- หน้าแรก
- ชีวิตในโลกภาพยนตร์ ผมสัมผัสประสบการณ์ชีวิตผ่านระบบ
- บทที่ 14: การเดินทางรอบโลก
บทที่ 14: การเดินทางรอบโลก
บทที่ 14: การเดินทางรอบโลก
หลังจากกลับจากทริปพักผ่อน ทั้งคู่ก็กลับเข้าสู่จังหวะชีวิตปกติ เนี่ยนเนี่ยน เริ่มเข้าสู่วัยเรียน และในช่วงเวลานั้นเอง หวังมานนี่ กับ เจียงเฉิน ก็ได้เข้าพิธีวิวาห์กัน
วันเวลาธรรมดามักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ...
เช้าวันหนึ่งในเดือนกันยายน แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องนั่งเล่นผ่านช่องว่างของม่าน เฉินอวี่ ยืนอยู่ที่หน้าต่าง เฝ้ามองร่างของเนี่ยนเนี่ยนที่อยู่ชั้นล่างพร้อมกับสะพายเป้คู่ใจ
เด็กหญิงเติบโตจนตัวสูงกว่า จงเสี่ยวฉิน เสียแล้ว เธอมัดผมหางม้าง่ายๆ พลางลากกระเป๋าเดินทาง และหันกลับมาโบกมือให้ทางตึกพักอาศัย
จงเสี่ยวฉินยืนอยู่ข้างเฉินอวี่ ขอบตาของเธอแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่เธอก็ยังยิ้มและโบกมือลาลูกสาว เธอไม่ได้ถอนหายใจออกมาเบาๆ จนกระทั่งร่างของเนี่ยนเนี่ยนลับหายไปตรงทางเข้าโครงการ
"ไม่ต้องกังวลแล้วละครับ แกโตขึ้นมากแล้วและดูแลตัวเองที่โรงเรียนได้แน่นอน" เฉินอวี่เอื้อมมือไปโอบไหล่จงเสี่ยวฉิน ปลายนิ้วของเขาซึมซับไอเย็นจางๆ บนหลังมือของเธอ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รายละเอียดทุกอย่างในการเติบโตของเนี่ยนเนี่ยน ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลจนถึงมัธยมปลายยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของเขา เพียงพริบตาเดียวเธอก็กลายเป็นหญิงสาวที่กำลังจะออกเดินทางไปเรียนมหาวิทยาลัยในต่างเมืองด้วยตัวคนเดียว
จงเสี่ยวฉินซบลงในอ้อมกอดของเขาแล้วพยักหน้า "ฉันรู้ค่ะ แค่จู่ๆ มันก็รู้สึกโหวงๆ ขึ้นมา เมื่อก่อนฉันต้องคอยเรียกแกตื่นมากินข้าวเช้าทุกวัน แต่จากนี้ไปที่บ้านจะเหลือแค่เราสองคนแล้ว"
เฉินอวี่ยิ้มแล้วหยิกแก้มเธอเบาๆ "แบบนี้ก็ดีแล้วไงครับ เราจะได้มีเวลาอยู่กันแค่สองคนเสียที ทริปรอบโลกที่เราเคยตกลงกันไว้จะได้เริ่มวางแผนกันจริงๆ จังๆ เสียที"
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของจงเสี่ยวฉินเป็นประกายขึ้นมา เมื่อหลายปีก่อนเฉินอวี่เคยเปรยกับเธอไว้ว่า ทันทีที่เนี่ยนเนี่ยนเข้ามหาวิทยาลัย เขาจะส่งมอบงานทั้งหมดของ "Old City Crafts" ให้ทีมงานมืออาชีพดูแล และจะพาเธอไปเห็นโลกกว้าง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาค่อยๆ ถ่ายโอนหน้าที่รับผิดชอบออกไป คนในทีมต่างคุ้นเคยกับกระบวนการทางธุรกิจและสามารถทำงานได้อย่างอิสระ ในฐานะผู้ก่อตั้ง เขาจึงกลายเป็น "เถ้าแก่ว่างงาน" มานานแล้ว
ตลอดหนึ่งเดือนต่อมา ทั้งคู่เริ่มยุ่งอยู่กับการวางแผนเส้นทางท่องเที่ยว จงเสี่ยวฉินหยิบคู่มือท่องเที่ยวเล่มหนาออกมานอนอ่านบนโซฟา พลางวงกลมสถานที่ที่เธออยากไป
"ฉันอยากไปเวนิสที่อิตาลี แล้วก็นั่งเรือกอนโดลาลัดเลาะตามตรอกแคบๆ ค่ะ แล้วก็อยากไปเกียวโตที่ญี่ปุ่นเพื่อดูซากุระในฤดูใบไม้ผลิ อ้อ! แล้วเราต้องไปทุ่งหญ้าที่นิวซีแลนด์ด้วยนะ ฉันได้ยินมาว่าท้องฟ้าที่นั่นตอนกลางคืนสวยสุดๆ เลย"
เฉินอวี่ยนั่งอยู่ข้างๆ พร้อมสมุดบันทึก คอยจดความปรารถนาของเธอลงไปทีละอย่าง "เราจะไปให้ครบทุกที่เลยครับ เรามีเวลาเหลือเฟือ ค่อยๆ ไปกัน ไม่ต้องรีบ เราอาจจะพักแต่ละที่นานหน่อยเพื่อซึมซับบรรยากาศให้เต็มที่"
แทนที่จะเลือกไปกับคณะทัวร์ พวกเขาตัดสินใจออกเดินทางกันเอง เฉินอวี่จองตั๋วเครื่องบินและที่พักสำหรับจุดหมายแรกคือปารีส ประเทศฝรั่งเศสไว้ล่วงหน้า และยังแอบไปเรียนภาษาฝรั่งเศสง่ายๆ มาสองสามประโยคด้วย
ทุกคืนเขาจะชวนจงเสี่ยวฉินมาซ้อมพูดด้วยกัน บางครั้งพอเขาพูดผิด ทั้งคู่ก็ระเบิดหัวเราะออกมาด้วยกัน ราวกับได้ย้อนกลับไปในช่วงที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ
วันที่ออกเดินทางอากาศดีเป็นพิเศษ เฉินอวี่เข็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบ โดยมีจงเสี่ยวฉินเดินตามอยู่ข้างๆ พร้อมกล้องถ่ายรูป เธอมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้า จงเสี่ยวฉินซบไหล่เฉินอวี่ มองดูตัวเมืองที่ค่อยๆ เล็กลงนอกหน้าต่าง เธอกระซิบเบาๆ ว่า "ไม่นึกเลยจริงๆ ค่ะว่าเราจะมีโอกาสได้ไปที่ไกลๆ ด้วยกันแบบนี้"
"หลังจากนี้จะมีโอกาสแบบนี้อีกเยอะครับ" เฉินอวี่กุมมือเธอไว้ "เราจะไปเที่ยวทุกที่ที่เรายังไม่มีโอกาสได้ไปตอนสมัยวัยรุ่นกัน"
หลังจากบินนานกว่าสิบชั่วโมง เครื่องบินก็แลนดิ้งที่สนามบินชาร์ล เดอ โกล ในปารีส เมื่อก้าวพ้นสนามบิน ลมเอื่อยๆ ที่หอบเอาความหอมของกาแฟก็พัดผ่านใบหน้าของพวกเขา
ที่พักที่เฉินอวี่จองไว้ใกล้กับ แม่น้ำแซน เมื่อเปิดหน้าต่างออกมาก็จะเห็นเรือนำเที่ยวค่อยๆ แล่นผ่านไปในแม่น้ำ หลังจากวางสัมภาระเสร็จ ทั้งคู่ไม่ได้คิดเรื่องพักผ่อนเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับรีบพากันออกไปเดินเล่นด้วยความตื่นเต้น
ขณะเดินทอดน่องริมแม่น้ำแซน ใบของต้นเพลนทรีที่เรียงรายริมถนนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แสงแดดลอดผ่านใบไม้ลงมาเกิดเป็นเงาตะคุ่มบนทางเดินหิน
จงเสี่ยวฉินกดชัตเตอร์กล้องไม่หยุด บางครั้งก็ถ่ายรูปปั้นริมน้ำ บางครั้งก็ถ่ายหอไอเฟลที่อยู่ไกลๆ และบางครั้งเธอก็ลากเฉินอวี่มาร่วมเฟรมด้วยกัน
เฉินอวี่ร่วมเดินไปกับเธออย่างอดทน คอยช่วยถือกระเป๋าและยื่นขวดน้ำให้เป็นระยะ แววตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเดินมาถึงตีนหอไอเฟล จงเสี่ยวฉินอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "มันดูยิ่งใหญ่อลังการกว่าในทีวีเยอะเลยค่ะ"
เฉินอวี่ยิ้มและซื้อตั๋วขึ้นหอคอยสองใบ เขาจูงมือเธอเดินขึ้นไปช้าๆ เมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุด ทัศนียภาพทั้งหมดของปารีสก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทั้งประตูชัยที่อยู่ไกลออกไป เรือในแม่น้ำแซน และกลุ่มบ้านหลังคาสีแดงที่เบียดเสียดกัน ทุกอย่างดูชัดเจนไปหมด
จงเสี่ยวฉินพิงราวกันตกขณะที่ลมพัดผมของเธอปลิว เฉินอวี่สวมกอดเธอเบาๆ จากด้านหลังแล้วกระซิบข้างหู "สวยไหมครับ?"
"สวยมากเลยค่ะ" จงเสี่ยวฉินพยักหน้า "ถ้าเนี่ยนเนี่ยนอยู่ด้วย แกต้องชอบมากแน่ๆ เลย"
"เดี๋ยวช่วงปิดเทอมฤดูหนาว เราค่อยนัดแกไปเจอกันที่ไหนสักแห่งแล้วเที่ยวด้วยกันสักสองสามวันก็ได้ครับ" เฉินอวี่เสนอ จงเสี่ยวฉินพยักหน้าเห็นด้วยทันทีและเริ่มครุ่นคิดว่าจะพาลูกสาวไปที่ไหนดี
หลังจากอยู่ปารีสครึ่งเดือน ทั้งคู่ก็ได้ไปเยือนสถานที่ที่มีชื่อเสียงเกือบทั้งหมด
พวกเขาไปที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เพื่อชมรอยยิ้มของโมนาลิซา จงเสี่ยวฉินยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระจก คอยสังเกตรอยยิ้มของหญิงในภาพอย่างตั้งใจพลางพึมพำกับตัวเองว่า "มันเหมือนกับเธอกำลังยิ้มให้เราไม่ว่าจะมองจากมุมไหนจริงๆ ด้วยสิ"
พวกเขายังไปเยี่ยมชม อาสนวิหารนอเทรอดามแห่งปารีส แม้จะเคยประสบเหตุเพลิงไหม้ แต่โบสถ์ที่ได้รับการบูรณะก็ยังคงดูเคร่งขรึมและศักดิ์สิทธิ์
จงเสี่ยวฉินยืนอยู่หน้าโบสถ์ มองขึ้นไปยังยอดแหลมที่พุ่งทะยานสู่ฟ้าและพูดเบาๆ ว่า "ตอนที่ฉันอ่านเรื่อง 'คนค่อมแห่งนอเทรอดาม' ฉันอยากมาที่นี่เห็นกับตาตัวเองมากเลยค่ะ ในที่สุดวันนี้ฝันก็เป็นจริงเสียที"
หลังจากอำลาปารีส ทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปเวนิส ประเทศอิตาลี ทันทีที่ถึงเวนิส จงเสี่ยวฉินก็ถูกดึงดูดด้วยบรรยากาศเมืองแห่งสายน้ำ
พวกเขานั่งเรือกอนโดลา เคลื่อนไปช้าๆ ตามทางน้ำแคบๆ สองข้างทางเป็นบ้านเรือนสีสันสดใส มีชาวเมืองชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างเพื่อทักทายบ้าง และมีนักดนตรีข้างถนนบรรเลงเพลงอันไพเราะริมฝั่ง
จงเสี่ยวฉินพิงกราบเรือ ยื่นมือไปสัมผัสน้ำในแม่น้ำที่เย็นฉ่ำ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอิ่มเอม
ในช่วงเวลาที่อยู่เวนิส พวกเขาใช้เวลาในแต่ละวันลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อตามหาร้านกาแฟและร้านค้าเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมเมือง
จงเสี่ยวฉินซื้อเครื่องประดับแก้วทำมือมามากมาย เธอบอกว่าจะเอากลับไปเป็นของฝากให้กู้เจียและหวังมานนี่
ส่วนเฉินอวี่ชอบนั่งตามร้านกาแฟริมน้ำ มองดูเรือที่แล่นผ่านไปมาและคอยถ่ายรูปให้จงเสี่ยวฉินเป็นระยะ เขารู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระอย่างมาก
หลังจากออกจากอิตาลี ทั้งคู่ไปต่อที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงฤดูซากุระพอดี ทั้งเมืองเกียวโตจึงปกคลุมไปด้วยดอกไม้สีชมพู
พวกเขาพักในบ้านพักแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (เรียวกัง) ทุกเช้าที่ตื่นมาจะเห็นซากุระบานสะพรั่งในสวนและได้ยินเสียงนกเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล
ตอนกลางวันพวกเขาไปที่ วัดคิโยมิสุ และ วัดคินคะคุจิ และเดินทอดน่องตาม เส้นทางนักปราชญ์ มองดูครีบดอกซากุระร่วงหล่นปลิวว่อนในอากาศ ราวกับว่าพวกเขาหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเทพนิยาย
พอตกเย็นพวกเขาก็จะไปตามร้านอิซากายะ สั่งอาหารจานเล็กๆ มาสองสามอย่าง ดื่มสาเก และพูดคุยกันถึงเรื่องราวที่น่าสนใจในวันนั้น บางครั้งก็ได้พบกับคนท้องถิ่นที่เป็นมิตรซึ่งเข้ามาคุยด้วยภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยคล่องแคล่วนัก
หลังจากอยู่ญี่ปุ่นเดือนกว่า ทั้งคู่ก็ไปนิวซีแลนด์ ทุ่งหญ้าของนิวซีแลนด์กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ผืนหญ้าสีเขียวทอดยาวไปไกล มีฝูงวัวฝูงแกะเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์เป็นระยะ
พวกเขาเช่ารถขับเลียบไปตามชายฝั่ง ทิวทัศน์ระหว่างทางสวยงามจนแทบหยุดหายใจ ตอนกลางคืนพวกเขาพักที่บ้านพักกลางทุ่งหญ้า ซึ่งเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองก็จะเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้าและทางช้างเผือกที่ชัดเจนมาก
จงเสี่ยวฉินซบอยู่ในอ้อมแขนของเฉินอวี่ พลางชี้ชวนกันดูดาวและระบุชื่อกลุ่มดาวต่างๆ บางครั้งเธอเห็นดาวตกพุ่งผ่านท้องฟ้าเธอก็จะรีบหลับตาอธิษฐานทันที
"อธิษฐานว่าอะไรครับ?" เฉินอวี่ถามเบาๆ
"ฉันขอให้เราเป็นแบบนี้ตลอดไปค่ะ... ปลอดภัยและมีความสุข" จงเสี่ยวฉินพูดยิ้มๆ เฉินอวี่กอดเธอแน่นขึ้นและจูบที่หน้าผากของเธอ "แน่นอนครับ เราจะมีความสุขแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ"
ในวันต่อๆ มา ทั้งคู่ได้ไปเยือนสถานที่อีกมากมาย
พวกเขาไปอียิปต์เพื่อดูพีระมิดและมหาสฟิงซ์ ฟังไกด์เล่าเรื่องอารยธรรมอียิปต์โบราณ ไปแอฟริกาใต้เพื่อดู น้ำตกวิกตอเรีย อันยิ่งใหญ่และเฝ้าดูการอพยพของสัตว์ป่าในทุ่งหญ้าสะวันนา ไปโร้ดทริปที่อเมริกาตามแนวชายฝั่งตะวันตก เห็นสะพานเกลเดนเกตในซานฟรานซิสโกและนอนอาบแดดที่ชายหาดลอสแอนเจลิส และยังไปออสเตรเลียเพื่อดูซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ รวมถึงดำน้ำที่เกรตแบร์ริเออร์รีฟเพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำ
ทุกที่ที่ไป พวกเขาจะส่งโปสการ์ดไปให้เนี่ยนเนี่ยน กู้เจีย และหวังมานนี่ เพื่อแบ่งปันภาพทิวทัศน์และเรื่องราวที่น่าสนใจ
บางครั้งเนี่ยนเนี่ยนก็จะวิดีโอคอลมาหา เล่าเรื่องชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างตื่นเต้น และคอยถามว่าจุดหมายต่อไปคือที่ไหน เพราะเธออยากจะมาร่วมทริปด้วยเมื่อถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อน
กู้เจียและหวังมานนี่ก็ติดต่อมาบ่อยครั้ง กู้เจียบอกว่าธุรกิจโรงน้ำชาดีขึ้นเรื่อยๆ จนเปิดสาขาได้หลายแห่ง ส่วนหวังมานนี่บอกว่าเธอกับเจียงเฉินมีลูกสาวที่น่ารักหนึ่งคน และถ้าเด็กโตขึ้นอีกนิดเธอก็จะพาลูกไปเที่ยวรอบโลกเหมือนกัน
วันเวลาแห่งการเดินทางผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปปีกว่าแล้ว ทั้งคู่เดินทางผ่านไปสิบกว่าประเทศและเห็นทิวทัศน์มานับไม่ถ้วน แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่นิดเดียว
ในทางตรงกันข้าม พวกเขารู้สึกว่าช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้าน ถึงจะอยู่ด้วยกันบ่อยแต่ก็มักจะถูกขัดจังหวะด้วยเรื่องหยุมหยิมต่างๆ แต่ตอนนี้การได้ใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ได้เห็นโลกกว้าง ได้สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง และได้ช่วยกันแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเดินทาง กลับกลายเป็นความทรงจำร่วมกันที่มีค่าอย่างยิ่ง
มีครั้งหนึ่งที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ พวกเขาเจอพายุหิมะจนติดอยู่ในโรงแรมเล็กๆ บนภูเขา ข้างนอกนั้นลมและหิมะพัดกระหน่ำรุนแรง แต่ข้างในกลับอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ
ทั้งคู่นั่งล้อมรอบเตาผิง ดื่มโกโก้ร้อน มองดูหิมะนอกหน้าต่าง และพูดคุยถึงชีวิตที่ผ่านมาหลายปี
จงเสี่ยวฉินซบอยู่ในอ้อมแขนของเฉินอวี่แล้วพูดเบาๆ ว่า "เมื่อก่อนฉันคิดว่าชีวิตก็แค่การวนเวียนอยู่กับกิจวัตรประจำวัน ไม่นึกเลยว่าจะมีช่วงเวลาแบบนี้ด้วย"
"ตราบเท่าที่เราต้องการ ในอนาคตก็จะมีเวลาแบบนี้อีกเรื่อยๆ ครับ" เฉินอวี่กุมมือเธอไว้ "พอเราเที่ยวทุกที่ที่อยากไปจนครบแล้ว เราค่อยหาเมืองเล็กๆ ที่เราชอบสักแห่งเพื่อปักหลักอยู่ที่นั่น เราจะได้ตากแดด อ่านหนังสือ และเดินเล่นรอบๆ ด้วยกันทุกวัน แค่นี้ก็น่าจะดีมากแล้วครับ"
จงเสี่ยวฉินพยักหน้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ผ่านไปอีกครึ่งปี ในที่สุดทั้งคู่ก็จบการทริปรอบโลกและกลับสู่เมืองที่คุ้นเคย
ทันทีที่เข้าบ้าน พวกเขาก็เห็นเนี่ยนเนี่ยนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นพร้อมกระเป๋าเดินทางวางข้างกาย "ป๊า มี้ กลับมาแล้วเหรอคะ!"
เมื่อเห็นพวกเขา เนี่ยนเนี่ยนก็ลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ "หนูปิดเทอมพอดี เลยตั้งใจกลับมารอพวกคุณที่บ้านค่ะ"
จงเสี่ยวฉินรีบเดินเข้าไปกอดลูกสาวและตรวจดูอย่างละเอียด "โตขึ้นนะเนี่ย แต่ก็ผอมลงด้วย อยู่ที่โรงเรียนกินข้าวไม่ลงเหรอจ๊ะ?"
เนี่ยนเนี่ยนยิ้มตอบ "เปล่าค่ะ ที่โรงเรียนกับข้าวอร่อยจะตาย ว่าแต่กลับมาคราวนี้มีของอร่อยอะไรมาฝากหนูบ้างคะ?"
เฉินอวี่ยิ้มแล้วยกกระเป๋าเดินทางที่เต็มไปด้วยของฝากจากประเทศต่างๆ ออกมา "ทั้งหมดนี้ซื้อมาให้หนูเลยนะ มีช็อกโกแลตจากฝรั่งเศส บิสกิตจากอิตาลี แล้วก็ขนมจากญี่ปุ่นด้วย"
เนี่ยนเนี่ยนเปิดกระเป๋าดูอย่างมีความสุข พลางฟังพวกเขาเล่าเรื่องสนุกๆ ระหว่างเดินทาง ห้องนั่งเล่นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังไม่ขาดสาย
ในวันต่อๆ มา ทั้งสามคนก็ใช้ชีวิตเหมือนแต่ก่อน ทำกับข้าวด้วยกัน เดินเล่นในสวนสาธารณะด้วยกัน และดูหนังด้วยกัน
บางครั้ง กู้เจียและหวังมานนี่ก็จะพาครอบครัวมาเยี่ยมเยียน ทุกคนนั่งล้อมวงคุยกันเรื่องชีวิตของแต่ละคนและแบ่งปันความสุขให้แก่กัน
เมื่ออากาศดี เฉินอวี่จะพาจงเสี่ยวฉินไปเดินเล่นในสวนของโครงการ จูงมือกันเดินช้าๆ และคุยกันถึงแผนการในอนาคต
พวกเขายังอยากไปอีกหลายที่ ทั้งไปดูทิวลิปที่เนเธอร์แลนด์ในฤดูใบไม้ผลิ ดูใบเมเปิ้ลที่แคนาดาในฤดูใบไม้ร่วง และไปดูแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ในฤดูหนาว แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน พวกเขาจะอยู่ด้วยกัน จูงมือกันแบบนี้ และก้าวผ่านวันคืนที่สวยงามไปด้วยกันช้าๆ