- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 35 นามที่แท้จริงของข้าคือ หมิงหุน!
บทที่ 35 นามที่แท้จริงของข้าคือ หมิงหุน!
บทที่ 35 นามที่แท้จริงของข้าคือ หมิงหุน!
บทที่ 35 นามที่แท้จริงของข้าคือ หมิงหุน!
"ไปกันเถอะ!"
"ข้าจะพาพวกเจ้าไปเปิดหูเปิดตาดูโฉมหน้าที่แท้จริงของถ้ำมารยุคโบราณ"
"ก่อนตายก็จะให้พวกเจ้าได้เปิดหูเปิดตาเสียหน่อย!"
เฒ่าเว่ยแสยะยิ้มเย็นชา เขาหิ้วปีกองค์ชายสามเซี่ยซิวเสียนที่หวาดกลัวจนแข้งขาอ่อนแรงราวกับกำลังหิ้วไก่ที่รอการเชือด
เหตุผลที่เขายังไม่ลงมือสังหารในทันที เป็นเพราะเกรงกลัวว่าทางจักรพรรดิเซี่ยจะได้รับเบาะแสบางอย่างผ่านทางป้ายหยกประจำตัว แล้วส่งคนรุดหน้ามาที่นี่ในทันที
เดินเรือด้วยความระมัดระวังย่อมไปได้ไกลนับหมื่นปี
วางแผนเตรียมการและอดทนอย่างขมขื่นมาถึงสิบปี เขาไม่ต้องการให้เกิดตัวแปรใดๆ ขึ้นทั้งสิ้น
ในระหว่างที่กล่าววาจา เฒ่าเว่ยก็หันไปมองฉินอู๋เหวยแวบหนึ่ง นัยน์ตาทอประกายเย็นเยียบ
"ข้าเดินนำเอง!"
ฉินอู๋เหวยรู้ตัวดี เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปในถ้ำมารยุคโบราณเป็นคนแรก โดยไม่มีท่าทีว่าจะหลบหนีหรือต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นคาวเลือดอันคละคลุ้งก็พวยพุ่งเข้าเตะจมูก
พร้อมกันนั้น ภาพอันน่าสะพรึงกลัวชวนให้ขนลุกขนพองก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
เบื้องหน้าเต็มไปด้วยกองกระดูกขาวโพลนปูลาดไปทั่วบริเวณ ล้วนเป็นผู้ฝึกตนจากเมืองสือโถวที่ถูกโยนลงมาก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับสิ่งใด ถึงได้กลายสภาพเป็นซากกระดูกแห้งกรังภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เลือดเนื้อทั่วทั้งร่างของพวกเขาถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว
ภายในถ้ำมารยุคโบราณแห่งนี้มีสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่?
คงไม่ได้มีสัตว์ประหลาดมารร้ายที่น่ากลัวหลงเหลืออยู่หรอกกระมัง?!
ฉินอู๋เหวยใจเต้นระรัว ลอบระแวดระวังตัว
ตามบันทึก 'พงศาวดารจงโจว' ระบุไว้ว่า มารร้ายส่วนใหญ่มักมาจากขุมนรกจิ่วโยว เมื่อหมื่นปีก่อน แดนจงโจวเคยเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ มารร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนพังทลายค่ายกลข้ามมิติมายังโลกเบื้องบน พวกมันบ้าคลั่งเข่นฆ่าและกลืนกินเลือดเนื้อ สิ่งมีชีวิตล้วนตกอยู่ในห้วงทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตน ล้วนถูกเข่นฆ่าสังหารอย่างทารุณ
จนกระทั่งบรรดาผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงได้ร่วมมือกันออกโรง กวาดล้างมารร้ายและเสริมความแข็งแกร่งให้กับค่ายกลปิดผนึก จึงสามารถยุติภัยพิบัติในครั้งนั้นลงได้
บางที ถ้ำมารยุคโบราณแห่งนี้อาจถูกทิ้งร้างไว้ตั้งแต่ช่วงเวลานั้นก็เป็นได้
สามารถรอดพ้นสายตาของผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น และยังคงดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันได้ เช่นนั้นมารร้ายที่อยู่ภายในถ้ำมารยุคโบราณแห่งนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉินอู๋เหวยก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้ว
ความอยากรู้อยากเห็นนำพาหายนะมาสู่ตัวจริงๆ ด้วย
ถ้ารู้ล่วงหน้าแบบนี้ บางทีการลอบจู่โจมที่ปากถ้ำอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
แต่ฉินอู๋เหวยเป็นคนเด็ดขาดมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ย่อมไม่เก็บมานึกเสียใจภายหลัง เขารีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป และจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า
"ไม่ต้องกลัวไป"
"ถ้ำมารยุคโบราณแห่งนี้ถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว ทั้งยังถูกผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่เสริมความแข็งแกร่งให้กับค่ายกลปิดผนึก ย่อมไม่มีมารร้ายที่ยังมีชีวิตตัวใดสามารถฝ่าค่ายกลออกไปได้หรอก"
เฒ่าเว่ยรู้สึกพึงพอใจกับท่าทีให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันของฉินอู๋เหวยเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยปากปลอบโยนออกมาประโยคหนึ่ง
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินอู๋เหวยก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังคงไม่กล้าประมาท
คำพูดของเฒ่าเว่ย ฟังหูไว้หูก็พอ เชื่อหมดไม่ได้
ไม่มีมารร้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วเลือดเนื้อของผู้ฝึกตนกว่าสามพันชีวิตในเมืองสือโถวหายไปไหนหมดกันล่ะ?!
เฒ่าเว่ยไม่ได้อธิบายสิ่งใดต่อ แต่กลับเร่งฝีเท้า มุ่งตรงเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำมารอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่นั่นกำลังดึงดูดใจเขาอยู่
หลังจากเดินเท้าไปได้ประมาณหนึ่งก้านธูป ทัศนวิสัยเบื้องหน้าก็เปิดกว้างขึ้น ปรากฏเป็นถ้ำหินขนาดมหึมา
เฒ่าเว่ยยกมือขึ้น เพลิงนรกานต์สีเขียวเข้มกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าก็ลอยขึ้นมา ส่องสว่างไปทั่วทั้งถ้ำหิน
"ซี๊ด!"
เมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน ฉินอู๋เหวยก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก แม้เขาจะเป็นคนขวัญกล้าเทียมฟ้า แต่ก็ยังถูกภาพตรงหน้าทำให้ตกใจจนแทบสิ้นสติ
เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกล มีสระเลือดขนาดมหึมาแห่งหนึ่งกำลังเดือดปุดๆ ราวกับลาวาที่กำลังปะทุ
ลางๆ ยังคล้ายกับได้ยินเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญของดวงวิญญาณนับไม่ถ้วน
ณ ใจกลางสระเลือด มีโครงกระดูกสีขาวสล้างดุจหยกชิ้นหนึ่งลอยผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ ดูแล้วชั่วร้ายแปลกประหลาดยิ่งนัก
"โครงกระดูกมารเทวะ!"
"เจ้านี่มันกำลังเล่นกับไฟชัดๆ!"
"หากปลุกมารเทวะจากขุมนรกจิ่วโยวให้ตื่นขึ้นมา พวกเราทุกคนได้ตายกันหมดแน่!"
องค์ชายสามเซี่ยซิวเสียนดูเหมือนจะล่วงรู้สิ่งใดบางอย่าง เขาแหกปากร้องตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว
"ยังรู้จักโครงกระดูกมารเทวะด้วยหรือ? ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ!"
"ข้าเข้าใจแล้ว มิน่าเล่าเจ้าถึงสามารถหาตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำมารยุคโบราณได้อย่างแม่นยำ ที่แท้กระดูกนิ้วมารเทวะที่สูญหายไปก็อยู่ที่ตัวเจ้านี่เอง"
"เจ้าจงส่งมันมาแต่โดยดีจะดีกว่า อย่าบีบบังคับให้ข้าต้องลงมือสังหารเจ้าในตอนนี้!"
เฒ่าเว่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าก็พลันกระจ่างแจ้ง
เมื่อเผชิญกับสายตาสีเลือดที่แทบจะฆ่าคนได้ของเฒ่าเว่ย องค์ชายสามเซี่ยซิวเสียนก็รีบกระตุ้นแหวนเก็บสมบัติ หยิบกระดูกนิ้วชิ้นนั้นออกมา
แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม "ผู้อาวุโสเว่ย ท่านอย่าได้พยายามปลุกโครงกระดูกมารเทวะนั่นให้ตื่นขึ้นมาเด็ดขาด เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ใช่แค่ท่านกับข้า แต่รวมไปถึงแคว้นเซี่ย หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งทวีปจงโจว จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอน!"
"เจี๊ยก เจี๊ยก!"
"ข้ามันก็แค่คนใกล้ตาย จะไปสนใจน้ำท่วมหลังความตายทำไมกันเล่า?!"
"อีกอย่าง เกรงว่าเจ้าคงยังไม่รู้ ข้าได้กลายเป็นข้ารับใช้ของมารเทวะมาตั้งนานแล้ว!"
เฒ่าเว่ยระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขายื่นมือออกไปคว้ากระดูกนิ้วมารเทวะชิ้นนั้น แล้วก้าวเดินไปหาโครงกระดูกมารเทวะที่ลอยผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางสระเลือดทีละก้าว
กระดูกนิ้วมารเทวะชิ้นนั้นคล้ายกับสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของร่างต้น มันพลันแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง พุ่งเข้าหลอมรวมกับนิ้วก้อยมือขวาที่หักไปของโครงกระดูกมารเทวะ
ในที่สุด หลังจากผ่านพ้นมานับหมื่นปี โครงกระดูกมารเทวะก็กลับมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติอีกครั้ง
มือขวาของโครงกระดูกมารเทวะที่สมบูรณ์แบบดูเหมือนจะขยับเขยื้อนเล็กน้อย ทันใดนั้นก็เห็นระดับเลือดในสระลดฮวบลงไปอย่างรวดเร็ว เลือดทั้งหมดถูกโครงกระดูกมารเทวะดูดกลืนเข้าไปอย่างน่าประหลาด
"เจี๊ยก เจี๊ยก!"
"โครงกระดูกมารเทวะเริ่มฟื้นฟูแล้ว!"
"ต้องขอบคุณเจ้า แผนการของข้าขยับเข้าใกล้ความจริงไปอีกก้าวใหญ่!"
เฒ่าเว่ยหัวเราะเสียงแหลมอย่างประหลาด เขาตื่นเต้นยินดียิ่งนัก
การได้กระดูกนิ้วมารเทวะที่สูญหายกลับคืนมา สำหรับเขาแล้ว นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง
ตอนนี้เขายิ่งมีความมั่นใจในแผนการขั้นต่อไปมากขึ้นไปอีก
"บ้าไปแล้ว!"
"เจ้านั่นมันบ้าไปแล้ว! นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!"
"โครงกระดูกมารเทวะใช่สิ่งที่จะปลุกขึ้นมาได้ง่ายๆ หรือ?!"
องค์ชายสามเซี่ยซิวเสียนที่อยู่ริมสระเลือดตัวสั่นงันงก หวาดกลัวยิ่งกว่าตอนที่ได้เห็นผู้ฝึกตนกว่าสามพันคนถูกบูชายัญเลือดเสียอีก
"ไม่ใช่มารร้าย? แต่เป็นโครงกระดูกมารเทวะหรือ?!"
ฉินอู๋เหวยขมวดคิ้วเล็กน้อย เนื่องจากข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน เขาจึงมีความรู้เกี่ยวกับโครงกระดูกมารเทวะไม่มากนัก แต่ดูจากท่าทางขององค์ชายสามเซี่ยซิวเสียน ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
อีกอย่างก็คือ แม้เขาจะยืนอยู่ริมฝั่ง ห่างออกไปพอสมควร แต่ก็ยังรู้สึกใจสั่นระรัว ราวกับว่าวินาทีถัดไปจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย
"ฉินอู๋เหวย รีบไปหยุดเจ้านั่นเร็วเข้า!"
องค์ชายสามเซี่ยซิวเสียนหวาดกลัวจนพูดจาไม่รู้เรื่อง เริ่มเพ้อเจ้อออกมา
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินอู๋เหวยก็กรอกตาบน คร้านจะเอ่ยปากตอบโต้
หยุดบ้าอะไรล่ะ หนีเอาชีวิตรอดต่างหากถึงจะเป็นเรื่องจริง
ฉินอู๋เหวยมองดูเฒ่าเว่ยที่กำลังก้าวเดินไปใจกลางสระเลือดทีละก้าว ก่อนจะหันกลับไปมองเส้นทางด้านหลัง เขารู้สึกลังเลใจเล็กน้อย
ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นจังหวะที่ดีในการหลบหนี แต่โครงกระดูกมารเทวะที่ลอยผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในสระเลือดนั้นดูชั่วร้ายแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
หากเดาไม่ผิด เลือดเนื้อบนร่างของผู้ฝึกตนเมืองสือโถวที่ถูกบูชายัญเหล่านั้น น่าจะถูกโครงกระดูกมารเทวะกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว
ประกอบกับกระดูกนิ้วมารเทวะที่สูญหายก็ถูกตามกลับมาได้แล้ว การฟื้นฟูย่อมก้าวหน้าไปอีกขั้น
หากตอนนี้เขาหันหลังวิ่งหนี จะไม่เผชิญกับการไล่ล่าสังหารจากทั้งเฒ่าเว่ยและโครงกระดูกมารเทวะหรอกหรือ?
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันก็คงจะโง่เขลาเกินไปแล้ว
ในขณะที่ฉินอู๋เหวยกำลังขบคิดคำนวณอย่างรวดเร็วอยู่นั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!
เห็นเพียงโครงกระดูกมารเทวะในสระเลือดที่กำลังฟื้นฟูอยู่นั้น ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับเปล่งเสียงคำรามต่ำออกมา
"นามที่แท้จริงของข้าคือ หมิงหุน!"
......