- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 174 น่าจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกคิดไปเองกระมัง
บทที่ 174 น่าจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกคิดไปเองกระมัง
บทที่ 174 น่าจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกคิดไปเองกระมัง
“สมกับเป็นหุ่นเชิดมารลี้ลับศพเขียว หากไม่มีการป้องกันตัวล่วงหน้า ต่อให้มีฝีมือล้ำเลิศเพียงใดก็ต้องพลาดท่า!”
เบื้องบนของแท่นพิธี เหอผิงค่อยๆ ลืมตาทั้งสองข้างขึ้น เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจกับความเร้นลับยากจะคาดเดาของหุ่นเชิดศพเขียวตัวนี้อย่างแท้จริง!
ตามคำกล่าวในตำราโบราณ เทพสามศพมีต้นกำเนิดมาจากหลักการเฝ้ายามเกิงเซินของขอบเขตบรรลุมรรคา ในบรรดาสามศพ ศพเบื้องบนตั้งอยู่ที่ศีรษะของมนุษย์ มีนามว่าเผิงจวี้ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ชิงกู่’ ศพนี้สามารถ ‘ทำลายส่วนบนของมนุษย์ ทำให้ดวงตาฝ้าฟาง ผมร่วง ปากเหม็น ใบหน้าเหี่ยวย่น และฟันหลุดร่วง’
ผู้อาวุโสของสำนักหุ่นเชิดเซียนได้ใช้คุณลักษณะนี้ สร้างหุ่นเชิดที่ร้ายกาจยิ่งขึ้นมาสามชนิดโดยใช้ชื่อเทพสามศพ หนึ่งในนั้นคือหุ่นเชิดมารลี้ลับศพเขียวที่เชี่ยวชาญการเร้นกาย สามารถซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า และใช้ ‘เอ็นไร้ลักษณ์’ ควบคุมคนเป็นให้กลายเป็นหุ่นเชิด
ผู้ที่ถูกควบคุม ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้บำเพ็ญเพียร กลิ่นอายในร่างกายจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา หากไม่มีเคล็ดวิชาตรวจสอบที่เป็นเอกลักษณ์ ก็ไม่อาจจับพิรุธได้
“เพียงแต่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาจะไม่ถูกหุ่นเชิดมารลี้ลับศพเขียวควบคุม เนื่องจากพวกเขามีวิชาเต๋าล้ำลึก ตบะสูงส่ง หุ่นเชิดมารลี้ลับศพเขียวก็ยากที่จะแย่งชิงสติสัมปชัญญะและควบคุมร่างกายของพวกเขาได้ ทว่าในภายภาคหน้าหากสามารถหลอมศพขาวและศพแดงสำเร็จ ทำให้สามศพหลอมรวมกันได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ยากจะหนีพ้นเงื้อมมือมารของมันได้!”
เหอผิงทอดถอนใจยาว การหลอมศพเขียวได้สำเร็จหนึ่งตัว เป็นเพียง ‘การเดินทางร้อยหลี่เพิ่งผ่านไปเก้าสิบหลี่’ หนทางสู่การหลอมรวมสามศพนั้นยังห่างไกลนัก
“ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนชั่วข้ามคืน การหลอมรวมสามศพอย่างน้อยต้องมีพลังตบะขอบเขตบรรลุมรรคาจึงจะหลอมสำเร็จได้ ยิ่งไปกว่านั้นในบรรดายอดฝีมือของสำนักหุ่นเชิดเซียนจากทุกยุคทุกสมัย มันก็มีน้อยคนนักที่จะหลอมสำเร็จ ท้ายที่สุดแล้ว ความยากในการหลอมหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซากนี้ แทบจะนำไปเทียบชั้นกับหุ่นเชิดอีกชนิดหนึ่งที่หลอมยากสุดยอดอย่าง ‘ศาสตราเทพลักษณ์จักรพรรดิ’ ได้เลย”
ในบรรดาหุ่นเชิดมากมายที่บันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ เขารู้สึกว่าหุ่นเชิดที่หลอมสร้างได้ยากที่สุดมีอยู่สองชนิด ชนิดแรกคือหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซาก ส่วนชนิดที่สองคือหุ่นเชิดที่ถูกเรียกว่าศาสตราเทพลักษณ์จักรพรรดิ
การจะหลอมสร้างศาสตราเทพลักษณ์จักรพรรดิ ความยากลำบากที่สุดคือการรวบรวมวัตถุดิบ การจะสร้างศาสตราเทพลักษณ์จักรพรรดิขึ้นมาสักตัว จำเป็นต้องค้นหาซากศพของยักษ์โบราณแห่งอาณาจักรหลงปั๋วในตำนานให้พบ
เล่าขานกันว่า ณ ปลายสุดของทุ่งร้างแดนเหนือ เป็นดินแดนขั้วโลกที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ ที่นั่นมีอาณาจักรแห่งหนึ่งนามว่า ‘อาณาจักรหลงปั๋ว’
ผู้อยู่อาศัยในอาณาจักรหลงปั๋วล้วนเป็นเผ่ายักษ์ พวกเขาเรียกขานตนเองว่าชนเผ่าต่านฟู่ คนในเผ่าโดยทั่วไปมีความสูงถึงสามสิบจั้ง และยังมีบางตนที่สูงหลายร้อยจั้ง ร่างกายใหญ่โตดั่งขุนเขา ค้ำยันฟ้าดิน ซึ่งในเผ่าจะถูกเรียกขานว่า ‘เทพยักษา’
ชนเผ่าต่านฟู่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ ผิวหนังของพวกเขาราวกับโลหะและศิลา โลหิตดั่งปรอททองคำ กระดูกคือหินทองลาพิส ยักษ์เหล่านี้ล้วนมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่ละตนมีใบหน้าหยาบกระด้าง มีศีรษะเป็นทองแดง หน้าผากเป็นเหล็ก ใบหน้าราวกับถูกสลักด้วยมีดและขวาน จอนผมราวกับง้าวและทวน รูปลักษณ์ของพวกเขายิ่งใหญ่สง่างามยิ่งนัก อาศัยการกลืนกินแก่นแร่จากหินผาเป็นอาหารสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เผ่ายักษ์ต่านฟู่แทบจะไม่มีการติดต่อกับโลกภายนอก พวกเขาบูชาบรรพชนมังกรที่ถือกำเนิดในยุคบรรพกาล และถือว่ามังกรเป็นดั่งความเชื่อศรัทธา ว่ากันว่าการสืบทอดดั้งเดิมของลัทธิบูชามังกร ก็มีต้นกำเนิดมาจากชนเผ่าต่านฟู่แห่งอาณาจักรหลงปั๋วนี่เอง
ยอดฝีมือของสำนักหุ่นเชิดเซียน เคยค้นพบสุสานของเผ่าต่านฟู่แห่งหนึ่งในทุ่งร้างแดนเหนือ และได้พบซากศพยักษ์หลายร่างจากในนั้น จึงนำมาหลอมสร้างเป็น ‘ศาสตราเทพลักษณ์จักรพรรดิ’ อันใหญ่โตมโหฬาร หุ่นเชิดชนิดนี้มีพละกำลังมหาศาล แม้การใช้คำเปรียบเปรยว่า ‘แบกขุนเขาหามจันทรา’ อาจจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่การถอนรากถอนโคนภูเขาขนาดย่อมสักลูกก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้!
“ทุ่งร้างแดนเหนือ อาณาจักรหลงปั๋ว หากมีโอกาสก็คงต้องไปเยือนสักครา…”
ภายในใจของเขาเองก็ให้ความสนใจใน ‘ศาสตราเทพลักษณ์จักรพรรดิ’ ที่ถูกบันทึกไว้ใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ เป็นอย่างมาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตอนแรกเขาเองก็คาดไม่ถึงว่า ผู้อาวุโสของสำนักหุ่นเชิดเซียนจะสามารถสร้างหุ่นรบยักษ์ออกมาได้จริงๆ การใช้ร่างกายของยักษ์เผ่าต่านฟู่มาหลอมเป็นหุ่นเชิด นับว่าเป็นความคิดที่บรรเจิดทะลุโลกอย่างแท้จริง จนอดไม่ได้ที่จะเลื่อมใสศรัทธา
เหอผิงครุ่นคิดเงียบๆ ไปพลาง ควบคุมสัมผัสวิญญาณไปพลาง เริ่มต้นการทำวัตรประจำวัน ตบะของเขาล้ำลึกขึ้นทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนปราณสังหารอัคคีเมฆดำให้กลายเป็นกลุ่มเมฆมงคลห้าสีที่เปล่งประกายแสงไร้ที่สิ้นสุด ลอยขึ้นสู่ห้วงเวหาเพื่อแสดงภาพนิมิตของตำหนักเซียนบนสวรรค์หรือขุมนรกอเวจีสีเลือดในทุกๆ คืนอีกต่อไป
แต่เขากลับทำให้ปราณสังหารอัคคีเมฆดำปกป้องเกาะเอาไว้อย่างแน่นหนา เพื่อใช้ป้องกันการรบกวนจากภายนอก เขาบำเพ็ญเพียรอย่างตั้งใจ เพียงชั่วพริบตาเดียว สัมผัสวิญญาณของเขาก็ทะลวงผ่านความว่างเปล่า จิตใจและวิญญาณก็ล่องลอยไปตามท้องนภาเช่นกัน
เขาราวกับได้ทำลายพันธนาการบางอย่าง จิตใจเลื่อนลอยไปชั่วขณะ ห้วงความคิดราวกับก้าวข้ามกาลเวลา เข้าสู่ขอบเขตอันมหัศจรรย์ที่ล้ำลึกยากจะหยั่งถึงและไม่อาจประเมินได้
...
เหอผิงหมั่นฝึกปรือทุกวัน ท่ามกลางการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักวันแล้ววันเล่า จิตสำนึกของเขาถูกขัดเกลาจนบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
เขาสามารถสัมผัสได้ว่า ตามการโคจรวิชาเร้นลับและทำสมาธิเพื่อทำความเข้าใจในมรรคา จิตใจของเขากลับกลายเป็นแจ่มใสสว่างไสว เปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นทุกวัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในความว่างเปล่าแห่งห้วงจิตใจ ตำหนักวิญญาณทั้งเก้าที่เขาใช้วิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมหลอมสร้างขึ้น อาศัยการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสว่างและมืดมนอย่างต่อเนื่อง ดูสลับซับซ้อนยุ่งเหยิง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์บางอย่าง
ส่วนสี่กายห้าสัมผัสของเขา เดิมทีบำเพ็ญเพียรมานานแต่ก็เพิ่มพูนได้ไม่เร็วนัก ทว่าเมื่อมาถึงบนเกาะแห่งนี้ ด้วยการฝึกปรือวันแล้ววันเล่า มันก็ยกระดับขึ้นอย่างมั่นคง ‘สี่กาย’ ของเขานั้นฝึกสำเร็จมาตั้งนานแล้ว ส่วนห้าสัมผัสอันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และร่างกายก็ใกล้จะถึงขั้นสมบูรณ์
“แม้แต่นิมิตผนึกห้วงอากาศของสัมผัสฟ้าดิน ข้าก็ยกระดับขึ้นมาไม่น้อย เมื่อก่อนเต็มที่คือสามจั้ง แต่ตอนนี้อยู่ในขอบเขตสิบจั้งแล้ว…”
เพียงแค่ขยับความคิด เขาก็สามารถปิดผนึกห้วงอากาศสิบจั้งทั้งในและนอกได้ ภายในขอบเขตนี้ ปราณฟ้าดินล้วนถูกควบคุมด้วยเจตจำนง เพียงแค่ขยับความคิด แม้แต่ไอน้ำที่ชื้นแฉะในอากาศก็จะถูกควบแน่นเป็นหยดน้ำขนาดเล็ก หยุดนิ่งไม่ไหวติง การโจมตีอื่นๆ ยากที่จะบุกรุกเข้ามาในขอบเขตสิบจั้งนี้ได้
“ยังขาดอีกเพียงก้าวเดียว ข้าสัมผัสได้ว่าภายในร่างกายยังมีบางสิ่งกำลังบ่มเพาะการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง หากสำเร็จลุล่วงเมื่อใด มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับคุณภาพอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!”
ตัวเขาเองก็กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน ความเข้าใจในระดับขอบเขตนี้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องไขว่คว้ามันเอาไว้ด้วยตัวเอง
เหอผิงรู้ดีว่าหากก้าวไปอีกขั้น สัมผัสฟ้าดินในตัวตนบรรลุขั้นสุดยอด เขาก็จะสามารถทำความเข้าใจในมรรคาสวรรค์ได้ เพียงแต่เมื่อคิดถึงตรงนี้ คิ้วของเขากลับขมวดเข้าหากันแน่น
“...ทำความเข้าใจมรรคาสวรรค์งั้นหรือ?”
…การทำความเข้าใจมรรคาสวรรค์ หากสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์มรรคาวิถีโบราณของสำนักต่างๆ ไม่ผิดเพี้ยน การที่ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้ทำความเข้าใจมรรคาสวรรค์ ย่อมมีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง
นี่ถือเป็นความรู้ทั่วไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร นั่นก็คือมรรคาสวรรค์ได้ถูกบิดเบือนไปแล้ว การที่ผู้บำเพ็ญเพียรทำความเข้าใจสัมผัสฟ้าดินและสัมผัสถึงต้นกำเนิดแห่งมรรคาสวรรค์ มันก็อาจจะปนเปื้อนมลทินของมรรคาสวรรค์ได้ มีบางคนเรียกมันว่า ‘พิษอมตะ’ และมีบางคนตั้งชื่อให้มันว่า ‘มลทินมรรคา’ จากจุดนี้ก็สามารถมองเห็นได้ถึงความหวาดกลัวต่อมรรคาสวรรค์ของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรในยุคนี้
ผู้อาวุโสอี้เซี่ย ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายเต๋าเร้นลับ ‘สำนักพรตผู้ถือสันโดษ’ เคยใช้จิตสมาธิและอาศัยพลังแห่งสติปัญญาขั้นสูงสุด ลอบหยั่งวัดความเปลี่ยนแปลงของมรรคาสวรรค์ ภายหลังเหตุการณ์นั้น พลังปราณของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนต้องปิดด่านกักตนอย่างเด็ดขาดเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ
ก่อนที่เขาจะปิดด่านกักตน เขาได้บอกกล่าวแก่ผู้สืบทอดและศิษย์หลายคน โดยอ้างว่าหลังจากที่มรรคาสวรรค์บิดเบี้ยวไปแล้ว มักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดและลี้ลับอยู่เสมอ โดยมีกำหนดระยะเวลาทุกๆ หนึ่งพันปี จะเปิดวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงของสามกฎเกณฑ์คือ ‘ฟ้า’ ‘ดิน’ และ ‘มหนุษย์’ ซึ่งนี่ก็คือ ‘มหาภัยพิบัติเกิดดับ’ ของผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้!
ทุกครั้งที่มหาภัยพิบัติเกิดดับอุบัติขึ้น กฎเกณฑ์ทั้งสามของฟ้า ดิน และมนุษย์ จะเอนเอียงไปเอง ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของการโคจรแห่งมรรคาสวรรค์นี้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง แม้แต่สามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาก็จะไม่มั่นคง ทำให้เกิดความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
“มรรคาสวรรค์ แขวนอยู่สูงส่งเหนือฟ้าดิน เป็นดั่งต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนเป็นดั่งมดปลวกภายใต้การโคจรของมรรคาสวรรค์…”
เหอผิงมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แม้ว่าจะมีปราณสังหารอัคคีเมฆดำที่ผูกปมด้วย ‘วิชาลับม่านบดบัง’ บดบังสายตา เขาก็ยังสามารถแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหนือศีรษะ มองเห็นแสงสว่างลึกลับของดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับเหล่านั้นได้
“เบื้องหลังนี้ซุกซ่อนความลับอันใดไว้กันแน่?”
...
ในขณะที่เหอผิงกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก นักพรตฉางหลิง เซี่ยสือตี๋ ยายเฒ่าซางหลิง และเฒ่าปีศาจเสวียนปิงก็ขยันขันแข็งไม่แพ้กัน แทบจะทุกวันในยามไห่ (21.00 น. - 22.59 น.) พวกเขาจะบุกโจมตีเกาะที่เขาอยู่
ตลอดระยะเวลากว่าสิบวันที่ผ่านมา ขอเพียงถึงยามไห่ ยอดฝีมือทั้งสี่ก็จะบินขึ้นสู่เหนือน่านฟ้าของเกาะ และใช้วิชาโจมตีค่ายกลปราณสังหารอัคคีเมฆดำที่อยู่รอบนอกเกาะอย่างรุนแรง
หลังจากสิ้นสุดยามไห่ ทั้งสี่คนต่างก็เหนื่อยหอบจนเหงื่อชุ่มโชก หอบหายใจถี่กระชั้นกันถ้วนหน้า รอจนกระทั่งได้เห็นว่าค่ายกลม่านมหาบดบังที่เกิดจากปราณสังหารอัคคีเมฆดำนั้นอ่อนแอลงทุกวัน พวกเขาถึงได้พึงพอใจและลดแสงร่อนลงไปพักผ่อนบนดาดฟ้าเรือที่จอดอยู่กลางทะเล
ที่จริงแล้ว ในสายตาของเหอผิง การที่ยอดฝีมือทั้งสี่พยายามโจมตี ‘วิชาลับม่านบดบัง’ ทุกวันนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับสะกิดปราณสังหารอัคคีเมฆดำ นี่เป็นเพราะทั้งสี่คนนี้มีความรู้จำกัด ไม่รู้ว่าเหอผิงใช้เวลาฝึกปรือวิชามาหลายวัน เพื่อดึงเอาปราณหยินเร้นลับทั้งห้าจากชีพจรปฐพีใต้ภูเขาไฟแห่งนี้ มาจัดวางเป็นค่ายกลโดยเฉพาะ
หลายวันมานี้ ยอดฝีมือทั้งสี่รวมถึงนักพรตฉางหลิง แทนที่จะบอกว่ากำลังโจมตีปราณสังหารอัคคีเมฆดำ สู้บอกว่ากำลังโจมตีเกาะภูเขาไฟและชีพจรปฐพีทั้งผืนที่อยู่ใต้เกาะจะดีกว่า
พึงรู้ไว้ว่า เหอผิงฝึกปรือวิชามาหลายวัน รวบรวมปราณสังหารอัคคีเมฆดำมาปกคลุมเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ แท่นพิธีที่เขาสร้างขึ้นได้กลายเป็นศูนย์กลางของชีพจรปฐพีใต้ทะเล ภายใต้การเชื่อมโยงของเขาทั้งกลางวันและกลางคืน รากฐานของมันแทบจะหยั่งลึกลงไปในชีพจรปฐพี ไม่ต่างอะไรกับการสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ขึ้นมา ต่อให้ใช้พละกำลังโจมตีหนักหน่วงเพียงใด มันก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แข็งแกร่งดั่งหินผา
อย่างไรก็ตาม เหอผิงเป็นคนใจอ่อนมาโดยตลอด เมื่อคำนึงถึงความพยายามของทั้งสี่คนที่ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งทุกวัน เขาจึงยอมลดความแข็งแกร่งของปราณสังหารอัคคีเมฆดำลงอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทั้งสี่คนมีความหวังที่จะทำลายการป้องกันได้บ้าง
โชคดีที่นักพรตฉางหลิง ยายเฒ่าซางหลิง เซี่ยสือตี๋ และเฒ่าปีศาจเสวียนปิง ทั้งสี่ไม่ใช่คนโง่เง่า พวกเขาโจมตีติดต่อกันมานานขนาดนี้ ก็เริ่มจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
“พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ ว่าปราณสังหารอัคคีเมฆดำนี่ดูผิดปกติไปบ้าง ภายใต้การโจมตีทุกวันของพวกเรา จะบอกว่าไม่ได้ผลเลยก็คงไม่ใช่ เพียงแต่ส่วนที่ถูกทำให้อ่อนกำลังลงนั้น ในแต่ละวันมันไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันเลย ได้แค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น…”
และในตอนนั้นเอง เฒ่าปีศาจเสวียนปิงก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างครุ่นคิด
“นี่น่ะหรือ?” นักพรตฉางหลิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง
“น่าจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกคิดไปเองกระมัง?”