เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 เศษสวะก็ต้องมีความฝัน เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมาเล่า!

บทที่ 52 เศษสวะก็ต้องมีความฝัน เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมาเล่า!

บทที่ 52 เศษสวะก็ต้องมีความฝัน เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมาเล่า!


บทที่ 52 เศษสวะก็ต้องมีความฝัน เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมาเล่า!

เป็นไปตามที่ฉินอู๋เหวยคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน

หลังจากหวังรุ่ยและเหล่าผู้นำตระกูลผู้ฝึกตนรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสำนักศึกษาจู๋เมิ่ง พวกเขาก็ทยอยแสดงท่าทีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

เริ่มแรกคือการจัดสรรที่ดินแปลงใหญ่ทางทิศตะวันตกของเมือง จากนั้นก็ส่งผู้คน ออกแรง และเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ช่วยเหลือในการก่อสร้าง

เวลาเพียงห้าวันสั้นๆ สถานศึกษาอันโอ่อ่ากว้างขวางและมีพื้นที่ขนาดมหึมาก็ถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสิ้น

ในที่ลับตาคน พวกหวังรุ่ยก็เคยปรึกษาหารือกัน

ในมุมมองของพวกเขา นี่ก็เป็นเพียงการกระทำอันเพ้อฝันของเจ้าเมืองหนุ่ม ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ใดๆ ได้เลย และพวกเขาก็ยินดีที่จะเห็นจวนเจ้าเมืองสิ้นเปลืองพละกำลังไปกับเรื่องพรรค์นี้ ตราบใดที่ไม่มายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของพวกเขาก็พอแล้ว

ส่วนสำนักศึกษาจู๋เมิ่งนั่น รับสมัครกลุ่มเศษสวะเข้ามา จะมีประโยชน์อันใด!

......

"อู๋เหวย เร็วเข้า เร็วเข้า!"

"วันนี้เป็นวันรับสมัครศิษย์ของสำนักศึกษาจู๋เมิ่ง เจ้าที่เป็นถึงเจ้าเมืองจำเป็นต้องไปเผยโฉมหน้าสักหน่อย เพื่อช่วยรักษาหน้าตาให้แก่พวกเรา!"

"หากสามารถขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ได้สักรอบ นั่นย่อมดีที่สุด!"

เช้าตรู่ ฉินหมิงเซวียนก็มาเรียกบุตรชาย เร่งเร้าไม่ขาดปาก

หลี่ม่านเหยาก็วิ่งเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นฉินอู๋เหวยยังคงนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียง นางก็ยื่นมือออกไปบิดหูเขาทันที

"เจ็บๆๆ!"

"ท่านแม่ ผู้ใดกันที่บอกว่าบุตรชายเติบโตแล้ว ควรต้องให้เกียรติกัน? ลั่นวาจาแล้วจะคืนคำมิได้นะ!"

"ปล่อยมือเถิด! ข้าลุกแล้ว!"

ฉินอู๋เหวยลูบหูที่แดงเถือกของตนเอง ลุกขึ้นจากเตียงอย่างจนใจ

เงินก็เป็นเขาที่จ่าย สำนักศึกษาจู๋เมิ่งก็เป็นเขาที่หาคนมาก่อสร้าง อยากจะทำตัวเป็นเถ้าแก่ที่ไม่ต้องลงมือทำสิ่งใด ไฉนจึงยากเย็นถึงเพียงนี้?!

"เรื่องกล่าวสุนทรพจน์ช่างมันเถิด ตัวข้านั้นไม่ชอบกรอกยาหอมให้ผู้อื่น"

"แต่ข้าสามารถเขียนคำกลอนคู่ได้"

"หนานกงเหมี่ยว นำพู่กันมา!"

ฉินอู๋เหวยลุกขึ้นไปล้างหน้าบ้วนปาก หันหน้าไปสั่งการ

"นายท่าน มาแล้วเจ้าค่ะ!"

หนานกงเหมี่ยวถือกระดาษและพู่กันเดินเข้ามา นางฝนหมึกอยู่ด้านข้างอย่างว่าง่าย

"เศษสวะก็ต้องมีความฝัน เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมาเล่า?"

"ความหมายของคำกลอนคู่นี้ไม่เลวเลย ติดก็แต่ตัวอักษรพวกนี้ช่างอัปลักษณ์ไปสักหน่อย!"

เมื่อมองดูตัวอักษรโย้เย้ที่ดูดีกว่าอักษรลูกอ๊อดเพียงไม่เท่าใด มุมตาของฉินหมิงเซวียนก็กระตุก เอ่ยวิพากษ์วิจารณ์ออกมา

หลี่ม่านเหยาก็เงยหน้ามองฟ้า กลอกตาบน หากไม่ใช่บุตรชายของตนเอง นางคงไม่นำคำกลอนคู่เช่นนี้ไปแขวนไว้ที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาจู๋เมิ่งเป็นแน่

"รีบหาคนมาแกะสลักลวดลาย แล้วนำไปทำเป็นป้ายหิน มิเช่นนั้นข้าก็จะไม่ไป!"

ฉินอู๋เหวยที่ถูกบ่นรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง จนกระทั่งหลี่ม่านเหยาเริ่มมีน้ำโหและเตรียมจะบิดหูอีกครั้ง เขาจึงรีบพุ่งพรวดออกไปจากบ้าน

เมื่อเดินทางมาถึงทิศตะวันตกของเมือง ก็เห็นสถานศึกษาอันโอ่อ่ากว้างขวางปรากฏแก่สายตา

บัดนี้สำนักศึกษาจู๋เมิ่งแห่งนี้ได้กลายเป็นสถาปัตยกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฝั่งตะวันตกไปแล้ว ผนวกกับวันนี้เป็นวันรับสมัครศิษย์อย่างเป็นทางการ จึงเห็นว่าที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษามีกลุ่มชาวบ้านธรรมดาสามัญมารวมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่ หลายคนยังพาบุตรหลานของตนมาด้วย พวกเขามักจะเขย่งเท้าชะเง้อคอมองอยู่เป็นระยะๆ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างแรงกล้า

แม้แต่หวังรุ่ยและเหล่าผู้นำตระกูลผู้ฝึกตนเมื่อได้ยินข่าวก็ยังเดินทางมา พวกเขาทยอยนำของขวัญแสดงความยินดีมาด้วย ถือเป็นการไว้หน้าอย่างยิ่ง

"ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังจากทุกท่าน สำนักศึกษาจู๋เมิ่งจึงมีวันนี้ได้!"

"ข้ามีข้อเสนอแนะประการหนึ่ง ผู้นำตระกูลทุกท่านสามารถแขวนป้ายชื่อตำแหน่งกิตติมศักดิ์ไว้ในสำนักศึกษาจู๋เมิ่งได้ นับจากนี้เป็นต้นไป พวกท่านก็คือผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของสำนักศึกษาจู๋เมิ่ง"

ฉินอู๋เหวยแย้มยิ้มเดินเข้าไป ทักทายหวังรุ่ยและเหล่าผู้นำตระกูลผู้ฝึกตน

ต้องยอมรับเลยว่า ในด้านการก่อสร้างสำนักศึกษาจู๋เมิ่ง ตระกูลผู้ฝึกตนใหญ่ๆ ล้วนออกแรงไปไม่น้อยจริงๆ

หากปราศจากความช่วยเหลือจากพวกเขา สำนักศึกษาจู๋เมิ่งย่อมไม่มีทางก่อสร้างได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

แน่นอนว่า เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการที่เมืองฝั่งตะวันตกเป็นสลัมมาตั้งแต่ต้น จึงมีที่ดินรกร้างว่างเปล่าอยู่เป็นจำนวนมาก

หากเป็นในเมืองฝั่งตะวันออกที่ที่ดินมีค่าดั่งทองคำ โดยเฉพาะในเขตตลาดการค้าของผู้ฝึกตน การจะลงมือขุดดินสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ พวกหวังรุ่ยคงไม่พูดจากันง่ายๆ เช่นนี้ อย่าว่าแต่จะช่วยเหลือเลย แค่ไม่ลอบขัดขาก็นับว่าประเสริฐมากแล้ว

"ข้อเสนอแนะนี้ดีเยี่ยม!"

"สมดั่งที่ท่านเจ้าเมืองปรารถนา พวกเราล้วนยินดีที่จะเป็นผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ผู้นี้!"

"หากวันใดมีเวลาว่าง พวกเราก็สามารถมาที่สำนักศึกษา เพื่อชี้แนะเหล่าศิษย์ได้สักหน่อย!"

พวกหวังรุ่ยสบตากัน จากนั้นก็หัวเราะลั่น ตกปากรับคำอย่างเบิกบานใจ

เกี้ยวสวยคนหามคน ตราบใดที่เจ้าเมืองไม่แตะต้องทรัพย์สินของพวกเขา พวกเขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือเพื่อรักษาหน้าตาให้

ในขณะที่ฉินอู๋เหวยกำลังสนทนาสัพเพเหระกับพวกหวังรุ่ยอยู่นั้น การคัดกรองรับสมัครศิษย์ของสำนักศึกษาจู๋เมิ่งก็เริ่มต้นขึ้น

สิ่งแรก และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือการทดสอบรากวิญญาณ

ภายใต้การดูแลของอาจารย์ประจำสำนักศึกษาที่ถูกจ้างวานมา กลุ่มคนธรรมดาสามัญในบริเวณนั้นต่างพาเด็กวัยที่เหมาะสมของตนมาเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ เรียงคิวยาวเหยียดจนสุดลูกหูลูกตา บ่งบอกให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของเหล่าชาวบ้าน

"ไม่มีรากวิญญาณ!"

"ไม่มีรากวิญญาณ!!"

"ไม่มีรากวิญญาณ!!!"

ภายใต้สายตาของมวลชน เด็กน้อยหลายคนเดินเข้าไปในค่ายกลเวททดสอบรากวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ

ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งกระตุ้นปฏิกิริยาของค่ายกลเวททดสอบรากวิญญาณได้ ปรากฏแสงสี่สี ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ขึ้นมา

รากวิญญาณเบ็ดเตล็ด!

ฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบๆ ส่งเสียงโห่ร้องยินดีในตอนแรก จากนั้นก็ทอดถอนใจออกมา

ในแคว้นใต้อาณัติของผู้ฝึกตนอย่างแคว้นเซี่ย แม้แต่คนธรรมดาสามัญก็ยังมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการฝึกตนอยู่บ้าง ล้วนเข้าใจดีว่าพรสวรรค์ในการฝึกตนเช่นนี้นับว่าธรรมดายิ่งนัก ยากที่จะมีความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังรุ่ยและเหล่าผู้นำตระกูลผู้ฝึกตนก็สบตากัน ล้วนมองเห็นรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของอีกฝ่าย

ก่อนที่จะมา พวกเขาก็คาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้แล้ว มนุษย์ธรรมดาสามัญมีพรสวรรค์ที่ราบเรียบ ผู้ครอบครองรากวิญญาณมีไม่ถึงหนึ่งในพัน แม้ว่านานๆ ทีจะมีสักคน ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นรากวิญญาณเบ็ดเตล็ด ไม่คุ้มค่าที่จะฟูมฟักเลยแม้แต่น้อย

มิเช่นนั้น พวกเขาคงตั้งสำนักศึกษาของตนเองไปตั้งนานแล้ว

"ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าได้กลายเป็นศิษย์คนแรกของสำนักศึกษาจู๋เมิ่งแล้ว!"

ฉินอู๋เหวยแย้มยิ้มเล็กน้อย ประกาศด้วยน้ำเสียงดังกังวาน

สถานการณ์เช่นนี้ก็อยู่ในความคาดหมายของเขาเช่นกัน จึงไม่ได้มีความรู้สึกผิดหวังใดๆ

ฉินหมิงเซวียนและหลี่ม่านเหยาก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม ภายใต้การเกลี้ยกล่อมและชี้แนะของบุตรชาย พวกเขาเข้าใจจุดประสงค์ในการก่อตั้งสำนักศึกษาจู๋เมิ่งแล้ว อีกทั้งยังทำใจให้สงบ เตรียมตัวที่จะก้าวไปทีละก้าว

ใครจะคาดคิด ในเวลานี้เอง เมื่อเด็กชายคนหนึ่งก้าวไปยืนอยู่ตรงใจกลางค่ายกลเวททดสอบรากวิญญาณ จู่ๆ ก็มีลำแสงอันเจิดจรัสสาดส่องออกมา ตามมาด้วยสีสองสีคือน้ำแข็งและเปลวเพลิง

"รากวิญญาณแท้จริง?!"

"ยังเป็นรากวิญญาณกลายพันธุ์ธาตุน้ำแข็งและเปลวเพลิงอีกด้วย!"

"ต้นกล้าชั้นยอดเลยนี่!"

สีหน้าของพวกหวังรุ่ยแปรเปลี่ยนไป พวกเขารู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง นึกไม่ถึงเลยว่าพิธีทดสอบรากวิญญาณเช่นนี้ จะปรากฏต้นกล้าชั้นยอดขึ้นมาจริงๆ

หลังจากตกตะลึง ภายในใจของพวกหวังรุ่ยก็ร้อนรุ่มขึ้นมา ต่างทยอยหวั่นไหว มีเจตนาจะดึงตัวต้นกล้าชั้นยอดผู้นี้เข้าไปในตระกูลของตน

แม้จะกล่าวว่ารากวิญญาณแท้จริงไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับรากวิญญาณสวรรค์ได้ แต่ก็นับว่าหายากยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นภายในยังมีธาตุน้ำแข็งซึ่งเป็นรากวิญญาณกลายพันธุ์อีกด้วย ศักยภาพช่างมหาศาล คุ้มค่าที่จะฟูมฟักอย่างแน่นอน

ต้นกล้าชั้นยอดเช่นนี้ ตราบใดที่เติบโตขึ้นมา นั่นก็คือกองกำลังหลักของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเลยทีเดียว

ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะเอ่ยปากพูด ก็ถูกประโยคเดียวของฉินอู๋เหวยอุดปากเสียแล้ว "ทุกท่าน อย่าลืมสิว่าพวกท่านเป็นถึงผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของสำนักศึกษาจู๋เมิ่ง คงไม่คิดจะแย่งคนไปจากสำนักศึกษาของตนเองหรอกกระมัง?!"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าแก่ชราของพวกหวังรุ่ยก็แดงก่ำ แต่ละคนล้วนรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่ง

ที่แท้การที่ยอมให้พวกเขาเป็นผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ ก็เพื่อมาขุดหลุมพรางดักทางพวกเขาตรงนี้นี่เอง?!

จบบทที่ บทที่ 52 เศษสวะก็ต้องมีความฝัน เผื่อว่าวันหนึ่งมันจะเป็นจริงขึ้นมาเล่า!

คัดลอกลิงก์แล้ว