียงอื้ออึงสับสน เสียงเคร้งคร้างของโลหะกระทบกันดังไม่ขาดสาย เสียงอาวุธปะทะกันกึกก้อง ยิ่งเนิ่นนานเสียงยิ่งดังชัดขึ้น ทว่าสภาพแวดล้อมรอบกายกลับยังคงมืดมิดสนิท

เท้าของเขาเหยียบลงบนผืนดิน ก่อนจะเหาะทะยานไปข้างหน้าอีกช่วงหนึ่ง และพบว่าตนเองยืนอยู่บนจุดสูงชันของกึ่งกลางภูเขา

เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง ก็เห็นแต่ความมืดสลัวเช่นเดียวกัน ราวกับโลกใบนี้ไร้ซึ่งดวงตะวัน และถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดมาอย่างยาวนาน

‘ซือคงทุ่ย’ มีความรู้สึกซับซ้อนยากจะบรรยาย โชคดีที่ในยามนี้ดวงตาเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่สลัวรางนี้ได้แล้ว

เขาเพ่งมองไปไกลสุดสายตา พบว่าเบื้องล่างคือทุ่งร้างอันกว้างใหญ่ไพศาล ณ ที่แห่งนั้นมีแสงไฟระยิบระยับนับหมื่นดวงดั่งดวงดาว พริ้วไหวไม่ขาดสาย ทั่วทั้งสี่ทิศมีควันสงครามพวยพุ่ง พร้อมทั้งเสียงปะทะของอาวุธและแสงไฟที่แลบออกมาอย่างต่อเนื่อง

“นี่คือ... กำลังทำสงคราม? เป็นสนามรบงั้นหรือ?”

‘ซือคงทุ่ย’ ความสงสัยในใจของเขาย่อมมีมากเกินบรรยาย เขาควบคุมอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์ทั้งเจ็ดสิบสองตัว ทะยานร่างขึ้นสู่เวหา ราวกับเหยียบย่างไปบนสายลม

เขาเหินบินอยู่บนอากาศครู่หนึ่งก่อนจะร่อนลงจากเขา เดินไปได้ไม่นาน ท้องฟ้าสลัวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทว่ารอบกายกลับเต็มไปด้วยหญ้าแห้งเหี่ยวเฉา และมีสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านข้างหูไป

“ที่นี่คือที่ใดกัน? หรือว่าหอฝันสุขาวดีมายาแห่งนี้จะเป็นแดนลับ ยอดฝีมือสำนักจิตรกรเซียนจะมีตบะอิทธิฤทธิ์ถึงขั้นเปิดพื้นที่มิติเร้นลับเช่นนี้ได้จริงๆ หรือ?”

‘ซือคงทุ่ย’ อดไม่ได้ที่จะเกิดความกังขา

ฉับพลันนั้น บนเนินดินด้านหน้ามีคนตะโกนก้อง เสียงแหวกอากาศพลันดังสนั่น ห่ากระสุนธนูหนาทึบพุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามา

‘ซือคงทุ่ย’ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย อสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์ทั้งเจ็ดสิบสองตัวเลื้อยทะยานวนเวียนอย่างคล่องแคล่ว เพียงแค่การเคลื่อนที่วนรอบ ก็สั่นสะเทือนห่าธนูเหล่านั้นจนกลายเป็นผุยผง

ตามหลักเหตุผลแล้ว คนบนเนินดินเมื่อเห็นภาพนี้ ย่อมต้องรู้ว่าคู่ต่อสู้คือนักพรตผู้บำเพ็ญเพียร เมื่อรู้ว่าไม่อาจต้านทานได้ ย่อมต้องถอยหนีไปเอง

ทว่านอกจากบนเนินดินแล้ว เสียงโห่ร้องกลับดังมาจากทั่วทุกสารทิศ ดูท่าศัตรูที่ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ๆ จะมีจำนวนไม่น้อย ทั้งยังมีธนูอีกจำนวนมหาศาลระดมยิงมาจากกลางเวหา เสียง ‘ฟิ้ว ฟิ้ว’ ของหางธนูแหวกอากาศดังกรอกหูเขาไม่หยุดหย่อน

“ช่างน่ารำคาญไม่จบสิ้นจริงๆ!”

‘ซือคงทุ่ย’ บังเกิดโทสะ อสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์สามสิบสองตัวแย่งชิงกันพุ่งออกไป เปลี่ยนจากไร้ลักษณ์เป็นมีรูปร่าง เหินทะยานแหวกอากาศไปในทันที พวกมันเลื้อยวนพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนที่ล้อมโจมตีเขา

คนเหล่านี้ล้วนสวมชุดเกราะ ถืออาวุธวาววับในมือ นอกจากพลธนูแล้ว ต่างก็พากันวิ่งลงจากเนินดินตรงมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่

ในเวลาเดียวกัน เมื่ออสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์ตกลงไปในฝูงชน ก็พลันสำแดงเดชอย่างบ้าคลั่ง ส่วนหัวและหางกวาดแกว่งไปมา อ้าปากแยกเขี้ยวฉีกกระชากอย่างดุดัน

เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว ก็มีคนถูกฆ่าไปหลายคน ทว่าคนเหล่านี้กลับไม่เกรงกลัวความตาย ต่างชักดาบกระบี่ออกมาสู้รบพัวพันกับอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์

‘ซือคงทุ่ย’ เห็นดังนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา ท่องคำว่า ‘ระเบิด’ ออกมาคำหนึ่ง ทันใดนั้นอสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์ทั้งสามสิบสองตัวก็หดตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมกัน ก่อนจะระเบิดออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางเสียงระเบิดอากาศอันน่าสะพรึงกลัว ทหารรอบกายส่วนใหญ่ถูกระเบิดจนตายสิ้น

และในวินาทีนั่นเอง ‘ซือคงทุ่ย’ ก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่ประหลาดอย่างยิ่ง ศพของเหล่าทหารเกราะดำที่ตายไปกลับกลายเป็นก้อนหยาดหมึกอย่างรวดเร็ว และถูกผืนดินดูดซับหายไป เพียงพริบตาก็ไร้ร่องรอย

“คนเหล่านี้... รวมถึงลูกธนูก็ด้วย”

มือขวาของเขาคว้าลูกธนูที่ยิงมาได้ดอกหนึ่ง เมื่อเขาออกแรงบีบ ลูกธนูขนขาวนั้นก็แตกละเอียด กลายเป็นรอยหมึกสีดำกองหนึ่งในอุ้งมือ

“ล้วนเป็นรอยหมึก... หรือว่าโลกใบนี้จะถูกยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักจิตรกรเซียนวาดขึ้นมาด้วยพู่กัน ทั้งทุ่งกว้าง ผืนหญ้า ขุนเขา รวมถึงทหารเกราะเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งของที่มีอยู่จริง แต่เป็นรูปธรรมที่ก่อตัวขึ้นจากน้ำหมึกงั้นหรือ?”

‘ซือคงทุ่ย’ รู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เขากวาดสายตามองทหารจำนวนมากบนพื้นอีกครั้ง และพบว่าบนร่างของทหารเหล่านี้ล้วนแผ่กลิ่นอายเย็นเยือกน่าขนลุกออกมา ซึ่งไม่ใช่กลิ่นอายของคนเป็น

“เป็นวิญญาณหยิน หรือว่าเป็นตัวอะไรกันแน่?”

เขาขยับมือคว้าไปในอากาศ ทหารเกราะดำนายหนึ่งก็ถูกพลังปราณกระชากลอยเข้ามา พยายามดิ้นรนไม่หยุดหย่อน

เสียงดัง ‘กร๊อบ’ หมวกเหล็กที่ทหารสวมอยู่ถูกบีบจนแตกละเอียด เผยให้เห็นใบหน้าที่เน่าเฟะจนดูไม่ได้

“นี่มันตัวอะไรกัน? เป็นคนในรูปภาพ หรือว่าเป็นผีในรูปภาพกันแน่?”

‘ซือคงทุ่ย’ เองก็สับสน เขาออกแรงที่ฝ่ามือเล็กน้อย ทหารเกราะดำก็ถูกพลังมหาศาลบีบจนระเบิด เศษซากแขนขาค่อยๆ กลายเป็นน้ำหมึกกระเซ็นไปทั่วทิศ

ทันใดนั้น ใจเขาพลันกระตุกวูบ เขาคว้าตัวทหารเกราะดำมาอีกสองสามนาย และพบว่าลักษณะของทหารเหล่านี้ล้วนเป็นครึ่งคนครึ่งผี ใบหน้าดุร้ายถมึงทึง บางตัวถึงกับมีหน้าสีเขียวเขี้ยวโง้ว เมื่อเทียบกับคนเป็นแล้ว พวกมันดูคล้ายกับภูตผีมากกว่า

“ภูตผี... หรือว่ากองทัพหลายกองที่สู้รบกันอยู่แถวนี้จะไม่ใช่คน แต่เป็น ‘ผี’ ที่กำลังนองเลือดกันอยู่?”

เขารู้ว่าทุ่งร้างรอบกายได้กลายเป็นสนามรบไปแล้ว มีกองกำลังหลายฝ่ายกำลังรบพุ่งกัน ท่ามกลางความกังขา คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน ทันใดนั้นประกายความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นในหัวของซือคงทุ่ย เขานึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้กระทันหัน

นั่นก็คือ ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ จินเย่าขงเชวี่ยเคยกล่าวไว้ว่า ในอดีตสำนักจิตรกรเซียนเคยรังสรรค์ ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ ม้วนหนึ่งให้แก่พระศิลาองค์น้อยแห่งวัดสือฉานของสำนักพุทธ ทางนิกายเคารพดาราแห่งอาณาจักรเสินเฟิงล้วนตามหาม้วนพากวาดนี้มาโดยตลอด

“นิกายเคารพดาราเป็นนิกายใหญ่ในสำนักพุทธที่สืบทอด ‘มนตราพระแม่ผู้ประเสริฐ’ ‘แผนภาพกงล้อหกวิถี’ ที่นิกายใหญ่เช่นนั้นจับตามอง ย่อมไม่ใช่ของธรรมดา... หรือว่า ตอนนี้ข้ากำลังอยู่ในฉากนรกภูมิในแผนภาพกงล้อหกวิถี’?”

หากยอดฝีมือแห่งสำนักจิตรกรเซียนสามารถเปลี่ยนความจริงความเท็จในภาพให้กลายเป็นโลกใบหนึ่งได้ การจำลองนรก เปรต เดรัจฉาน อสุรา มนุษย์ และสวรรค์ ซึ่งเป็นหกวิถีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

“นรกทุกข์ยากท่วมท้นมืดมิดไร้แสงตะวัน ร้อยพันกัปในโลกมนุษย์ มิอาจเทียบเท่าเพียงครึ่งคืนที่นี่”

เขาพึมพำกับตนเอง ในขณะที่หัวใจยังคงเปี่ยมด้วยความสงสัย ก็แว่วเสียงรัวกลอง ‘ตึง ตึง’ ดังมาจากแดนไกล จากช้าเป็นเร็ว จากเบาเป็นหนัก จนแผ่นดินสั่นสะเทือนตาม จากนั้นเสียงแตร ‘วู้ว วู้ว’ ก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงกู่ร้องฆ่าฟันที่ดังระเบิดออกมาในพริบตาราวกับคลื่นซัดฝั่ง

“ฆ่ามัน–!”

เสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้องปานขุนเขาถล่มทลาย เสียงตะโกนฆ่าและเสียงคำรามลั่น จากทิศใต้สู่ทิศเหนือ จากเหนือสู่ใต้ เสียงกีบม้าที่ควบตะบึงปะปนกับเสียงอาวุธปะทะกัน ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

‘ซือคงทุ่ย’ เองก็สะดุ้งตกใจ เขาเพ่งมองไปไกลเห็นกองทัพมหึมาน่าเกรงขามทัพหนึ่งเคลื่อนทัพเข้ามากวาดล้างดั่งเมฆดำ กองกำลังใดที่ประทะกับพวกมันต่างแตกพ่ายเป็นผุยผง เพียงพริบตาก็ถูกกวาดเรียบดั่งลมพายุพัดเอาเมฆที่กระจัดกระจายไป

‘ซือคงทุ่ย’ เห็นภาพนี้แล้วถึงกับลอบเดาะลิ้น เขาขยับจิตเพียงนิด อสรพิษยมโลกไร้ลักษณ์สามสิบสองตัวที่เพิ่งระเบิดไปก็ควบแน่นขึ้นมาใหม่ รากฐานของมนตร์ราชันย์อสรพิษยมโลกอยู่ที่รอยสักอสรพิษยมโลกเจ็ดสิบสองตัวบนร่างของเขา ตราบใดที่ร่างต้นไม่บุบสลาย อสรพิษยมโลกภายนอกจะพินาศไปกี่ครั้งย่อมควบแน่นขึ้นใหม่ได้เสมอ

เขาเคลื่อนร่างไปพริบตาเดียวก็บินออกไปไกลกว่าสิบลี้ ดวงตามองลงไปเบื้องล่างพลันพบว่าในสนามรบแห่งนี้มีเหล่าผีร้ายหน้าตาประหลาดนับล้านกำลังสู้รบกันสุดชีวิต บ้างชกต่อย บ้างฟันแทง ทั่วทั้งสี่ทิศเต็มไปด้วยการต่อสู้ที่คลุ้มคลั่งประดุจสัตว์ที่ถูกต้อนให้จนมุม

ผีร้ายเหล่านี้ส่วนใหญ่สวมเกราะ บ้างมีเขางอกบนหัว บ้างมีหน้าเขียวเขี้ยวโง้ว บ้างก็มีผิวกายสีเขียวคล้ำไปทั้งร่าง

พวกมันจัดทัพเป็นขบวนศึกที่ต่างกัน เข้าโรมรันฟันแทง เจ้าฆ่าข้า ข้าฆ่าเจ้า สังหารกันไปมาไม่จบสิ้น

ผีร้ายตนหนึ่งเหวี่ยงขวานตัดแขนซ้ายของผีอีกตนขาดกระเด็น ผีที่แขนขาดกลับอ้าปากกัดจมูกอีกฝ่ายหลุดออกมา สู้รบกันอย่างโหดเหี้ยมผิดมนษย์มนา

แม้แต่ ‘ซือคงทุ่ย’ ที่เคยผ่านสมรภูมิมาไม่น้อย เมื่อเห็นภาพนี้ก็ยังถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก

กองทัพเหล่านี้ฆ่าฟันกันไม่หยุดหย่อน การต่อสู้แบบตะลุมบอนที่เบียดเสียดกันหลังชนหลังเช่นนี้ช่างนองเลือดเหลือเกิน

ในดวงตาของพวกผีร้ายไม่มีสิ่งอื่นใด นอกจากความกระหายเลือดและความแค้น ฆ่าฟันและสับร่ายอย่างบ้าคลั่ง จนกว่าศีรษะของอีกฝ่ายจะถูกฟันจนหลุดกระเด็นและกลายเป็นกองน้ำหมึก การต่อสู้ถึงจะยุติลง

ในเวลาเดียวกัน ‘ซือคงทุ่ย’ ก็สังเกตเห็นว่า บนผืนดินที่เข้มข้นไปด้วยน้ำหมึกและเต็มไปด้วยซากศพ เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จะมีผีร้ายตนใหม่ผุดขึ้นมา ผีที่เกิดใหม่เหล่านี้จะหยิบดาบกระบี่บนพื้นและกระโจนเข้าสู่การต่อสู้นี้โดยสมัครใจ

ความเจ็บปวด เสียงกรีดร้อง และเสียงโหยหวนคลุ้มคลั่งอบอวลไปทั่ว หากจะบอกว่าที่นี่คือนรกก็ดูจะสมเหตุสมผล เพียงแต่ที่นี่ต่างจากนรกในความรับรู้ของ ‘ซือคงทุ่ย’ อยู่บ้าง

‘ซือคงทุ่ย’ เฝ้ามองอย่างละเอียด เขายังพบอีกจุดหนึ่ง นั่นคือผีร้ายทุกตนตราบใดที่ฆ่าเพื่อนร่วมทางได้หนึ่งตน กลิ่นอายเย็นเยือกบนร่างจะยิ่งเข้มข้นขึ้น ยิ่งสังหารได้มากเท่าใด พลังฝีมือก็จะยิ่งแข็งแกร่งดุดันมากขึ้นเท่านั้น

“การฆ่าผีร้ายตัวอื่น จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นงั้นหรือ?”

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหู

“ซือคงทุ่ย อายุครบเจ็ดสิบปี ในอดีตเป็นคนเก็บสมุนไพร พลัดตกหน้าผาได้รับความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสสำนักเบญจหนัว ภายหลังขโมยคัมภีร์ทรยศสำนัก ฝึกวิชามารก่อกรรมทำชั่วไปทั่ว ก่อกรรมหนักหนา ฆ่าคนนับไม่ถ้วน…”

“หัววัว?”

‘ซือคงทุ่ย’ หันกลับไปมอง พบว่าผู้ที่กำลังท่องบ่นพึมพำอยู่เบื้องหลังกลับกลายเป็น ‘หัววัว’ ในตำนานพื้นบ้าน และข้างๆ ยังมี ‘หน้าม้า’ ยืนอยู่อีกตน รูปร่างของพวกมันเหมือนมนุษย์ทุกประการ เว้นแต่ส่วนหัวที่ต่างออกไป ดูประหลาดล้ำและแฝงความตลกขบขันอยู่บ้าง

เจ้าหัววัวตนนั้นสวมชุดเกราะ ในมือถือสมุดเล่มหนาเตอะ หลังจากอ่านไปได้สักพัก มันก็เงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง

“เมื่อตกนรกย่อมต้องรับทัณฑ์ ซือคงทุ่ย เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่?”

จบบทที่ บทที่ 199 เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่

คัดลอกลิงก์แล้ว