- หน้าแรก
- เซียนอมตะเจ้าสำราญ
- บทที่ 25 สัตว์อสูรหนอนโลหิตที่คลุ้มคลั่งกระหายเลือด
บทที่ 25 สัตว์อสูรหนอนโลหิตที่คลุ้มคลั่งกระหายเลือด
บทที่ 25 สัตว์อสูรหนอนโลหิตที่คลุ้มคลั่งกระหายเลือด
บทที่ 25 สัตว์อสูรหนอนโลหิตที่คลุ้มคลั่งกระหายเลือด
หอเซียวเหยาสูงตระหง่านห้าจั้ง ตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองสือโถว
ทิวทัศน์บนชั้นห้านั้นยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์ สามารถมองเห็นทั่วทั้งเมืองได้รอบทิศ
ในยามปกติเวลาว่างเปล่าไม่มีอันใดทำ สิ่งที่ฉินอู๋เหวยชอบทำมากที่สุดก็คือ การให้หนานกงเหมี่ยวชงชามาหนึ่งป้าน นั่งจิบอย่างละเมียดละไมริมหน้าต่าง ทอดสายตามองลงไปยังทั่วทั้งเมือง ช่างมีสุนทรียภาพไปอีกแบบ
"นายท่าน รายได้ในบัญชีช่วงหลายวันนี้ดูไม่ค่อยดีนัก ช่วงนี้มีเพียงสามสิบกว่าก้อนหินวิญญาณขั้นต่ำเท่านั้นเจ้าค่ะ"
หนานกงเหมี่ยวขมวดคิ้วเรียวสวย ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววความกังวลจางๆ
เมื่อไม่นานมานี้ ธุรกิจของหอเซียวเหยารุ่งเรืองมาก แต่ละวันมีรายได้เข้าบัญชีอย่างน้อยห้าสิบก้อนหินวิญญาณขั้นต่ำ
ช่วงนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป ลูกค้าเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ
"นายท่าน พวกสาวๆ ยังได้ยินข่าวลือซุบซิบมาบ้าง ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่"
เมื่อพูดถึงตอนท้าย หนานกงเหมี่ยวก็กัดริมฝีปากแดงระเรื่อ ความกังวลยิ่งทวีคูณ
ตอนนี้หลายคนกำลังพูดกันว่า สัตว์อสูรหนอนโลหิตในส่วนลึกของทะเลทรายเริ่มคลุ้มคลั่งกระหายเลือดมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะลุกลามออกมายังรอบนอก
หากเป็นไปตามแนวโน้มนี้ ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง เมืองสือโถวอาจจะต้องเผชิญกับการถูกสัตว์อสูรหนอนโลหิตปิดล้อมโจมตี
"ข้าเองก็ได้ยินมาบ้าง"
เมื่อได้ยินดังนั้น มุมปากของฉินอู๋เหวยก็ยกขึ้นเล็กน้อย
การเปิดหอนางโลมยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือหูตากว้างไกล
หากตั้งใจ ก็สามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่มีค่าได้มากมาย
อย่างที่หนานกงเหมี่ยวกังวล หากกองทัพสัตว์อสูรหนอนโลหิตบุกมาประชิดกำแพงเมืองจริงๆ มันคงจะอันตรายมากทีเดียว
อย่ามองเพียงว่าเมืองสือโถวนั้นมีขนาดใหญ่และกำแพงเมืองก็สูงตระหง่าน แต่แท้จริงแล้วมันคือเมืองที่ไร้การป้องกัน แม้แต่ค่ายกลเวทป้องกันก็ยังไม่มีสักค่าย
และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้คนในเมืองสือโถวส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกตนอิสระที่มาขุดทอง พวกเขาไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันใดๆ กับเมืองสือโถวเลย การหวังพึ่งคนพวกนี้ให้สู้ถวายหัวเพื่อปกป้องเมืองสือโถว ช่างไร้เดียงสาเกินไปนัก
มีประโยคหนึ่งที่ฉินอู๋เหวยไม่ได้เอ่ยออกไป นั่นก็คือหากมีวันนั้นจริงๆ เขาที่เป็นเจ้าเมืองคนนี้แหละ จะหนีไวกว่าใครเพื่อน...
"จ้าวซือชงกลับมาแล้ว?!"
เมื่อสังเกตเห็นความวุ่นวายเล็กน้อยที่ประตูเมือง ฉินอู๋เหวยก็เพ่งมองไป และเห็นร่างที่คุ้นตาเดินออกมาจากฝูงชน
ว่ากันตามตรงแล้ว นับตั้งแต่ล้มเหลวในการยึดครองหอเซียวเหยา จ้าวซือชงก็นำพากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งออกจากเมืองสือโถว มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลทราย
การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลากว่าสามเดือน พวกเขาอยู่ในส่วนลึกของทะเลทรายเป็นเวลานาน และเพิ่งจะกลับมาเอาป่านนี้
อีกประการหนึ่ง ดูเหมือนว่าจ้าวซือชงจะอยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมอย่างยิ่ง
"พี่ใหญ่จ้าว นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"
"แล้วบรรดาสหายของท่านเล่า? หม่าลิ่วกับคนอื่นๆ ไม่ได้ไปกับท่านด้วยหรือ?"
"พี่ใหญ่จ้าว ท่านบาดเจ็บหรือนี่?"
กลุ่มคนในเมืองสือโถวแห่กรูเข้าไปล้อมรอบ ดูเหมือนห่วงใย ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาต้องการหยั่งเชิงข่าวคราวจากส่วนลึกของทะเลทราย
ตอนนี้ในเมืองมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว พูดกันไปต่างๆ นานา ทำให้ผู้คนหวาดผวา
ผู้ฝึกตนอิสระหลายคนที่จัดตั้งกลุ่มเตรียมตัวมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลทรายเพื่อล่าสัตว์อสูรหนอนโลหิต ต่างก็เกิดความลังเล ไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า
และก็ยังมีพวกตาขาวบางคน ถึงกับตัดสินใจเดินทางจากไป ล้มเลิกความตั้งใจขุดทองเสียด้วยซ้ำ
"อย่าพูดถึงเลย ตายเรียบ!"
"สิบคนในกลุ่ม มีเพียงข้าคนเดียวที่โชคดีรอดชีวิตกลับมาได้"
"พวกสัตว์อสูรหนอนโลหิตบัดซบพวกนั้นไม่รู้ไปโดนอะไรกระตุ้นเข้า พอเห็นคนก็กระโจนเข้ากัดอย่างบ้าคลั่ง ไม่กลัวตาย ฆ่าอย่างไรก็ฆ่าไม่หมด เผลอเพียงนิดเดียวก็จะถูกพวกมันรุมล้อม"
"ก่อนที่จะรู้แน่ชัดว่ามันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้น บิดาผู้นี้จะไม่เหยียบไปที่สถานที่ผีสิงนั่นอีกเป็นอันขาด!"
จ้าวซือชงสบถด่าอย่างหยาบคาย เงยหน้าขึ้นมองหอเซียวเหยาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จากนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ในดวงตาฉายประกายความเคียดแค้นที่วาบขึ้นมาเพียงชั่ววูบ
การออกล่าในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการขุดทองที่ควรจะได้กำไรมหาศาล
อาศัยประสบการณ์อันยาวนานที่สั่งสมมา บวกกับความแข็งแกร่งของคนในกลุ่มที่ไม่เลวเลย พวกเขาเคยขุดทรายทองได้เป็นจำนวนมาก
แต่แล้วไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเขากลับหลงทางในส่วนลึกของทะเลทราย และถูกโจมตีอย่างบ้าคลั่งจากสัตว์อสูรหนอนโลหิตจำนวนนับไม่ถ้วน
ช่วงเวลาอันยาวนานหลังจากนั้น อย่าว่าแต่ขุดทองเลย พวกเขาต้องเหน็ดเหนื่อยกับการรับมือวงล้อมของกองทัพสัตว์อสูรหนอนโลหิต จนกลายเป็นฝ่ายที่ถูกล่าเสียเอง
จนกระทั่งสุดท้าย มีเพียงเขาผู้เดียวที่อาศัยระดับพลังขั้นสูงสุด พุ่งฝ่าเส้นทางสายเลือดหนีตายกลับมาได้
นี่ก็เพราะเขาดึงหม่าลิ่วและคนอื่นๆ มาเป็นโล่เนื้อและเหยื่อล่อ แน่นอนว่าเรื่องสกปรกที่ทำลงไปในที่ลับเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางปริปากพูดออกไป
หลังจากหนีรอดจากความตาย จ้าวซือชงก็วางแผนว่าจะพักฟื้นสักสองสามวัน จากนั้นก็จะออกจากเมืองสือโถว และแน่นอนว่าจะไม่หวนกลับมาอีกในระยะเวลาอันสั้น
"จ้าวซือชงกล่าวไว้เช่นนั้นหรือ?"
ฉินอู๋เหวยจงใจไปหาเฒ่าเว่ย เพื่อสอบถามสถานการณ์ที่แน่ชัด
เมื่อครู่อยู่บนชั้นบน เขาเห็นเพียงว่าจ้าวซือชงมีสภาพที่ทุลักทุเลมาก แต่ไม่ได้รู้เลยว่าเกิดอันใดขึ้น
"เจ้าเมือง ตอนนี้เมืองสือโถวผู้คนกำลังอกสั่นขวัญแขวน คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว ท่านต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ แล้ว"
"และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ จ้าวซือชงผู้นั้นเป็นพวกแค้นต้องชำระ ช่วงหลายวันนี้ท่านควรจะระมัดระวังตัวเอาไว้สักหน่อยก็ดี"
เฒ่าเว่ยส่ายหน้าและถอนหายใจ
ไม่ใช่แค่กลุ่มของจ้าวซือชงเท่านั้น กองกำลังอื่นๆ ก็พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมาเช่นกัน มีผู้คนล้มตายไปไม่น้อย
ไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในส่วนลึกของทะเลทราย แต่มีสัญญาณหนึ่งที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือสัตว์อสูรหนอนโลหิตเริ่มบ้าคลั่งและกระหายเลือดอย่างหนัก ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะแพร่กระจายจนกลายเป็นภัยพิบัติ
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
ฉินอู๋เหวยพยักหน้ารับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ดังคำกล่าวที่ว่า วิญญูชนไม่ยืนใต้กำแพงร้าว
หากสถานการณ์ยังคงเลวร้ายลงเรื่อยๆ เขาก็เตรียมตัวเผ่นหนีแล้ว
อย่างไรเสีย ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาก็หาหินวิญญาณมาได้มากพอแล้ว เต็มที่ก็แค่ทิ้งหอเซียวเหยานี่ไป
ตราบใดที่ยังพาพวกสาวๆ ไปด้วย บวกกับเงินที่มีเต็มกระเป๋า ไปหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างหอเซียวเหยาขึ้นมาใหม่ก็ย่อมได้
ส่วนการทิ้งเมืองสือโถวจะทำให้ถูกตระกูลลงโทษหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ในความคิดของฉินอู๋เหวยเลยสักนิด
หากฉินเย่าจู่ตาเฒ่านั่นกล้ามาหาเรื่อง เขาก็จะให้ร่างแยกฉินอู๋ซวงไปเพิ่มความกดดันให้ รีดไถทรัพยากรการฝึกตนมาให้เข็ด ดูซิว่าถึงตอนนั้นใครจะทุกข์ใจกันแน่
หลังจากคำนวณไตร่ตรองเสร็จสิ้น ฉินอู๋เหวยก็เดินขึ้นไปชั้นบนอย่างแช่มช้อย และกำชับให้หนานกงเหมี่ยวเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า
ส่วนพวกสาวๆ ในหอนั้น จะยังไม่แจ้งให้ทราบในตอนนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น
แม้สถานการณ์จะมีแนวโน้มเลวร้ายลง ทว่าเมืองสือโถวก็อยู่ห่างจากส่วนลึกของทะเลทรายมาก ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ยังไม่ต้องกังวลมากนัก
แต่สิ่งที่ควรเฝ้าระวังอย่างลับๆ ก็คือประโยคสุดท้ายของเฒ่าเว่ยต่างหาก
จ้าวซือชงถูกเขาแสร้งเป็นหมูกินเสือจนเสียรู้ ด้วยความอับอายขายขี้หน้าจึงได้นำกองกำลังมุ่งเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลทราย ผลสุดท้ายก็คือสูญเสียอย่างหนัก มีเพียงเขาคนเดียวที่หนีกลับมาอย่างหัวซุกหัวซุน
หากจ้าวซือชงโยนความผิดทั้งหมดนี้มาให้เขา มันคงจะยุ่งยากไม่น้อย
จริงอยู่ ที่อาศัยบารมีของสำนักว่านเฉา ไม่มีใครกล้าตีตั๋วหมายตาหอเซียวเหยาอย่างโจ่งแจ้ง
ทว่าในที่ลับ หากมีผู้คิดจะเล่นงานเขา ก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง
แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ฉินอู๋เหวยก็ยิ้มออกมา
เพราะหลังจากที่ได้กินข้าววิญญาณขั้นสูงสุดที่เขามอบให้ ร่างแยกฉินอู๋ซวงทางฝั่งนั้นก็สามารถทะลวงขีดจำกัดจนเลื่อนขั้นเป็นขั้นรวบรวมลมปราณระดับเก้าได้สำเร็จ และเริ่มเตรียมพร้อมที่จะทะลวงด่านสร้างรากฐานแล้ว
หากพูดถึงระดับการฝึกฝน ฉินอู๋ซวงได้ก้าวข้ามจ้าวซือชงที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณระดับแปดไปแล้ว
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าฉินอู๋เหวยยังมีรากวิญญาณสวรรค์ธาตุอัสนี และยังได้ฝึกฝน เคล็ดวิชาอัสนีสวรรค์ ที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงในสำนักว่านเฉาอีกด้วย
จ้าวซือชงผู้เป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระกระจอกๆ จะเอาอะไรมาเทียบได้เล่า?!
......