เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - วงชาบูหม้อไฟกับ "เลือดกิเลน"

บทที่ 20 - วงชาบูหม้อไฟกับ "เลือดกิเลน"

บทที่ 20 - วงชาบูหม้อไฟกับ "เลือดกิเลน"


บทที่ 20 - วงชาบูหม้อไฟกับ "เลือดกิเลน"

ค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงในเมืองหลวง เหมาะกับการกินสุกี้หม้อทองแดงที่สุด

ไม่ได้อยู่ในภัตตาคารหรูหราที่ไหน แต่เป็นร้านอาหารเล็กๆ สไตล์บ้านๆ ตรงปากซอย

โต๊ะพับไม่กี่ตัว ม้านั่งเตี้ยๆ ไม่กี่ตัว ถ่านไฟลุกโชนกำลังดี เนื้อแกะสไลด์บางเฉียบ รสชาติแบบดั้งเดิมแท้ๆ

เวลานี้ ที่โต๊ะเล็กๆ ตัวนี้มีคนนั่งล้อมวงกันอยู่ห้าคน

บรรยากาศดูอึดอัดเล็กน้อย

หวังพั่งจื่อจุ่มเนื้อลงในหม้อไปพลาง ก็ใช้หางตาแอบมองซูจี้ที่กำลังตั้งอกตั้งใจ... ดื่มน้ำเปล่าไปพลาง

"เอ่อ... น้องสาว?" หวังพั่งจื่อลองเอ่ยปากถามหยั่งเชิง "เมื่อกี้ที่โรงแรมซินเยว่ กระบวนท่า 'ร้อยผีเดินฝ่าราตรี' นั่น... ก็เป็น... เอฟเฟกต์อะไรพวกนั้นด้วยหรือเปล่า?"

ซูจี้วางแก้วน้ำลง ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "นายจะคิดว่าเป็นมายากลก็ได้"

"โห! มายากลนี้เด็ด! นี่ถ้าฝึกจนคล่องนะ วันหลังลงไปขุดสุสาน พวกผีดิบต้องแหวกทางให้พี่พั่งจื่อคนนี้แน่!" พั่งจื่อเป็นคนผูกมิตรเก่ง พอเบียร์ตกถึงท้องไปสองสามแก้ว ก็เริ่มพูดจาฉอดๆ "มาๆๆ น้องสาว พี่พั่งจื่อขอชนแก้วด้วย! วันนี้สะใจชะมัด! หน้าของยายเฒ่าฮั่วเขียวปัดไปเลย!"

ซูจี้ไม่แตะแก้วเหล้า

เธอไม่มีความสนใจในของเหลวที่ผ่านการหมักดองประเภทนี้เลย

เฮยเสียจื่อรับหน้าแทนเธอ "พอได้แล้วพั่งจื่อ เธอไม่ดื่มเหล้า เธอ... ร่างกายเธอเนี่ยบอบบางจะตาย"

"บอบบาง?" มุมปากอู๋เสียกระตุก "เสียจื่อ นายเรียกคนที่ใช้แค่นิ้วเดียวดีดคนจนกลายเป็นขี้เถ้าว่าบอบบางเนี่ยนะ?"

"พวกนายไม่เห็นเองนี่นา" เฮยเสียจื่อคีบผักกาดขาวที่ลวกในน้ำซุปใส (เพราะเธอรังเกียจความมัน) ให้ซูจี้ไปพลาง ก็ถอนหายใจไปพลาง "เพื่อการกระทำครั้งนั้น พอกลับบ้านไปท่านบรรพบุรุษก็คงต้องนอนซมไปอีกสามวันแน่ๆ เนื้อหนังที่ฉันอุตส่าห์ขุนขึ้นมานิดหน่อย มลายหายไปหมดแล้ว"

จางฉี่หลิงที่เงียบมาตลอด จู่ๆ ก็วางตะเกียบลง

ดวงตาที่เรียบเฉยของเขา จ้องมองซูจี้ตรงๆ เป็นครั้งแรก

"เธอไม่ใช่คน" เสี่ยวเกอพูดจามักจะแทงตรงจุดเสมอ

บรรยากาศบนโต๊ะแข็งค้างไปในทันที

อู๋เสียรีบไกล่เกลี่ย "เสี่ยวเกอ อย่าพูดตรงขนาดนั้นสิ... ถึงฉันจะคิดเหมือนกันก็เถอะ..."

ซูจี้ไม่ได้โกรธเคืองอะไร

เธอเงยหน้าขึ้น มองลอดผ่านไอร้อนที่พวยพุ่ง ไปยังจางฉี่หลิง

"นายก็ไม่ใช่เหมือนกัน" ซูจี้ตอบกลับเรียบๆ

เธอยื่นนิ้วออกไป ชี้ไปที่ท่อนแขนของจางฉี่หลิง ตรงนั้นมีรอยสักกิเลนซ่อนอยู่

"เลือดของนาย ร้อนมาก" ลำคอของซูจี้ขยับ ราวกับจะอยากกินขึ้นมานิดๆ "หอมยิ่งกว่าแก่นโลงศพของไอ้ผีขนแดงนั่นเสียอีก ถ้ากินนายเข้าไป ฉันคงประหยัดเวลานอนไปได้เป็นร้อยปีเลยล่ะ"

"พรวด——"

เฮยเสียจื่อที่เพิ่งจะซดเบียร์เข้าไปอึกหนึ่งถึงกับพ่นพรวดออกมาทันที

"แม่ทูนหัวเอ๊ย! พูดแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!" เฮยเสียจื่อรีบกดไหล่ซูจี้ไว้ "นั่นมันย่าปาจางนะ! นั่นมันพี่น้องร่วมสาบานของฉัน! เพื่อนตายของฉัน! นั่นมันของกินได้ที่ไหนล่ะ? นั่นมันเอาไว้... อะแฮ่ม เอาไว้เป็นถุงเลือด... ไม่ใช่สิ เอาไว้เป็นเพื่อนร่วมทีมต่างหากล่ะ!"

จางฉี่หลิงมองซูจี้ ในแววตาไม่มีความหวาดกลัว แต่กลับมีความสงสัยเพิ่มขึ้นมาแทน

"เธออยากกินฉันเหรอ?" เขาถามอย่างจริงจังมาก

"อยากสิ" ซูจี้ก็ตอบตามตรงเช่นกัน "แต่มันร้อนเกินไป จะทำให้ปวดท้องเอาได้ แถม..." เธอเบ้ปากอย่างรังเกียจ "บนตัวนายมีวิบากกรรมหนักเกินไป กินแล้วเรื่องมันจะเยอะ ฉันไม่ชอบความวุ่นวาย"

จางฉี่หลิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า ดูเหมือนจะยอมรับคำอธิบายนี้

"พอเลยๆ ยิ่งพูดยิ่งหลอน" หวังพั่งจื่อรีบคีบเนื้อแกะชิ้นเบ้อเริ่มใส่ชามซูจี้ "น้องสาว เลิกคิดเรื่องกินคนได้แล้ว มาๆ กินเนื้อ! เนื้อแกะนี่พี่พั่งจื่อคัดมาอย่างดีเลยนะ บำรุงสุดๆ!"

ซูจี้มองเนื้อแกะชิ้นนั้น แล้วก็ถอนหายใจ

อาหารของมนุษย์ธรรมดา ทำได้แค่อิ่มท้อง แต่เติมเต็มพลังงานไม่ได้

เมื่อกี้ตอนที่อยู่ที่โรงแรมซินเยว่ได้ใช้พลังเวทไป ตอนนี้เธอหิวขึ้นมาอีกแล้วจริงๆ

ความรู้สึกว่างเปล่าจากส่วนลึกของจิตวิญญาณนั้น ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย

"เฮยเสียจื่อ" จู่ๆ ซูจี้ก็เอ่ยขึ้น

"ว่าไงแม่ทูนหัว? ไม่อิ่มเหรอ?"

"ไอ้ตราประทับผีของปลอมนั่น" ซูจี้ล้วงเอาเศษชิ้นส่วนสีดำออกมาจากกระเป๋า มันคือชิ้นส่วนแกนกลางเล็กๆ ที่เธอฉวยโอกาสเก็บมาตอนที่บีบตราประทับผีจนแหลก "บนเนี้ย มีกลิ่นของที่ฉันกำลังตามหาอยู่"

เฮยเสียจื่อเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง เก็บอาการเล่นหูเล่นตาไปจนหมด "ของอะไร?"

"ประตู" ซูจี้โยนเศษหินชิ้นนั้นลงไปในหม้อไฟ

"ฉ่า——"

ชิ้นส่วนสัมผัสน้ำเดือด กลายเป็นควันสีเขียวลอยขึ้นมาในพริบตา

ควันสีเขียวนั้นไม่ได้จางหายไป แต่วนเวียนอยู่เหนือหม้อไฟ ท้ายที่สุดก็ก่อตัวเป็นรูปร่างของภูเขาหิมะอันสูงตระหง่านอย่างเลือนราง

"ภูเขาฉางไป๋?" อู๋เสียร้องอุทานออกมา "ตำหนักสวรรค์อวิ๋นติ่ง?!"

ซูจี้มองดูภูเขาหิมะที่ก่อตัวจากควันนั่น แววตาดูเลื่อนลอยเล็กน้อย และแฝงความโหยหาอยู่บ้าง

"ที่นั่นมีประตูอยู่บานหนึ่ง" ซูจี้เอ่ยเสียงแผ่วเบา "เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ฉัน... โยนทิ้งไว้ที่นั่นเมื่อนานมาแล้ว ปิดไม่ค่อยสนิท ลมเลยโกรกเข้ามาได้"

ทุกคนร่วมโต๊ะ: "..."

อู๋เสียกลืนน้ำลายเอื้อก "เฟอร์นิเจอร์? เธอหมายถึง... ประตูสัมฤทธิ์งั้นเหรอ?"

ประตูสัมฤทธิ์ในตำนานที่ซุกซ่อนความลับระดับสูงสุด ซึ่งทำให้คนของเก้าสกุลหลายยุคหลายสมัยต้องยอมพลีชีพทิ้งร่างไว้ที่นั่น ในปากของเด็กสาวคนนี้ กลับเป็นแค่... เฟอร์นิเจอร์ที่ลมโกรกได้เนี่ยนะ?

"ก็ทำนองนั้นแหละ" ซูจี้หาวหวอด ความง่วงงุนจู่โจม "ข้างในนั้นมีแมลงตัวเล็กๆ หลุดออกมา เมื่อกี้บนตัวผู้ชายเสื้อคลุมดำนั่นก็มีกลิ่นของแมลงพวกนั้นอยู่ เหม็นมาก"

เธอขยี้ตา พิงศีรษะลงบนไหล่ของเฮยเสียจื่อ "เสียจื่อ ฉันจะไปที่นั่น ไปปิดประตูให้สนิท แล้วก็... ที่นั่นน่าจะมีของอร่อยๆ อยู่เยอะเลย"

เฮยเสียจื่อมองดูท่านบรรพบุรุษตัวน้อยที่แทบจะหลับปุ๋ยอยู่บนบ่าของเขา สลับกับมองแก๊งสามเหลี่ยมเหล็กที่นั่งหน้าเหวออยู่ฝั่งตรงข้าม

เขารู้ดีว่า วันคืนอันแสนสงบสุขจบลงแล้ว

"โอเค" เฮยเสียจื่อหยิบขวดเบียร์ขึ้นมา ชนกับแก้วของจางฉี่หลิงเบาๆ รอยยิ้มแฝงไว้ด้วยความรู้สึกจนใจแต่ก็แอบคาดหวังอยู่ลึกๆ

"ย่าปาจาง ดูเหมือนพวกเราคงต้องจับมือกันไปเยือนภูเขาฉางไป๋สักรอบแล้วล่ะ ครั้งนี้ เราไม่ได้ไปเพื่อขุดสุสานนะ แต่ไปเพื่อ... รีโนเวทบ้านให้บรรพบุรุษของฉันน่ะสิ"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 20 - วงชาบูหม้อไฟกับ "เลือดกิเลน"

คัดลอกลิงก์แล้ว