- หน้าแรก
- แอบฝึกค่ายกลในเหมืองแร่ รู้ตัวอีกทีข้าก็ไร้พ่ายเสียแล้ว
- บทที่ 1 - ศิษย์ส่ายงาน
บทที่ 1 - ศิษย์ส่ายงาน
บทที่ 1 - ศิษย์ส่ายงาน
บทที่ 1 - ศิษย์ส่ายงาน
สำนักลั่วเสียตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาทางตอนใต้ของเทือกเขาชางอู๋ในดินแดนรกร้างตะวันออก แม้จะไม่ใช่สำนักใหญ่โตนักแต่หากนับในรัศมีพันลี้ก็ถือเป็นขุมกำลังบำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ตัวสำนักสร้างอิงแอบไปกับแนวเขา ตำหนักน้อยใหญ่เรียงรายซ้อนหลั่นกันไปตั้งแต่ตีนเขาจดถึงยอดเขารวมแล้วมีลานเรือนถึงเก้าชั้น ชั้นบนสุดคือเขตหวงห้ามสำหรับให้เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสเก็บตัวฝึกตน ที่นั่นมีปราณฟ้าดินหนาแน่นที่สุด ถัดลงมาคือที่พักของเหล่าศิษย์สืบทอดและศิษย์สายนอก ส่วนชั้นล่างสุดซึ่งอยู่ติดกับประตูสำนักคือสถานที่ใช้ชีวิตและทำงานของเหล่าศิษย์ส่ายงาน
หยางอี้เฉินอาศัยอยู่ที่นี่
อันที่จริงจะเรียกว่าที่พักก็คงไม่เต็มปากนัก มันเป็นเพียงเรือนหินเตี้ยๆ เรียงต่อกัน ผนังเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะกรัง กระเบื้องบนหลังคาแตกแหว่งไปหลายมุม วันไหนฝนตกสภาพในห้องก็เปียกแฉะยิ่งกว่าข้างนอก เรือนหินแต่ละหลังต้องนอนอัดกันสี่คน มีเพียงเตียงไม้กระดานกับชุดเครื่องนอนผ้าหยาบๆ นั่นคือสมบัติทั้งหมดที่มี ห้องของหยางอี้เฉินอยู่สุดทางทิศตะวันออกติดกับหน้าผาหิน แสงตะวันสาดส่องเข้ามาไม่ค่อยถึงตลอดทั้งปี ภายในห้องจึงอับชื้นและหนาวเหน็บอยู่เสมอ
เช้าตรู่ที่ฟ้ายังไม่ทันสาง หยางอี้เฉินก็ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว
ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วนับตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาในสำนักลั่วเสีย เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีคุ้นชินกับกิจวัตรเช่นนี้มานาน ไร้ซึ่งนาฬิกาปลุก ไม่มีใครมาคอยเรียก ร่างกายคล้ายถูกไขลานเอาไว้ให้ตื่นขึ้นมาตรงเวลาในยามเหม่าของทุกวัน เขาค่อยๆ ยันตัวลุกจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุดด้วยเกรงว่าจะทำให้ศิษย์ส่ายงานอีกสามคนที่กำลังหลับสนิทต้องตื่นขึ้นมา
ตอนที่สวมเสื้อผ้า เขาก้มมองฝ่ามือขวาของตัวเองโดยสติไม่รู้ตัว ตรงนั้นว่างเปล่า ราบเรียบและสะอาดสะอ้าน เหมือนกับตอนที่เขาเพิ่งมาถึงเมื่อสามปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน แต่เขารู้ดีว่าตรงนั้นเคยมีอะไรบางอย่างอยู่ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ตรงนั้นควรจะมีอะไรบางอย่างอยู่
รากปราณห้าธาตุ
ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ครบถ้วนทั้งห้าธาตุ
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร รากปราณคือมาตรฐานสำหรับวัดพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล รากปราณเดี่ยวหรือรากปราณสวรรค์คือยอดอัจฉริยะที่ในหมื่นคนจะพบเจอสักคน รากปราณคู่และรากปราณสามธาตุก็นับว่าเป็นต้นกล้าชั้นดี รากปราณสี่ธาตุถือว่าพอถูไถฝึกฝนได้ ส่วนรากปราณห้าธาตุที่รวมเอาไว้ครบทุกสายนั้น เป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าคือรากปราณขยะ
เหตุผลง่ายนิดเดียว การฝึกตนจำเป็นต้องดูดซับปราณฟ้าดิน และปราณเหล่านั้นก็แบ่งออกเป็นธาตุทั้งห้า ผู้ที่มีรากปราณเดี่ยวเพียงแค่ดูดซับปราณธาตุเดียว ความเร็วในการฝึกฝนจึงสูงที่สุด ยิ่งมีรากปราณหลายสายก็ยิ่งต้องดูดซับปราณหลายชนิด ความเร็วก็ยิ่งลดหลั่นลงไป ผู้มีรากปราณห้าธาตุต้องดูดซับปราณทั้งห้าสายพร้อมกัน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจึงช้ากว่ารากปราณเดี่ยวถึงห้าเท่าหรืออาจจะมากกว่านั้น
หยางอี้เฉินคือขยะที่ว่านั่น
เขายังจำวันที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาลเมื่อสามปีก่อนได้อย่างแม่นยำ วันนั้นมีเซียนผู้หนึ่งบังเอิญผ่านหมู่บ้านบนเขาของเขาและบอกว่าจะรับเด็กที่มีวาสนาไปฝึกวิชา เด็กๆ นับสิบคนในหมู่บ้านพากันไปทดสอบรากปราณ หยางอี้เฉินคือคนสุดท้าย
ตอนที่ศิลาทดสอบรากปราณเปล่งแสงออกมาเป็นห้าสี สีหน้าของท่านเซียนผู้นั้นก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายรอบ สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า "รากปราณห้าธาตุ ถึงจะฝึกฝนได้ แต่ก็... ดีกว่าไม่มีอะไรเลยก็แล้วกัน"
สายตาของเด็กคนอื่นๆ มีทั้งความสงสาร ความสะใจ และความโล่งอก พ่อของหยางอี้เฉินเป็นเพียงชาวนาซื่อๆ ที่ไม่ประสีประสาเรื่องรากปราณอะไรนั่น รู้แค่ว่าลูกชายจะได้ไปเป็นเซียนก็ดีใจจนน้ำตาไหลอาบแก้มสองข้าง แม่ของเขาเย็บห่อผ้าใบหนึ่งให้ ด้านในใส่เสบียงแห้งไว้สองสามชิ้นกับเหรียญทองแดงอีกสองอีแปะ พร่ำบอกให้เขาตั้งใจเรียนวิชากับท่านเซียนให้ดี
หยางอี้เฉินไม่ได้บอกความจริงกับพ่อแม่
เขาเดินตามท่านเซียนผู้นั้นไปสามวันสามคืนจนมาถึงสำนักลั่วเสีย ท่านเซียนส่งตัวเขาให้กับผู้อาวุโสที่ดูแลจัดการเรื่องต่างๆ พร้อมกับทิ้งท้ายไว้แค่ประโยคเดียวว่า "รากปราณห้าธาตุ ส่งไปอยู่แผนกใช้แรงงานเถอะ" จากนั้นก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หยางอี้เฉินก็กลายเป็นศิษย์ส่ายงานของสำนักลั่วเสีย
ศิษย์ส่ายงานพูดให้เข้าใจง่ายก็คือพวกจับกังที่คอยแบกหามทำงานให้สำนัก ผ่าฟืน หาบน้ำ ซักผ้า กวาดลาน ปลูกสมุนไพร ขุดเหมืองแร่... งานหนักงานสกปรกล้วนตกเป็นของศิษย์ส่ายงานทั้งสิ้น พวกเขาไม่มีทรัพยากรบำเพ็ญเพียร ไม่มีเคล็ดวิชา หรือแม้กระทั่งไม่มีเวลาให้ฝึกฝน แต่ละเดือนจะได้รับเพียงโอสถเผยหยวนระดับต่ำสุดแค่สามเม็ด เป็นคุณภาพที่แย่ที่สุดจนแทบจะมีสิ่งเจือปนมากพอให้คนกินตายได้
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้คนนับไม่ถ้วนที่แย่งชิงกันอยากจะเข้ามา เพราะที่สำนักลั่วเสียแห่งนี้อย่างน้อยก็ยังมีโอสถสามเม็ดนั้นให้ หากอยู่ข้างนอกก็คือไม่มีอะไรเลย
หยางอี้เฉินสวมเสื้อผ้าเสร็จก็ผลักประตูเดินออกไป
ฟ้าด้านนอกยังคงมืดมิด มีเพียงขอบฟ้าทิศตะวันออกที่เริ่มทอแสงสีขาวจางๆ ยามเช้าตรู่ของปลายฤดูร่วงเริ่มมีลมหนาวพัดโชยมา ลมภูเขาพัดลงมาจากเทือกเขาชางอู๋อบอวลไปด้วยกลิ่นใบสนและดินโคลน หยางอี้เฉินกระชับเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่บางเฉียบเข้าหากันแล้วรีบจ้ำอ้าวตรงไปยังโรงครัว
สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือไปหาบน้ำที่โรงครัว
โรงครัวตั้งอยู่ข้างตาน้ำบริเวณตีนเขา หากเดินจากที่พักของศิษย์ส่ายงานไปก็ต้องใช้เวลาราวครึ่งชั่วยาม หยางอี้เฉินหาบถังไม้สองใบเดินลัดเลาะลงไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินสีเขียว ระหว่างทางเริ่มมีคนบ้างแล้ว เป็นศิษย์ส่ายงานสองสามคนที่มาเช้ากว่าเขา ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตารีบเดิน ไม่มีใครเอ่ยปากพูดคุยกันเลย
ในสำนักลั่วเสียไม่มีมิตรภาพใดๆ ระหว่างศิษย์ส่ายงานด้วยกัน ทุกคนล้วนมาเพื่อปากท้อง ต่างคนต่างกวาดหิมะหน้าประตูบ้านตัวเอง ไม่มีใครอยากแส่เรื่องของคนอื่น
เมื่อมาถึงตาน้ำ หยางอี้เฉินก็ย่อตัวลงแล้วจุ่มถังไม้ลงไปในน้ำ น้ำพุเย็นเฉียบจนบาดลึกเข้าไปในกระดูกทำเอาเขาสะท้านเฮือก เขากัดฟันตักน้ำใส่ถังจนเต็มทีละใบ จากนั้นก็เอาคานหาบขึ้นพาดบ่าแล้วเดินกลับทางเดิม
น้ำสองถังรวมกับคานหาบน้ำหนักไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดสิบชั่ง สำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีนี่ไม่ใช่งานที่ง่ายดายเลย บ่าของหยางอี้เฉินด้านจนเป็นรอยหนาเตอะมานานแล้ว แต่เขาก็ยังคงรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดจากคานไม้ที่กดทับลงมา
รอบที่หนึ่ง รอบที่สอง รอบที่สาม
กว่าเขาจะหาบน้ำรอบที่สิบเสร็จฟ้าก็สว่างโร่แล้ว พ่อครัวของโรงครัวเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนแซ่เฉียน ทุกคนเรียกเขาว่าผู้ดูแลเฉียน ผู้ดูแลเฉียนไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรแต่เป็นแค่คนธรรมดา ทว่าเพราะมีเส้นสายเกี่ยวดองกับศิษย์สายนอกบางคนในสำนักจึงได้ตำแหน่งนี้มา เขามีนิสัยอารมณ์ร้ายและเอะอะก็ด่าทอผู้คน ทว่ากลับพูดจาดีกับหยางอี้เฉินอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะเขาชื่นชอบเด็กหนุ่ม แต่เป็นเพราะหยางอี้เฉินไม่เคยอู้งานและตั้งใจทำงานมากที่สุด
"เสี่ยวหยาง ฟืนของวันนี้ยังไม่ได้ผ่าเลยนะ" ผู้ดูแลเฉียนคาบไม้จิ้มฟันพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
"รับทราบครับ" หยางอี้เฉินวางคานหาบลงแล้วเดินตรงไปที่โรงเก็บฟืน
การผ่าฟืนเป็นงานใช้แรงกายแต่สำหรับหยางอี้เฉินแล้วกลับรู้สึกสบายกว่าการหาบน้ำ เขาง้างขวานฟาดฟันลงบนท่อนฟืนครั้งแล้วครั้งเล่า หยาดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามหน้าผาก เขาทั้งผ่าฟืนและทบทวนเนื้อหาในตำรา "ก้าวแรกสู่แดนเซียน" ที่แอบอ่านเมื่อคืนไปด้วยในหัว
นั่นคือหนังสือที่เขาพบในหอตำราของแผนกใช้แรงงาน จะเรียกว่าหอตำราก็คงไม่ถูกนัก มันเป็นแค่ห้องซอมซ่อที่เต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ ด้านในมีหนังสือขาดๆ รุ่งริ่งอยู่สองสามเล่มซึ่งล้วนเป็นขยะที่สำนักทิ้งแล้ว "ก้าวแรกสู่แดนเซียน" เป็นหนังสือความรู้พื้นฐานที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียร อธิบายถึงวิธีการสัมผัสและดูดซับปราณ หยางอี้เฉินเก็บซ่อนมันไว้ใต้หมอนราวกับเป็นของล้ำค่า พอตกดึกรอให้เพื่อนร่วมห้องหลับสนิทเขาก็จะแอบหยิบออกมาอ่านทุกคืน
ในหนังสือบอกไว้ว่าก้าวแรกของการบำเพ็ญเพียรคือการสัมผัสปราณ ปราณฟ้าดินมีอยู่ทุกหนทุกแห่งแต่คนธรรมดาไม่อาจรับรู้ได้ มีเพียงผู้ที่มีรากปราณเท่านั้นจึงจะสามารถรับรู้ถึงปราณระหว่างฟ้าดินและดึงดูดมันเข้าสู่ร่างกายได้
หยางอี้เฉินสามารถสัมผัสถึงปราณได้
เขาสัมผัสมันได้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาในสำนักลั่วเสีย จุดแสงหลากสีสันเหล่านั้นล่องลอยอยู่ในอากาศราวกับหิ่งห้อย ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ครบทั้งห้าสี เขามองเห็นพวกมัน เขาสัมผัสพวกมันได้ ทว่าเขากลับไม่มีปัญญาดูดซับพวกมันเข้าไปในร่างกายได้เลย
หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เขาดูกซับได้แต่มันเชื่องช้าเหลือเกิน
เปรียบเหมือนการใช้หลอดเล็กๆ ไปดูดน้ำจากถังใบใหญ่ หลอดมันเล็กเกินไปต่อให้ดูดอย่างไรก็ดูดไม่หมด ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ที่มีรากปราณชั้นดีนั้นใช้ท่อขนาดใหญ่ ดูดเพียงไม่กี่อึกก็แห้งเหือด
นี่คือความรันทดของรากปราณห้าธาตุ
"ปึก!"
ท่อนฟืนชิ้นสุดท้ายถูกผ่าออกเป็นสองซีก หยางอี้เฉินวางขวานลงแล้วเช็ดเหงื่อ เขามองดูสีฟ้าตอนนี้ก็ใกล้จะยามซื่อแล้ว งานต่อไปคือการไปกวาดลานฝึกยุทธ์ ที่นั่นคือสถานที่ฝึกฝนของศิษย์สายนอกซึ่งต้องทำความสะอาดให้หมดจดไร้ฝุ่นผงทุกวัน
ลานฝึกยุทธ์ตั้งอยู่เหนือที่พักของศิษย์ส่ายงานขึ้นไป ต้องเดินขึ้นบันไดหินที่ทอดยาว หยางอี้เฉินถือไม้กวาดค่อยๆ ก้าวขึ้นไปทีละขั้น พอเดินไปได้ครึ่งทางเขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านบน
"หลีกไปๆ ศิษย์พี่หวังมาแล้ว!"
หยางอี้เฉินเบี่ยงตัวหลบเข้าข้างทาง ศิษย์สายนอกในชุดนักพรตสีเขียวหลายคนเดินลงมาจากด้านบน ผู้นำหน้าเป็นชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเย็นชา ที่เอวแขวนกระบี่ยาวเอาไว้ ท่าทางการเดินเต็มไปด้วยความองอาจ
หวังฮ่าวคือยอดฝีมือในหมู่ศิษย์สายนอก มีตบะอยู่ในขั้นควบแน่นปราณ ถือเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในหมู่ศิษย์สายนอกของสำนักลั่วเสีย
หยางอี้เฉินก้มหน้าลงและยืนอยู่ข้างทางด้วยความนอบน้อม รอให้พวกเขาก้าวผ่านไป
"อ้าว นี่มันเจ้าขยะรากปราณห้าธาตุไม่ใช่รึไง" ศิษย์คนหนึ่งที่อยู่ข้างกายหวังฮ่าวเหลือบไปเห็นหยางอี้เฉินพลางเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ
หวังฮ่าวหยุดฝีเท้าลงแล้วปรายตามองหยางอี้เฉินจากมุมสูง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง "รากปราณห้าธาตุ จุ๊ๆ ถ้าข้าเป็นเจ้าข้าคงม้วนเสื่อไสหัวไปตั้งนานแล้ว จะมาอยู่ให้ขายขี้หน้าทำไมที่นี่"
หยางอี้เฉินไม่ได้ปริปากพูดอะไร เขายังคงก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเองเงียบๆ
"ศิษย์พี่หวัง อย่าไปสนใจมันเลย ก็แค่ศิษย์ส่ายงาน ลดตัวไปคุยด้วยก็เสียราคาเปล่าๆ" ศิษย์อีกคนกระตุกแขนเสื้อของหวังฮ่าว
หวังฮ่าวแค่นเสียงเย็นชาแล้วหันหลังเดินจากไป พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็หันกลับมาทิ้งท้ายอีกประโยค "ถ้ารู้จักเจียมตัวก็รีบไสหัวไปซะ สำนักลั่วเสียไม่เลี้ยงตัวไร้ประโยชน์"
คนกลุ่มนั้นเดินหัวเราะร่วนจากไป เสียงหัวเราะดังก้องสะท้อนไปตามขั้นบันไดหิน
หยางอี้เฉินเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของพวกเขากลืนหายไป สีหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับบ่อน้ำนิ่งสนิท เขาชินชากับมันเสียแล้ว ตลอดสามปีที่ผ่านมาเขาได้ยินคำพูดทำนองนี้มาไม่ต่ำกว่าหลายร้อยครั้ง แรกๆ ก็รู้สึกโกรธเคือง รู้สึกไม่ยอมรับ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว
เขาเดินขึ้นบันไดต่อไปจนถึงลานฝึกยุทธ์และลงมือปัดกวาด
ลานฝึกยุทธ์มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางนับหลายร้อยจั้ง พื้นปูด้วยแผ่นหินสีเขียวอย่างเป็นระเบียบ รอบด้านมีเสาไม้สำหรับฝึกกระบวนท่าตั้งตระหง่านอยู่ ทุกวันจะมีศิษย์สายนอกมาฝึกฝนที่นี่และทิ้งร่องรอยสารพัดรูปแบบเอาไว้ ทั้งรอยกระบี่ รอยฝ่ามือ ไปจนถึงรอยไหม้เกรียมจากการระดมยิงคาถา หน้าที่ของหยางอี้เฉินคือต้องทำความสะอาดร่องรอยเหล่านี้และกวาดเศษหินเศษฝุ่นที่ร่วงหล่นให้เกลี้ยงเกลา
เขากวาดพื้นอย่างตั้งอกตั้งใจโดยไม่ยอมปล่อยผ่านแผ่นหินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว นี่ไม่ใช่เพราะเขารักงานนี้อะไรนักหนา แต่เป็นเพราะเขาค้นพบว่าช่วงเวลาที่กำลังทำความสะอาดนั้น เขาจะสามารถแอบสังเกตการฝึกฝนของศิษย์สายนอกได้อย่างเงียบๆ
ยามที่ศิษย์เหล่านั้นร่ายคาถาหรือร่ายรำเพลงกระบี่ก็จะดึงดูดปราณฟ้าดินให้เคลื่อนไหว แม้หยางอี้เฉินจะบำเพ็ญเพียรไม่ได้แต่เขาสามารถรับรู้ถึงกระแสการไหลเวียนของพลังปราณ เขามองเห็นว่าปราณธาตุไฟถูกชักนำออกมาจนกลายเป็นลูกไฟได้อย่างไร ปราณธาตุน้ำควบแน่นจนกลายเป็นศรวารีได้อย่างไร ปราณธาตุทองแปรสภาพจนคมกริบกลายเป็นปราณกระบี่ได้อย่างไร
การเฝ้าสังเกตเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรในทางปฏิบัติเลย แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะลอบมอง คล้ายกับว่ายิ่งได้มองก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกขยับเข้าใกล้โลกใบนั้นได้มากขึ้นอีกนิด
กว่าจะกวาดลานฝึกยุทธ์เสร็จเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงยามอู่ หยางอี้เฉินกลับมาที่โรงครัวเพื่อรับหมั่นโถวหนึ่งลูกกับข้าวต้มหนึ่งชามแล้วไปนั่งยองๆ กินอยู่ตรงมุมกำแพง หมั่นโถวทำจากธัญพืชหยาบทั้งแข็งและแห้งผาก ข้าวต้มก็ใสแจ๋วเสียจนส่องเห็นเงาคนได้ แต่นี่คืออาหารมื้อที่ดีที่สุดของเขาในสำนักลั่วเสียแล้ว อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าต้องไปอดทนหิวโหยอยู่ข้างนอกนั่น
งานในช่วงบ่ายคือการไปถอนวัชพืชที่แปลงสมุนไพร แปลงสมุนไพรตั้งอยู่บริเวณภูเขาด้านหลังของสำนัก ที่นั่นปลูกสมุนไพรวิญญาณระดับต่ำเอาไว้สำหรับให้ศิษย์สายนอกนำไปปรุงยา วัชพืชในแปลงไม่ใช่หญ้าธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า "หญ้ากลืนปราณ" มันจะคอยดูดซับปราณในแปลงสมุนไพรจึงจำเป็นต้องถูกกำจัดทิ้งอย่างสม่ำเสมอ
หยางอี้เฉินนั่งยองๆ อยู่ในแปลงสมุนไพรและคอยดึงหญ้ากลืนปราณออกมาทีละต้น รากของหญ้าชนิดนี้หยั่งลึกลงไปในดิน การจะดึงมันขึ้นมาต้องออกแรงไม่น้อย แถมริมใบของมันยังมีรอยหยักคล้ายฟันเลื่อยขนาดเล็ก หากไม่ระวังก็จะบาดมือเอาได้ง่ายๆ
บนมือของเขามีรอยแผลถูกบาดอยู่หลายแห่ง ล้วนเป็นฝีมือของหญ้ากลืนปราณทั้งสิ้น แผลไม่ได้ใหญ่โตอะไรแต่มันเจ็บแสบเอาการ โดยเฉพาะตอนที่ต้องเลอะดินโคลนมันจะยิ่งปวดแสบปวดร้อน
"หยางอี้เฉิน!"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง หยางอี้เฉินหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นจางเต๋อผู้ดูแลแผนกใช้แรงงาน จางเต๋อเป็นชายชราผอมแห้งวัยห้าสิบกว่าปีและมีรากปราณห้าธาตุเช่นเดียวกัน เขาฝึกฝนมาหลายสิบปีแต่ก็ยังติดอยู่แค่ขั้นสัมผัสปราณระดับสาม ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดของขั้นต่ำสุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง จึงยังคงเป็นตัวตนที่อยู่สูงส่งเหนือเหล่าศิษย์ส่ายงานอยู่ดี
"ผู้ดูแลจาง" หยางอี้เฉินหยัดกายลุกขึ้นยืน
"พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องไปที่เหมืองแร่" จางเต๋อเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ที่เหมืองคนขาด พรุ่งนี้เช้าเจ้าต้องไปรายงานตัว"
หัวใจของหยางอี้เฉินดิ่งวูบลงทันที
เหมืองแร่ที่ว่าคือเหมืองศิลาวิญญาณของสำนักลั่วเสียซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขาชางอู๋ สภาพความเป็นอยู่ที่นั่นยากลำบากกว่าในสำนักเป็นสิบเท่า แต่ละวันต้องเข้าไปขุดแร่ในอุโมงค์ที่มืดมิดไร้แสงตะวันนานนับสิบชั่วโมง อีกทั้งปราณในเหมืองก็เบาบาง อากาศก็ขุ่นมัว ซ้ำยังมีอันตรายจากหินถล่ม ศิษย์ส่ายงานที่ถูกส่งไปเหมืองแร่สิบคนจะมีสามคนที่ตายอยู่ในนั้น ส่วนพวกที่รอดมาได้ก็มักจะพิการหรือมีโรคประจำตัวติดตัวมาด้วย
แต่เขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
"รับทราบครับ" เขาก้มหน้าลง
จางเต๋อมองเขาแวบหนึ่งคล้ายอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำเพียงถอนหายใจแล้วหันหลังเดินจากไป
หยางอี้เฉินลงมือถอนวัชพืชต่อไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม เขาต้องจัดการทำความสะอาดแปลงสมุนไพรนี้ให้เสร็จก่อนฟ้ามืดแล้วค่อยกลับไปเก็บข้าวของ พรุ่งนี้เช้าเขาต้องออกเดินทางไปเหมืองแร่แล้ว
เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเขาก็ถอนหญ้ากลืนปราณต้นสุดท้ายเสร็จสิ้น แสงทไวไลต์สาดส่องลงบนแปลงสมุนไพร ต้นยาสมุนไพรเหล่านั้นพลิ้วไหวไปตามสายลมยามเย็นเบาๆ ใบของมันทอประกายแสงจางๆ หยางอี้เฉินยืนอยู่บนคันนาพลางทอดสายตามองไปยังเทือกเขาชางอู๋ที่อยู่ไกลออกไป ทิวเขาสลับซับซ้อนถูกปกคลุมไปด้วยหมอกคาวมหนาทึบ ยอดเขาที่สูงที่สุดซ่อนตัวอยู่ในม่านเมฆ เล่าลือกันว่านั่นคือสถานที่ที่เจ้าสำนักและผู้อาวุโสเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ตัวเองถึงจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้
หรือบางทีชาตินี้เขาก็อาจจะไม่มีโอกาสก้าวไปถึงจุดนั้นเลย
เมื่อกลับมาถึงห้องพักเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนก็กลับมาแล้ว พวกเขากำลังเก็บข้าวของกันอยู่ พรุ่งนี้ไม่ได้มีแค่หยางอี้เฉินคนเดียวที่ต้องไปเหมืองแร่ แผนกใช้แรงงานดึงตัวคนไปร่วมสิบกว่าคน
"ได้ยินมาว่ามีคนตายในเหมือง พวกเขาเลยต้องหาคนไปเติม" หลี่เอ้อร์เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งกระซิบเสียงเบา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"คนตายน่ะเรื่องปกติ คราวก่อนหินถล่มฝังคนไปตั้งห้าคนยังขุดศพขึ้นมาไม่ได้เลย" จ้าวซานพูดแทรกขึ้นมา
"เลิกพูดเถอะ ยิ่งพูดยิ่งขนลุก" หวังหมาจื่อเพื่อนร่วมห้องคนที่สามตัวสั่นเทา
ทั้งสามคนเอาแต่บ่นพึมพำและหวาดกลัวแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากปฏิเสธ ในสำนักลั่วเสีย ศิษย์ส่ายงานคือพวกวัวควายชั้นต่ำสุด สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ ใครไม่เชื่อฟังก็จะถูกไล่ออกไปทันทีและจะไม่มีโอสถสามเม็ดนั้นให้อีก
หยางอี้เฉินไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่เก็บข้าวของอันน้อยนิดของตัวเองเงียบๆ เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหนึ่งชุด เสบียงแห้งห่อผ้าหนึ่งก้อน แล้วก็หนังสือ "ก้าวแรกสู่แดนเซียน" เล่มนั้น
ยามดึกสงัด เพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนต่างหลับสนิทกันหมดแล้ว หยางอี้เฉินนอนอยู่บนเตียงไม้กระดานพลางลืมตาจ้องมองขื่อหลังคาอันมืดมิด แสงจันทร์เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างเข้ามาทอดตัวเป็นเส้นสีขาวบางๆ บนพื้น
เขาล้วงเอาหนังสือ "ก้าวแรกสู่แดนเซียน" ออกมา อาศัยแสงจันทร์อันเลือนรางเปิดไปยังหน้าแรก
"ฟ้าดินมีปราณ ห้าธาตุก่อกำเนิดและข่มกัน ผู้บำเพ็ญเพียรใช้รากปราณชักนำพลังเข้าสู่ร่างกายเพื่อชำระล้างเส้นเอ็นและกระดูก ควบแน่นปราณจนกลายเป็นของเหลว ของเหลวรวมตัวเป็นแก่นทองคำ แก่นทองคำก่อตัวเป็นทารกวิญญาณ ทารกวิญญาณแปรสภาพเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ มหาเต๋าสามพันวิถี สุดท้ายล้วนบรรจบที่หนึ่งเดียว"
บรรจบที่หนึ่งเดียว
หยางอี้เฉินท่องคำสี่คำนี้เงียบๆ ในใจ เขาไม่รู้เลยว่า "หนึ่งเดียว" ของเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะต้องเดินไปอีกไกลเท่าไหร่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะสามารถเดินต่อไปได้หรือไม่
แต่เขารู้เพียงสิ่งเดียว
เขาจะไม่มีวันยอมแพ้
เมื่อสามปีก่อนตอนที่เขาถูกพาตัวมาที่สำนักลั่วเสีย ท่านเซียนคนนั้นบอกว่าเขาคือขยะ สองปีก่อนศิษย์สายนอกก็หัวเราะเยาะว่าเขาคือขยะ เมื่อปีก่อนผู้ดูแลแผนกใช้แรงงานก็ยังบอกอีกว่าชาตินี้เขาก็ไม่มีทางสร้างรากฐานได้สำเร็จ
ทุกคนล้วนตราหน้าว่าเขาคือตัวไร้ประโยชน์
แต่เขาไม่เชื่อ
ต่อให้ต้องคลาน เขาก็จะคลานไปให้ถึงจุดหมายให้จงได้
เขาปิดหนังสือลงแล้วหลับตา
นอกหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องลงมาราวกับสายน้ำ อาบไล้ไปตามหุบเหวและขุนเขาของเทือกเขาชางอู๋อย่างเงียบงัน
[จบแล้ว]