- หน้าแรก
- อายุยืนคือจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะ
- บทที่ 60 การสืบทอดปรมาจารย์ปรุงยาระดับสาม
บทที่ 60 การสืบทอดปรมาจารย์ปรุงยาระดับสาม
บทที่ 60 การสืบทอดปรมาจารย์ปรุงยาระดับสาม
บทที่ 60 การสืบทอดปรมาจารย์ปรุงยาระดับสาม
เนื่องจากใช้หินวิญญาณของหวังซิงเหวยจนหมดสิ้นแล้ว
เฉิงเหยาจึงจำต้องกลับไปยังสวนสมุนไพรวิญญาณอย่างจนใจ เพื่อทำหน้าที่เป็นน้องสาวชาวสวนต่อไป
หลังจากนั้นไม่นาน ณ ตรอกไร้ผู้คนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านขายเสื้อคลุมเวทมนตร์ที่เฉิงเหยาและหวังซิงเหวยเพิ่งจากมา ในมุมที่แสงแดดส่องไม่ถึง
ร่างหนึ่งกำลังก้าวออกจากเงามืดอย่างระมัดระวัง ข้างกายนางมีอีกร่างหนึ่งกำลังสนทนาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ด้วยท่วงท่าที่เชื่องช้าราวกับเต่า ร่างแรกนั้นทำท่าว่าจะก้าวพ้นเงามืดอยู่แล้ว
ทว่าในขณะนั้นเอง—
เสียงสนทนาก็พลันดังแว่วมาจากปากตรอก
เสียงนั้นหาได้ดังไม่ แต่กลับทำให้ร่างที่กำลังจะก้าวพ้นเงามืดพลันหดกลับเข้าไปในทันใดราวกับกระต่ายตื่นตูม สองมือโอบกอดแขนของผู้ที่อยู่ข้างกายไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ
ราวกับว่าเสียงพูดคุยที่ดังมาจากปากตรอกนั้นเป็นภูตผีปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว
...
แขนของฉีฮั่นโม่ถูกกอดไว้แน่น บนใบหน้าพลันปรากฏสีหน้าที่อึดอัดและแข็งทื่อ
อย่าได้เห็นว่าเขาแต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาวอยู่เสมอ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เปี่ยมด้วยมาดศิลปินเจ้าสำราญ ทั้งยังชื่นชอบการเล่นดนตรี จนดูคล้ายบัณฑิตหนุ่มเจ้าสำราญมากความสามารถ
แต่แท้จริงแล้ว ฉีฮั่นโม่มาจากตระกูลบัณฑิต ตั้งแต่เยาว์วัยก็ได้รับการสั่งสอนจากบิดาและปู่ให้ท่องจำคัมภีร์ของปราชญ์โบราณ ปฏิบัติตามหลักศีลธรรมและจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัด
เขาไม่เพียงไม่เจ้าสำราญ แต่กลับมีนิสัยหัวโบราณ โดยเฉพาะเรื่องการวางตัวระหว่างชายหญิงนั้นยิ่งเคร่งครัดเป็นพิเศษ ด้วยเชื่อว่าชายหญิงที่ยังมิได้แต่งงานกัน ไม่พึงใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัว
บัดนี้เมื่อถูกหญิงสาวข้างกายโอบกอดไว้ เขาจึงหมายจะดึงแขนของตนออกมาในทันที
ทว่าเมื่อเขาหันกลับไป กลับเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก ราวกับเป็นแมวจรจัดที่ถูกเจ้าของทอดทิ้งอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็นภาพนั้น ฉีฮั่นโม่ก็ลอบถอนหายใจ ในที่สุดก็มิได้เคลื่อนไหวอันใด เพียงข่มความรู้สึกอึดอัดในใจไว้ ปล่อยให้หญิงสาวโอบกอดแขนของเขาต่อไป
เพียงแต่ร่างกายของเขากลับขยับถอยห่างจากนางเล็กน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดจนเกินงาม
เงาร่าง ณ ปากตรอกเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงสนทนาจึงค่อยๆ เลือนหายไปจนไม่ได้ยิน
เมื่อเสียงสนทนาเงียบหายไป ฉีฮั่นโม่ก็สัมผัสได้ว่าอาการของหญิงสาวข้างกายผ่อนคลายลงเล็กน้อย ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ได้มลายไป
เขาจึงได้ยิ้มพลางกล่าวเบาๆ ว่า "คุณหนูหลิน ท่านปล่อยข้าได้แล้ว"
"อ้อ อ้อ" เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หญิงสาวที่กอดแขนเขาอยู่จึงพลันตระหนักได้ถึงความไม่เหมาะสม รีบปล่อยมือแล้วถอยห่างออกไป "ขอโทษ ขอโทษ ข้า...ข้า..."
บนใบหน้าของฉีฮั่นโม่ยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นท่าทีลนลานของนาง เขาก็ยิ้มพลางส่ายศีรษะ "มิต้องขอโทษ ท่านมิได้ทำสิ่งใดผิด"
"อ้อ เมื่อครู่นี้ที่เดินผ่านไปน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรสองคน เป็นคนประเภทเดียวกับพวกเราท่านและข้า มิต้องกลัว ที่นี่ปลอดภัยมาก" ขณะที่ฉีฮั่นโม่เอ่ยวาจา ในน้ำเสียงของเขาก็ได้ผสานเคล็ดวิชาของนักดนตรีเข้าไปด้วย น้ำเสียงที่กรอกเข้าสู่โสตประสาท ทำให้อารมณ์ของหญิงสาวค่อยๆ สงบลง
กล่าวจบ ฉีฮั่นโม่ก็ก้าวเท้าออกจากเงามืดไปยืนอยู่กลางแสงแดด
เขามองไปยังหญิงสาวในเงามืดด้วยแววตาที่อ่อนโยน กล่าวให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "คุณหนูหลิน ทำตามที่เราตกลงกันไว้เมื่อครู่ ลองก้าวออกมาดูเถิด อย่าได้กลัวไปเลย กลางแสงแดดอบอุ่นยิ่งนัก"
หญิงสาวที่ยืนอยู่ในเงามืดมองไปยังแสงสว่างเบื้องหน้า ในดวงตาฉายแววหวาดหวั่น ราวกับว่าที่นั่นคือหุบเหวลึกสุดหยั่งถึง เพียงแค่นางก้าวออกไป ก็จะถูกกลืนกินจนสิ้น
ฉีฮั่นโม่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มมองนาง ปล่อยให้นางค่อยๆ ลดความระแวงในใจลง
ในที่สุดนางก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ค่อยๆ ขยับร่างกาย เริ่มจากนิ้วมือ แขน จากนั้นก็เป็นไหล่ คอ ศีรษะ... สุดท้ายนางทั้งร่างก็ยืนอยู่กลางแสงแดด
"เป็นความจริง กลางแสงแดด อบอุ่นจริงๆ" หญิงสาวค่อยๆ หลับตาลง หยาดน้ำตาก็ไหลรินไม่หยุด
...
ไม่ไกลจากคนทั้งสองนัก ชายผู้หนึ่งในชุดรัดกุมกำลังใช้จิตสัมผัสจับตามองพวกเขาทั้งคู่อยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่คุณหนูหลินตกใจจนโอบกอดแขนของฉีฮั่นโม่ ในดวงตาของชายผู้นั้นก็พลันปรากฏไอสังหารขึ้นมาในทันที
จนกระทั่งเขาเห็นว่าหลังจากถูกโอบกอดแขน ฉีฮั่นโม่ไม่เพียงแต่มิได้ฉวยโอกาสล่วงเกิน แต่กลับขยับกายถอยห่างเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับคุณหนูหลินจนเกินงาม
สีหน้าของเขาจึงค่อยผ่อนคลายลง
...
คฤหาสน์แห่งหนึ่งบนภูเขาชิงหลง
เมื่อเห็นคนไข้ค่อยๆ หลับใหลอย่างสงบสุขภายใต้เสียงขลุ่ยที่นุ่มนวล
ฉีฮั่นโม่เก็บขลุ่ยยาวซึ่งเป็นอาวุธเวทของตน ก่อนจะหันกายเดินออกมายังห้องด้านนอก ที่นั่นมีหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งอายุราวห้าสิบปีกำลังรอคอยเขาอยู่
"นักดนตรีฉี วันนี้อาการของคุณหนูเป็นอย่างไรบ้าง" หญิงวัยกลางคนเห็นเขาออกมา ก็รีบสอบถามในทันที
ฉีฮั่นโม่ยิ้มพลางเอ่ยว่า "การรักษาในวันนี้ได้ผลดียิ่ง คุณหนูหลินกล้าที่จะเดินออกมากลางแสงแดดแล้ว แสดงว่านางเริ่มที่จะก้าวออกจากเงามืดในใจของตนเองได้แล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น บนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนก็ปรากฏสีหน้ายินดี "เช่นนั้นก็ดีจริงๆ รบกวนนักดนตรีฉีแล้ว"
ขณะที่พูด นางก็หยิบหินวิญญาณกองเล็กๆ ออกมา ยื่นให้ฉีฮั่นโม่เบื้องหน้า "นี่คือค่ารักษาในครั้งนี้ ขอให้นักดนตรีฉีโปรดรับไว้"
ฉีฮั่นโม่พยักหน้ารับหินวิญญาณมา แต่ในไม่ช้าเขาก็รู้สึกว่าจำนวนไม่ถูกต้อง ปกติแล้วค่ารักษาในแต่ละครั้งคือสิบหินวิญญาณ ครั้งนี้กลับมีถึงหนึ่งร้อยหินวิญญาณ
เขาจึงสอบถามด้วยความสงสัย จึงได้ทราบว่านี่เป็นเพราะเขารักษาได้ผลดี อาจารย์ของคุณหนูหลินจึงได้มอบรางวัลให้
"คนที่บาดหมางกับพี่ใหญ่นั่นเอง" ฉีฮั่นโม่พลันนึกขึ้นมาได้ทันทีว่าคือผู้ใด
ด้วยความเป็นคนหัวโบราณ เขาจึงส่ายศีรษะพลางหยิบเพียงสิบหินวิญญาณออกมา แล้วคืนหินวิญญาณเก้าสิบก้อนที่เหลือให้แก่หญิงวัยกลางคน "ข้าในฐานะนักดนตรี รักษาโรคช่วยชีวิตผู้คน การรับค่ารักษาเป็นเรื่องสมควรแล้ว ส่วนรางวัลนั้นไม่จำเป็น!"
...
โรงน้ำชาแห่งหนึ่งริมถนนในตลาด ห้องส่วนตัวชั้นสอง
มีสองร่างกำลังนั่งจิบชาสนทนากันอย่างสำราราญอยู่ภายในห้อง ผู้ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง นานๆ ครั้งจะทอดสายตามองไปยังเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรมากมายที่เดินขวักไขว่บนถนน
ทว่าเมื่อสายตาของเขาบังเอิญกวาดไปเห็นตรอกไร้ผู้คนแห่งเดียวกันนั้น และเห็นฉีฮั่นโม่กับคุณหนูหลิน
แววตาของเขาก็พลันเปลี่ยนไป ในชั่วพริบตานั้นเอง แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นดุจเหยี่ยวที่พบพานเหยื่อ คมกริบและแหลมคม!
"เป็นอันใดไปรึ?" อีกคนหนึ่งสังเกตเห็นประกายตาที่เปลี่ยนไปของเขา จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ร่างนั้นหันกลับมา เผยรอยยิ้ม "ไม่มีอะไร เพียงแค่เห็นคนรู้จักเท่านั้น"
หากในตอนนี้หลี่ผิงอยู่ในห้องส่วนตัวนี้ด้วย เขาก็จะจำได้ในทันทีว่า ในบรรดาสองร่างนี้ ร่างที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างก็คือเพื่อนบ้านของเขา ปรมาจารย์หูเฟิง
ส่วนผู้ที่สนทนากับปรมาจารย์หูก็เป็นคนรู้จักของเขาเช่นกัน เขาคือหนึ่งในสองคนที่ถูกไต้ซางอวี๋ส่งไป 'เชิญ' หลี่ผิงในครั้งนั้น...ศิษย์น้องเย่ผู้แต่งกายเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงามนั่นเอง
เมื่อเห็นปรมาจารย์หูไม่ประสงค์จะกล่าวในรายละเอียด ศิษย์น้องเย่ก็อดสงสัยในใจมิได้ ทว่าเขายังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม ปรมาจารย์หูก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน
ปรมาจารย์หูกล่าวอย่างเฉยเมยว่า "สหายเต๋าเย่ เรื่องที่ข้ารับปากท่านข้าได้ทำสำเร็จแล้ว การสืบทอดปรมาจารย์ปรุงยาระดับสามที่ท่านสัญญาไว้ ก็สมควรจะให้ข้าได้แล้ว"
คำกล่าวของปรมาจารย์หูทำให้สีหน้าของศิษย์น้องเย่ชะงักไปชั่วครู่ เขาเมินความสงสัยในใจไปก่อน แล้วรีบยิ้มพลางเอ่ยว่า "ท่านสหายเต๋าหูจะรีบร้อนไปใย ในเมื่อข้ารับปากท่านแล้ว การสืบทอดปรมาจารย์ปรุงยาระดับสามย่อมต้องมอบให้ท่านอย่างแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่เรื่องการสืบทอดนี้ ข้าต้องขอเวลาจัดการสักเล็กน้อย"
ปรมาจารย์หูมิได้บีบคั้นอันใดต่อ เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "เช่นนั้นก็ดี"