- หน้าแรก
- หลังแก่นยุทธ์แตกสลาย ผมพลิกมือผูกมัดหมื่นอสูร!
- บทที่ 11 ตายแล้ว?
บทที่ 11 ตายแล้ว?
บทที่ 11 ตายแล้ว?
“ดี ดี ดี!”
ในยามที่เห็นหนทางรอดชีวิต แววตาของหยินเป้าก็ฉายประกายเย็นยะเยียบพาดผ่าน
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กนี่จะหลอกง่ายถึงเพียงนี้ ต่อไปขอแค่รอจังหวะที่มันเผลอ...
ฉึก!
มือที่หยินเช่อยื่นออกมากลับกลายเป็นหนามกระดูก แทงทะลุกะโหลกศีรษะของหยินเป้าโดยตรง!
หยินเป้าเบิกตากว้าง พลังวิญญาณที่แอบสะสมไว้ในฝ่ามือมลายหายไป เขาล้มลงกับพื้นอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
หยินเช่อใช้เท้าเหยียบซ้ำลงบนศพจนแหลกเหลว พร้อมกับถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง
“อาห้าบ้าบออะไรกัน เห็นฉันเป็นคนเขลาหรือไง?”
เขาเช็ดเลือดที่ติดเท้าออก ก่อนจะเข้าไปค้นหาบันทึกการทดลองหลายเล่มจากในบ้านไม้ที่พังทลาย
ในนั้นมีทั้งเนื้อหาการทดลองสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ของตระกูลหยิน และบันทึกการซื้อขายหุ่นเชิดเหล่านั้น
หยินเช่อมองดูบันทึกการซื้อขายที่แน่นขนัด ใบหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ
ตระกูลหยินเพื่อที่จะหาเงิน ถึงขั้นแอบขายหุ่นเชิดมนุษย์ที่สร้างสำเร็จแล้วให้กับพวกนอกรีตจาก ‘ลัทธิเงามืด’ เชียวหรือ?
พวกลัทธิเงามืดล้วนเป็นพวกป่าเถื่อนกระหายเลือด เป็นพวกวิกลจริตที่จ้องจะทำลายระเบียบสังคม
การกระทำของตระกูลหยินเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการส่งเสริมคนชั่วให้ทำลายโลก!
หยินเช่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดแล้วเก็บเข้าสู่พื้นที่ของระบบ
สิ่งเหล่านี้ ในอนาคตจะเป็นอาวุธชั้นยอดในการตัดสินโทษของตระกูลหยิน
ณ ศาลบรรพชนตระกูลหยิน
ยามดึกสงัด แสงเทียนสั่นไหวไปตามแรงลม
ในส่วนลึกของศาลบรรพชน มีศิลาหยกสีดำสนิทสูงกว่าสามจั้งตั้งตระหง่านอยู่
บนแผ่นศิลาประดับด้วยผลึกสีเลือดขนาดเล็กเท่าเม็ดข้าวสารนับพันชิ้น
ซึ่งแต่ละชิ้นจะเชื่อมโยงกับตราประทับเลือดบริสุทธิ์ของสมาชิกสายตรงหรือสมาชิกหลักของตระกูลหยินแต่ละคน
นี่คือศิลาวิญญาณตระกูล
แกรก!
ผลึกสีเลือดชิ้นหนึ่งตรงกึ่งกลางศิลาที่เคยเปล่งแสงอ่อนๆ กลับแตกร้าวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
รอยร้าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวมันก็แตกสลายกลายเป็นผงสีแดงเข้มร่วงหล่นลงมา
องครักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่หน้าศาลบรรพชนเบิกตากว้าง ต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
การที่ผลึกบนศิลาวิญญาณแตกสลาย หมายถึงสมาชิกตระกูลคนนั้นได้... สิ้นชีพลงแล้ว!
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาขนลุกยิ่งกว่าก็ได้บังเกิดขึ้น
ผงผลึกที่แตกละเอียดเหล่านั้นไม่ได้สลายไปหมดสิ้น แต่มันกลับขยับเขยื้อนและรวมตัวกันบนผิวศิลาอย่างประหลาด
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยควบคุม จนค่อยๆ กลายเป็นตัวอักษรสีเลือดห้าตัวที่ดูสยดสยอง:
ผู้ฆ่าข้าคือ หยินเช่อ
“เร็ว! รีบไปรายงานท่านผู้นำตระกูล!”
คฤหาสน์หลักของตระกูลหยินสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
หยินเทียนเจิ้งยืนหน้าศิลาวิญญาณด้วยใบหน้ามืดมน
เขามองจ้องตัวอักษรสีเลือดที่กำลังซึมลึกเข้าไปในแผ่นศิลา ราวกับมันถูกเขียนด้วยเลือดที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้นที่สุด
ด้านหลังของเขา ซูหวั่นเอามือกุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“หยินเป้า... ตายแล้วงั้นเหรอ?”
เสียงของซูหวั่นสั่นเครือด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เขาเพิ่งจะทะลวงระดับบรรพชนยุทธ์มานะ! หยินเช่อจะไปฆ่าเขาได้ยังไง?”
“ไม่มีทางที่มันจะเป็นคนฆ่าแน่”
เสียงของหยินเทียนเจิ้งแหบพร่า ทุกคำพูดคล้ายลอดออกมาจากซอกฟัน
“คาดว่าเจ้าน้องห้าคงจะไปเจอสัตว์อสูรระดับ 4 ข้างนอกรอยพับมิติจนบาดเจ็บ แล้วถูกไอ้เด็กนั่นลอบกัดเอา! หรือไม่ก็...”
แววตาของหยินเทียนเจิ้งดูอำมหิตจนน่ากลัว
“ไอ้เด็กเหลือขอนั่นอาจจะไปเจอวาสนาอะไรบางอย่างในรอยแยกโกลาหลเข้าก็ได้”
“แล้วตอนนี้จะทำยังไงดี? พิษในตัวหงเอ๋อร์ก็เริ่มกำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ...”
สีหน้าของซูหวั่นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
“อีกอย่าง... น้องห้าก็ตายแล้ว ถ้าเกิดจุดลับในรอยพับมิติถูกค้นพบเข้า...”
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นั้น หยินเทียนเจิ้งก็นั่งไม่ติดที่
“ต้องจับตัวหยินเช่อกลับมาให้ได้”
“ส่งคำสั่งของฉันออกไป ให้ผู้อาวุโสรับเชิญ ‘หัตถ์โลหิต’ ลี่ถู นำหน่วยกวาดล้าง ‘เฮยเฟิง’ ออกเดินทางทันที มุ่งหน้าเข้าสู่รอยแยกโกลาหล”
“ผู้อาวุโสลี่งั้นเหรอ?”
สีหน้าของซูหวั่นดูผ่อนคลายลงบ้าง
“เขาอยู่ในระดับบรรพชนยุทธ์ขั้นปลาย พละกำลังเป็นรองแค่ท่านผู้เฒ่าเท่านั้น ถ้าเขาออกโรงเอง คงไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน”
รอยแยกโกลาหล บึงพิษร้ายแรง
หลังจากคลื่นก๊าซพิษจางหายไป หยินเช่อก็ฉีกมิติแล้วก้าวออกมาจากรอยพับมิติ
เมื่อกลับมาสู่บึงพิษร้ายแรงอีกครั้ง หยินเช่อกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
เพราะในบึงมีซากศพของจระเข้กระดูกเน่าอยู่เต็มไปหมด และในอากาศยังมีร่องรอยของพลังวิญญาณที่ยังไม่สลายตัวไป
เขาเก็บงำกลิ่นอายทั้งหมดในทันที ลดการคงอยู่ของตัวเองให้เหลือน้อยที่สุด
พร้อมกับแชร์ความสามารถในการรับรู้สภาพแวดล้อมของมังกรบึงและแมงป่องบึงพิษ
ฟองอากาศที่ผุดพรายในบึง เปรียบเสมือนลมหายใจของหยินเช่อ
ไม่นานนัก เขาก็สัมผัสได้ถึงเงาร่างหลายสายที่ซ่อนตัวอยู่ในบึง
ระดับบรรพชนยุทธ์ขั้นปลายหนึ่งคน มหาปรมาจารย์ยุทธ์หกคน ดูท่าครั้งนี้หยินเทียนเจิ้งจะยอมทุ่มสุดตัวจริงๆ
[ประกาศภารกิจใหม่: หลบหนีจากการไล่ล่าให้สำเร็จ]
[รางวัลภารกิจ: ความคืบหน้าในการซ่อมแซมแก่นยุทธ์ +10%, ปลดล็อกฟังก์ชันจำลองการต่อสู้]
สีหน้าของหยินเช่อดูจริงจังขึ้นไม่น้อย
เท่าที่เขารู้ ตระกูลหยินมีผู้อาวุโสรับเชิญเพียงคนเดียวที่อยู่ในระดับบรรพชนยุทธ์ขั้นปลาย
คนผู้นี้มีนิสัยประหลาด ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว แต่เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนนั้นร้ายกาจมาก
แข็งแกร่งกว่านักรบในระดับเดียวกัน และเคยสังหารสัตว์อสูรระดับ 4 มาแล้วนับไม่ถ้วน
หยินเช่อเริ่มไม่มั่นใจว่าสัตว์อสูรในมือของเขาจะสู้คนคนนี้ได้หรือไม่
ตอนนี้เขามีสัตว์อสูรระดับ 4 เพียงตัวเดียว หากสู้ไม่ได้ คนที่ต้องตายก็คือเขาเอง
ไม่ได้การ ครั้งนี้จะวู่วามไม่ได้ ต้องค่อยๆ วางแผน
หยินเช่อเพิ่งจะคิดแผนการออก ก็สัมผัสได้ทันทีว่าคนที่ซ่อนอยู่ในบึงเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
เขาใจหายวาบ รีบโกยอ้าวหนีไปทันที
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ หุบเขาเสียงสะท้อน
ลี่ถูยืนเอามือไขว้หลังอยู่บนยอดเสาหินที่สูงชัน
เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเย็นชาแข็งกร้าวราวกับหินผา
ดวงตาคู่หนึ่งเปล่งประกายสีแดงจางๆ รอบกายมีกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ วนเวียนอยู่
ด้านหลังของเขา สมาชิกหน่วยเฮยเฟิงหกคนในชุดปฏิบัติการรัดรูปสีดำแผ่กลิ่นอายดุดันกระจายตัวกันเฝ้าระวัง
หนึ่งในนั้นกำลังใช้ใช้วิชาลับสะกดรอยของตระกูลหยินอยู่
ครู่ต่อมา สมาชิกคนนั้นก็แสดงสีหน้าลำบากใจ
“ผู้อาวุโสลี่ ภูมิประเทศของหุบเขาเสียงสะท้อนนั้นพิเศษมาก สัตว์อสูรสายคลื่นเสียงจะรบกวนวิชาลับ ทำให้ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ครับ”
ดวงตาสีเลือดของลี่ถูกวาดมองไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยหินรูปร่างประหลาดและช่องทางที่ซับซ้อน
เขากล่าวด้วยเสียงแหบพร่าว่า “แบ่งกลุ่มละสองคนแยกกันค้นหา ถ้าเจอเป้าหมาย ให้ส่งสัญญาณทันที”
“รับทราบ!”
สมาชิกทั้งหกคนรีบแบ่งกลุ่มออกเป็นสามกลุ่ม แล้วพุ่งหายเข้าไปในทางแยกต่างๆ ของหุบเขาประดุจภูตพราย
พวกเขาทั้งหมดคือยอดฝีมือที่ตระกูลหยินฟูมฟักมาอย่างลับๆ ทุกคนอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ยุทธ์
ถนัดการโจมตีประสานและการสะกดรอย อีกทั้งอาวุธพลังวิญญาณและเกราะที่สวมใส่ล้วนเป็นของชั้นยอด
เมื่อมีผู้อาวุโสระดับบรรพชนยุทธ์ขั้นปลายอย่างลี่ถูคอยคุมเชิงอยู่ ในสายตาของพวกเขา การจับกุมสุนัขจนตรอกที่แก่นยุทธ์แตกสลายจึงเป็นเพียงเรื่องง่ายๆ
สิ่งที่ยุ่งยากมีเพียงภูมิประเทศที่ซับซ้อนนี้เท่านั้น
กลุ่มแรกมีสมาชิกสองคน รหัส ‘อิ่งริ่น’ และ ‘เฮยชื่อ’ เดินตามกันอย่างระมัดระวังไปตามรอยแยกหินที่แคบชัน
“สนามพลังงานในที่บ้าๆ นี่ปั่นป่วนจริงๆ พลังวิญญาณติดขัดไปหมด วิชาลับก็ใช้ไม่ได้ ระวังมันลอบโจมตีด้วยล่ะ” อิ่งริ่นขมวดคิ้วเตือนด้วยเสียงต่ำ
“ทำใจร่มๆ น่า ก็แค่ไอ้ขยะที่แก่นยุทธ์แตกคนหนึ่ง จะไปสร้างเรื่องอะไรได้” เฮยชื่อแค่นยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
“แกว๊ก——!!”
เสียงร้องแหลมคมดังขึ้นในหุบเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
แรงสั่นพ้องที่ทรงพลังอย่างประหลาดซัดสาดไปทั่วทุกช่องทางในพริบตา!
“การโจมตีด้วยคลื่นเสียง! ป้องกันเร็ว!”
อิ่งริ่นตะโกนก้อง ทั้งคู่รีบกระตุ้นพลังวิญญาณคุ้มกายและเอามืออุดหู
ทว่าในวินาทีต่อมา บนผนังหินที่เปียกชื้นทั้งสองด้าน กลับมีเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังถี่ขึ้น!
ของเหลวกัดกร่อนจากจระเข้กระดูกเน่าและเหล็กในของแมงป่องบึงพิษ พุ่งเข้าปกคลุมพื้นที่ที่ทั้งสองคนอยู่ทันที!
“บัดซบ! ฝูงสัตว์อสูร!”
พลังวิญญาณคุ้มกายเริ่มหม่นแสงลงอย่างรวดเร็วภายใต้การกัดกร่อนของพิษหลายชนิด
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ คลื่นเสียงประหลาดนั่นรบกวนการไหลเวียนของพลังวิญญาณและการตัดสินใจจากประสาทสัมผัสของพวกเขาอย่างรุนแรง
ไม่นานนัก เงาดำร่างหนึ่งก็พุ่งลงมาจากเงามืดเหนือศีรษะประดุจสายฟ้า!
นั่นคือหยินเช่อ!
ทั่วทั้งร่างของเขาปกคลุมไปด้วยแสงสีเทาดำจางๆ ของหิน
เล็บมือทั้งสองข้างมีเงาหนามกระดูกสีน้ำเงินเข้มยื่นออกมา ดูราวกับงูพิษที่จ้องจะคร่าชีวิต
ฉึก! ฉึก!
หนามกระดูกแทงทะลุพลังวิญญาณคุ้มกายอย่างแม่นยำ พิษเน่าเสียขุมนรกระเบิดออกทันที
หนึ่งในนั้นเบิกตากว้าง ไม่ทันแม้แต่จะส่งเสียงร้องโหยหวน ชีวิตก็เหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว
หยินเช่อบิดคอไปมาพลางมองไปยังคนที่เหลือรอดด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าไม่อยากตาย ก็จงตอบคำถามของฉันมาตามตรง”
(จบบท)