- หน้าแรก
- คนจริงนิ่งสยบโลก ภารกิจมังกรกำมะลอ
- บทที่ 14 - ออกหน้า
บทที่ 14 - ออกหน้า
บทที่ 14 - ออกหน้า
บทที่ 14 - ออกหน้า
คำว่าระหกระเหินเดินทาง สำหรับเหล่าคนงานที่ร่อนเร่ไปทั่วตลอดทั้งปีนั้น กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตไปเสียแล้ว ทุกปีหลังจากเทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไป พวกเขาจำต้องทิ้งลูกเมีย เก็บสัมภาระมุ่งหน้าสู่เส้นทางใหม่ การไปครั้งนี้อาจยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม จนกว่าจะได้กลับมาพบหน้าพ่อแม่ลูกเมียพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งในปีถัดไป วนเวียนอยู่เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า บางคนต้องรอหลายปีกว่าจะได้กลับบ้านสักครั้ง
บางคนก็ซื้อตั๋วไม่ได้ บางคนก็เสียดายเงินเล็กน้อยนั้น คนในเมืองใหญ่ไม่มีวันเข้าใจ เงินค่าตั๋วแค่นั้นจะทำอะไรได้? ซื้อกระเป๋าได้ใบหนึ่ง หรือซื้อเสื้อผ้าได้ชุดหนึ่ง? แต่เจาชูสีที่เติบโตมาจากเทือกเขาฉีเหลียนรู้ดีว่า เงินเพียงแค่นั้นคือค่าเล่าเรียนทั้งปีของเด็กๆ เงินแค่นั้นสามารถเลี้ยงชีวิตคนในป่าเขาได้นานหลายเดือน
ข่าวในหนังสือพิมพ์บอกว่า "แรงงานคือผู้มีเกียรติที่สุด ที่ไหนต้องการ พวกเขาก็อยู่ที่นั่น" เจาชูสีอยากจะด่าเปิงออกมาจริงๆ เกียรติบ้าบออะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกความลำบากบีบคั้น ใครจะอยากจากบ้านเกิดเมืองนอนมา? ใครบ้างไม่รู้ว่าการได้กอดลูกเมียอยู่บนเตียงอุ่นๆ คือชีวิตที่มีความสุข? ที่ไหนต้องการพวกเขาก็อยู่ที่นั่น ความจริงคือที่ไหนหาเงินได้พวกเขาก็ไปที่นั่นต่างหาก
จากบ้านมาไกล จึงรู้ว่าความคดิถึงบ้านนั้นแสนขมขื่น เมื่อเหล่าคนงานตรากตรำทำงานหนักมาทั้งปี ในขณะที่เทศกาลปีใหม่กำลังจะมาถึง ในที่สุดก็ได้เวลากลับไปพร้อมหน้าพร้อมตา แต่กลับพบว่าตนเองอาจไม่ได้รับเงินที่แลกมาด้วยชีวิต คิดดูเถิดว่าอารมณ์ของพวกเขาจะพุ่งพล่านเพียงใด
ต้องรู้ว่าเงินเหล่านี้อาจเป็นค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ของลูกในปีหน้า เป็นค่ารักษาพยาบาลของพ่อแม่ เป็นค่าปุ๋ยสำหรับฤดูเพาะปลูก และเป็นค่ารถรวมถึงความภาคภูมิใจในการกลับบ้านของพวกเขา หากไม่มีเงิน ใครจะกล้ากลับบ้าน?
เจาชูสีเติบโตมาในหุบเขา เมื่อมาถึงเมืองใหญ่ก็ดิ้นรนอยู่ในชั้นล่างสุดของสังคม เพราะเหตุนี้เขาจึงเข้าใจความคิดที่ซื่อบริสุทธิ์ที่สุดของเหล่าคนงาน หนังสือพิมพ์มักจะรายงานว่าคนงานก่อสร้างประท้วงเพราะไม่ได้ค่าจ้าง ลองคิดดูว่าหากเป็นคุณที่ไม่ได้เงินหยาดเหงื่อแรงกายมาหลายเดือนหรือทั้งปี คุณจะทำอย่างไร ถ้าไม่ถูกบีบคั้นจนไร้ทางออก ใครจะอยากเสี่ยงถูกด่าถูกตีหรือถูกจับกุมเพื่อออกมาประท้วง
ขณะนี้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่กั๋วจี้กงก่วน เจาชูสีรู้สึกได้ถึงลางร้าย หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น คนงานจะไม่ฟังเหตุผลใดๆ พวกเขาเพียงต้องการเงินที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อของตน
เจาชูสีจุดบุหรี่ขึ้นมา ดึงหานซานเฉียงไปที่มุมหนึ่งของเขตก่อสร้าง แล้วขมวดคิ้วถามว่า "ซานเฉียง ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?"
หานซานเฉียงมีสีหน้าลำบากใจ "พี่เจา ปีใหม่จะมาถึงแล้ว ทุกบ้านต่างก็ต้องใช้เงิน จ่ายเงินเดือนไม่ได้ ปีนี้จะอยู่กันยังไง? แล้วยังมีพวกคนงานจากต่างถิ่นที่รีบใช้เงินไปซื้อตั๋วรถไฟ ถ้ายังซื้อไม่ได้ตอนนี้ก็คงซื้อไม่ทันแล้ว กลับบ้านไม่ได้ ปีใหม่ก็ไม่ได้ฉลอง พวกเขาไม่ประท้วงสิแปลก"
"เหล่าหวังว่ายังไงบ้าง?" เจาชูสีพยักหน้าเห็นด้วย อากาศหนาวลงเรื่อยๆ งานที่เขตก่อสร้างก็ทำไม่ได้ ไม่มีใครอยากทนหิวทนหนาวอยู่ที่นี่ ทุกคนอยากรีบกลับบ้านไปเสวยสุข
หานซานเฉียงหันไปมองคนงานที่รวมกลุ่มกันอยู่ประปราย แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า "เมื่อครู่ที่ออฟฟิศของเหล่าหวัง พวกคนงานจากเหอหนานเกือบจะวางมวยกับเขาแล้ว เหล่าหวังบอกว่าไม่ใช่เขาไม่ยอมจ่าย แต่ข้างบนบอกว่าเงินจากผู้พัฒนาโครงการยังไม่โอนมา ต้องรอไปอีกสองสามวัน เขาก็ยังไม่ได้เงินเหมือนกัน ต่อให้ฆ่าเขา เขาก็ไม่มีเงินให้หรอก"
"บ้าเอ๊ย ตกลงผู้พัฒนาโครงการไม่มีเงิน หรือว่าบริษัทก่อสร้างไม่มีเงินกันแน่?" เจาชูสีเอ่ยอย่างขุ่นเคือง นอกจากคนงานคนอื่นๆ แล้ว เมื่อคิดว่าตัวเองก็ต้องรีบใช้เงินช่วงปีใหม่ เขาก็รู้สึกกลุ้มใจเช่นกัน
หานซานเฉียงมีแหล่งข่าวค่อนข้างกว้างขวาง เพราะเขารู้จักคนไปทั่ว "ได้ยินมาว่าผู้พัฒนาโครงการไม่มีเงิน เราเรียกตัวเองว่าบริษัทส่านเจี้ยนที่ 3 แต่ความจริงก็คือบริษัทเอกชนที่แอบอ้างใช้ชื่อกลุ่มส่านเจี้ยนเท่านั้นแหละ สมัยนี้เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีใบรับรองก็หางานไม่ได้ บริษัทเอกชนทั่วไปช่วงสิ้นปีใครบ้างจะไม่ขาดเงิน ฝั่งผู้รับเหมาเองก็อยากจะสำรองจ่ายให้ก่อนแต่ก็ไม่มีเงินเหมือนกัน"
เจาชูสีฟังแล้วยิ่งขมวดคิ้ว สถานการณ์ซับซ้อนกว่าที่เขาคิดไว้มาก ดูท่าแล้วค่าจ้างอีกสองเดือนที่เหลือคงจะไม่ได้ง่ายๆ แน่ "แล้วคนงานเป็นยังไงบ้าง? พวกเขาคิดจะทำยังไง?" นี่คือสิ่งที่เจาชูสีอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้
หานซานเฉียงกระซิบตอบ "ถ้าคนของบริษัทพัฒนาโครงการมาล่ะก็ เกิดเรื่องแน่ ได้ยินว่าถ้าวันนี้ยังไม่ได้เงินหรือไม่ได้รับคำชี้แจง พวกเขาจะไปร้องเรียนกับสถานีโทรทัศน์เพื่อให้เป็นข่าว และจะไปนั่งประท้วงที่ลานหน้าศาลาว่าการจังหวัดด้วย ถ้าเรื่องมันใหญ่โตขึ้นมา เดี๋ยวก็ต้องมีคนเข้ามาจัดการเองนั่นแหละ"
"บ้าจริง ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้เนี่ย" เจาชูสีสบถด่า
หานซานเฉียงลังเลก่อนจะพูดว่า "ไม่ทำแบบนี้จะได้เหรอ ใครจะไปรู้ว่าไอ้บริษัทพัฒนาโครงการนั่นมันไม่มีเงินจริงๆ หรือว่ามีเงินแต่ไม่ยอมจ่าย?"
เจาชูสีทิ้งก้นบุหรี่ กัดฟันพูดว่า "โธ่เว้ย ข้าจะไปถามพวกมันให้รู้เรื่องเองว่ามีเงินหรือไม่มีเงินกันแน่" พูดจบเขาก็เตะกระสอบซีเมนต์ข้างๆ อย่างแรงจนฝุ่นคลุ้ง แล้วตะโกนเรียกเจ้าบ้าเอ้อพัง ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของหวงเหอด้วยความโกรธแค้น
ในตอนนี้ หน้าห้องทำงานของหวงเหอรวมถึงข้างในมีคนล้อมอยู่เต็มไปหมด ข้างนอกคือคนงานจากทีมต่างๆ ส่วนข้างในคือคนจากฝั่งผู้รับเหมาและหัวหน้าคนงาน เมื่อเจาชูสีทั้งสามคนมาถึง หานซานเฉียงตะโกนด่าไม่กี่คำ ผู้คนก็รีบหลีกทางให้
เมื่อมาถึงหน้าประตู หานซานเฉียงเคาะประตู คนข้างในถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่ามีธุระอะไร หานซานเฉียงไม่เสียเวลาเสวนารีบตะโกนสั่ง "บ้าเอ๊ย เปิดประตู!" คนข้างในเดิมทีก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอได้ยินเช่นนั้นก็ของขึ้น เตรียมจะเปิดออกมาดูว่าใครมันจะใหญ่โตปานนั้น พอเปิดประตูเห็นว่าเป็นหานซานเฉียงกับเจาชูสี หานซานเฉียงก็ไม่เกรงใจ ผลักประตูเข้าไปแล้วตะโกนใส่กลุ่มคนข้างใน "ใครที่ยังหายใจอยู่ก็ไสหัวออกไปให้หมด!"
คนกลุ่มหนึ่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าไอ้พวกหัวโจกในเขตก่อสร้างนี้คิดจะทำอะไร หานซานเฉียงคว้าจ้วงเอาถ้วยน้ำชามาทุบลงกับพื้นจนแตกกระจาย แล้วคำรามลั่น "ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง นอกจากหวงเหอ คนอื่นไสหัวออกไปให้หมด!"
ไม่ใช่ทุกคนจะเกรงกลัวหานซานเฉียง ผู้รับผิดชอบจากฝั่งผู้รับเหมาตวาดกลับ "หานซานเฉียง แกคิดจะทำอะไร? แกนึกว่าแกเป็นใคร? ไม่อยากทำก็ไสหัวไปซะ!"
หานซานเฉียงหัวเราะร่าอย่างประชดประชัน "ได้สิ ให้ข้าไปก็ได้ บ้าเอ๊ย จ่ายเงินเดือนพวกเรามาให้ครบ แล้วพวกเราจะไสหัวไปให้หมดทุกคนเลย แต่ถ้าไม่มีปัญญาจ่ายก็อย่ามาเห่าใส่ข้า ยกเว้นว่าพวกแกอยากจะโดนเอ้อพังโยนออกไป วันนี้ข้าไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น!"
เจ้าบ้าเอ้อพังก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวอย่างรู้หน้าที่ ยิ้มแฉ่งให้ทุกคน เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกขนลุกซู่
เมื่อเอ้อพังออกโรง ทุกคนก็รู้ซึ้งทันที คนอื่นอาจจะไม่สนใจหานซานเฉียง แต่ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเอ้อพัง คนกลุ่มหนึ่งจึงเดินออกไปอย่างจำใจ เจาชูสีให้เอ้อพังกับหานซานเฉียงเฝ้าอยู่ข้างนอก บรรดาลูกน้องของหานซานเฉียงที่ได้ข่าวก็แห่กันมาสมทบ คราวนี้ยิ่งไม่มีใครกล้าหือ
ในห้องทำงานเหลือเพียงเจาชูสีกับหวงเหอ ผู้จัดการโครงการของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจาชูสีมีใบหน้าบึ้งตึง หวงเหอสั่นสะท้านไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร จึงถามอย่างตะกุกตะกัก "ชูสี... มีอะไรค่อยๆ พูดกันนะ นี่... นี่คิดจะทำอะไร?"
เจาชูสีเดินดุ่มเข้าไปหาจนถึงหน้าโต๊ะทำงานก่อนจะหยุดลง แล้วแค่นเสียงเย็น "พี่หวง คราวก่อนเราตกลงกันว่ายังไง? ตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบไหน คนงานเขารอเงินกลับบ้านกันทั้งนั้น พี่อยากจะรอให้เรื่องมันใหญ่โตไปมากกว่านี้เหรอ?"
หวงเหอกลุ้มใจกับเรื่องนี้มาครึ่งเดือนแล้ว เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ "ชูสี ไม่ใช่พี่ไม่จ่าย พี่ก็รู้ว่าคนงานต้องใช้เงิน พี่ก็รู้ว่าถ้าไม่จ่ายเรื่องมันจะบานปลาย แต่พี่เป็นแค่ผู้จัดการโครงการ ข้างบนบอกไม่มีเงิน พี่จะให้พี่ทำยังไงล่ะ?"
"ผมรู้ว่าพี่ลำบาก ผมแค่อยากถามพี่คำเดียว บริษัทมีเงินจ่ายจริงไหม?" เจาชูสีจ้องเขม็งไปที่หวงเหอแล้วถามเสียงเข้ม
หวงเหอเอ่ยอย่างจนใจ "ชูสี พี่บอกว่าไม่มีเงินแล้วเธอจะเชื่อไหม? พูดตามตรงนะ ตกลงมีเงินหรือไม่มีเงินพี่เองก็ไม่รู้จริงๆ เธอมาถามพี่เนี่ย ถามผิดคนแล้ว"
"ไม่ถามพี่ แล้วจะให้ผมถามใคร?" เจาชูสีเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
หวงเหอตาเป็นประกาย ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบตอบ "ในบริษัทสาขาซีอานทั้งหมด มีคนเดียวที่รู้ความลับภายในบริษัท นั่นก็คือลูกสาวท่านประธาน ซูซีลั่ว มีแค่เธอเท่านั้นที่รู้สถานการณ์จริงของบริษัท ถ้าเธอไปถามเธอ บางทีอาจจะได้รู้ความจริง"
เจาชูสีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากถามซูซีลั่วโดยตรงย่อมได้รู้ความจริงที่สุดแน่ จึงถามว่า "วันนี้เธอจะมาที่เขตก่อสร้างไหม?"
หวงเหอได้ยินเช่นนั้นก็รู้ว่าเจาชูสีคงจะยอมปล่อยตนไป จึงรีบบอกทันที "มาแน่ เดี๋ยวก็มา ถ้าเธอไม่มา วันนี้เขตก่อสร้างคงระเบิดแน่ ถึงตอนนั้นถ้าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา ใครก็รับผิดชอบไม่ไหวหรอก"
"ได้ ผมรู้แล้วว่าต้องทำยังไง" เจาชูสีวางแผนในใจเรียบร้อยแล้วพลางพยักหน้า
เมื่อเดินออกมาจากห้องทำงานของหวงเหอ เจาชูสีสั่งให้ทุกคนกลับห้องพักไปก่อน และเข้าไปแจกบุหรี่ขอโทษขอโพยผู้จัดการฝั่งผู้รับเหมาและบรรดาหัวหน้าคนงาน เพราะเขายังต้องหากินอยู่ที่นี่ หานซานเฉียงรับบทเป็นตัวร้าย เขาจึงต้องรับบทเป็นตัวดี หลังจากจัดการความวุ่นวายเสร็จ เจาชูสีกับพวกก็เดินมายังพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง เขาจึงสั่งการว่า "พวกแกไปคุมอารมณ์คนงานไว้ให้ดี อย่าให้พวกเขาก่อเรื่องเด็ดขาด ข้าจะไปดักรอซูซีลั่วที่ประตูทางเข้า ไอ้หวงเหอมันไม่รู้เรื่องอะไรเลย"
หานซานเฉียงกับพวกมองหน้ากัน ในตอนนี้คงทำได้เพียงเท่านี้
หลังจากสั่งการเสร็จ เจาชูสีให้หานซานเฉียงกับคนอื่นๆ กระจายตัวไปตามจุดต่างๆ ในเขตก่อสร้าง ส่วนตัวเขาเองวิ่งออกไปดักรอซูซีลั่วอยู่ที่หัวมุมถนนหน้าประตูเขตก่อสร้าง ตรงจุดนี้มีแผ่นสังกะสีกั้นไว้ คนข้างในมองไม่เห็น เขารออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจนสูบบุหรี่ไปสามมวนด้วยความหงุดหงิด ในที่สุดรถอาวดี้ A8L ของซูซีลั่วก็ปรากฏสู่สายตา เจาชูสีขยี้ก้นบุหรี่ทิ้ง แล้วพุ่งตัวออกไปกลางถนน ยื่นมือออกไปขวางหน้ารถอาวดี้ A8L ทันที
คนขับรถโผล่หน้าออกมาด่า "ไอ้บ้า อยากตายหรือไง!" เมื่อใกล้ถึงเขตก่อสร้าง ความเร็วรถไม่มากนักจึงหยุดได้ทันที คนขับรถไม่ใช่คนในเขตก่อสร้างจึงไม่รู้จักเจาชูสี เจาชูสีไม่จำเป็นต้องโมโหใส่เขา จึงตะโกนบอก "ให้คุณซูลงมา ผมมีธุระจะคุยด้วย"
ภายในรถอาวดี้ A8L ซูซีลั่วที่นั่งอยู่เบาะหลังมีสีหน้าอ่อนล้า ความกดดันที่ต่อเนื่องมากว่าครึ่งเดือนทำให้เธอเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เมื่อคืนเธอก็ไม่ได้นอนทั้งคืน พอขึ้นรถจึงหลับตาพักผ่อน
ฉินเยียน เลขาสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ เมื่อรถเลี้ยวโค้งเธอก็สังเกตเห็นเจาชูสีแล้ว เธอกำลังสงสัยว่าเจาชูสีมาทำอะไรที่นี่ ใครจะรู้ว่าเขาจะพุ่งออกมาขวางหน้าเอาดื้อๆ
ฉินเยียนส่งสัญญาณให้คนขับสงบสติอารมณ์ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ ข้างนอกหนาวสั่น ฉินเยียนที่สวมเพียงเสื้อขนเป็ดตัวบางอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน ผมยาวปรกไหล่ถูกลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดจนยุ่งเหยิง เธอถามอย่างสงสัย "เจาชูสี คุณมาทำอะไรที่นี่?" ฉินเยียนย่อมรู้ชื่อเขา เพราะซูซีลั่วเคยให้เธอไปสืบประวัติเขามาช่วงหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่นอกจากชื่อและบ้านเกิดอยู่ที่เทือกเขาฉีเหลียนแล้ว ก็สืบอะไรไม่ได้เลย
"ผมจะหาคุณซู" เจาชูสีไม่อยากลำบากใจกับเลขาผู้อ่อนแอคนนี้ จึงเอ่ยปากบอกตรงๆ เขาไม่แปลกใจเลยที่ฉินเยียนจะรู้จักชื่อเขา
ฉินเยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คุณมีธุระอะไรก็บอกฉันได้ เดี๋ยวฉันจะแจ้งให้คุณซูทราบเอง"
"ผมจะคุยกับคุณซู เรื่องนี้คุณจัดการไม่ได้" เจาชูสีไม่ไว้หน้าฉินเยียน ยืนกรานคำเดิม
นั่นทำให้ฉินเยียนเริ่มรู้สึกไม่พอใจและโกรธในความไร้เหตุผลของเจาชูสี เธอรู้ว่าเมื่อคืนคุณซูไม่ได้นอนจึงไม่อยากให้ใครรบกวน ในขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากพูดต่อ
ใครจะรู้ว่าซูซีลั่วลงจากรถมาแล้ว เอ่ยถามเสียงเย็น "คุณมีธุระอะไรกับฉัน?" เมื่อฉินเยียนลงจากรถซูซีลั่วก็ตื่นแล้ว เห็นเจาชูสีขวางอยู่ข้างหน้าก็สงสัยอยู่เหมือนกัน แต่ลึกๆ ก็พอจะเดาออกว่าเขามาหาเธอเรื่องอะไร
ฉินเยียนหันไปมองอย่างลำบากใจ "คุณซูคะ เขา..."
ซูซีลั่วยิ้มบางๆ ไม่ได้ตำหนิฉินเยียน ในตอนนั้นเอง เจาชูสีก็ก้าวพรวดเข้าไป คว้าข้อมือของซูซีลั่ว แล้วลากเธอไปที่ใต้ต้นไม้ข้างทางโดยไม่หันกลับมามอง
ซูซีลั่วไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่าเจาชูสีจะอุกอาจเช่นนี้ ฉินเยียนตกใจจนตาค้าง ตะโกนลั่น "เจาชูสี! แกจะทำอะไรน่ะ?"
เหตุผลที่เจาชูสีลากซูซีลั่วมาตรงนี้ เพราะกลัวว่าจากมุมเดิมคนงานที่อยู่บนตึกจะมองเห็น แต่เขาไม่มีเวลาอธิบาย และซูซีลั่วก็คงไม่มีเวลาฟังเขาอธิบาย เจาชูสีถามเสียงดังฟังชัด "บอกผมมา ความจริงบริษัทมีเงินจ่ายเงินเดือนไหม?"
ซูซีลั่วยังคงเยือกเย็น เธอไม่ตกใจกลัว แต่คำพูดของเจาชูสีทำให้เธอรู้สึกต่อต้าน เรื่องของบริษัททำไมคนงานธรรมดาคนหนึ่งถึงมาก้าวก่าย เธอจึงตอบเสียงเย็น "เรื่องพวกนี้ ฉันบอกคุณไม่ได้"
"อย่ามาวางมาดกับผม ผมบอกคุณไว้เลยนะ ถ้าคุณอยากเข้าไปข้างในแล้วไม่ถูกคนงานรุมทึ้งล่ะก็ บอกความจริงผมมาซะ ไม่อย่างนั้นผมรับรองไม่ได้ว่าวันนี้ที่เขตก่อสร้างจะวุ่นวายขนาดไหน" เจาชูสีเอ่ยอย่างขุ่นเคือง ปกติเขาไม่ชอบท่าทางสูงส่งของซูซีลั่วอยู่แล้ว ที่ไม่เคยเห็นหัวพวกคนงานเลย "นี่คุณขู่ฉันเหรอ?" ซูซีลั่วแค่นเสียงถาม
เจาชูสีเอ่ยขรึม "ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นการบอกความจริงให้คุณรู้ ถ้าวันนี้จ่ายเงินไม่ได้ หรือไม่มีคำชี้แจง คนงานพวกนี้จะไปประท้วงที่ศาลาว่าการจังหวัด และจะร้องเรียนกับทีวี ผลที่ตามมาคุณคงรู้ดี"
ซูซีลั่วมีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที เธอไม่คิดว่าปฏิกิริยาของคนงานจะรุนแรงขนาดนี้ เธออดไม่ได้ที่จะสงสัยในความสามารถของหวงเหอ เรื่องใหญ่ขนาดนี้กลับไม่มีข่าวหลุดมาถึงหูเธอเลย ในตอนนั้นเองซูซีลั่วจึงเริ่มมองเจาชูสีอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อจะช่วยเธอ
"ทำไมคุณต้องบอกเรื่องนี้กับฉันด้วย?" ซูซีลั่วถามอย่างสงสัย
เจาชูสีมองดูผู้คนพลุกพล่านบนถนน แล้วเอ่ยเบาๆ "ช่วยคุณ ช่วยผม และช่วยคนงานด้วย ปีใหม่จะมาถึงแล้ว ผมไม่อยากให้พวกเขามีเรื่อง พวกเขาก็แค่คนธรรมดาที่ดิ้นรนอยู่ชั้นล่างสุดของสังคมเท่านั้น และผมเองก็อยากรู้ว่าผมจะได้รับค่าจ้างไหม พวกเราไม่เหมือนคุณ เงินแค่นี้สำหรับคุณอาจจะไม่สำคัญอะไร แต่สำหรับพวกเรา ถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ ปีนี้คงผ่านไปไม่ได้ ดังนั้นผมจึงอยากรู้ความจริง ถ้าคุณอยากให้ผมช่วย..."
คำพูดของเจาชูสีนั้นชัดเจน ซูซีลั่วรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "พวกเราไม่เหมือนคุณ เงินแค่นี้สำหรับคุณอาจจะไม่สำคัญอะไร แต่สำหรับพวกเรา ถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ ปีนี้คงผ่านไปไม่ได้" มันทิ่มแทงใจเธออย่างบอกไม่ถูก ความเข้มแข็งของเธอใครจะเข้าใจ ใครจะรู้บ้างว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอต้องแบกรับความขมขื่นและความพยายามมากเพียงใด?
ซูซีลั่วรู้สึกน้อยใจจนขอบตาเริ่มแดง เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา หันหน้าไปสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อไม่ให้เสียกิริยา ท่าทางที่ดูไร้ที่พึ่งท่ามกลางลมหนาวของซูซีลั่วทำให้เจาชูสีรู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เจาชูสีจึงกระซิบว่า "ขอโทษครับ"
ซูซีลั่วไม่ตอบ เธอเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดว่า "ตอนนี้สายป่านการเงินของบริษัทตึงตัวมาก โครงการที่บริษัทแม่ในเฉิงตูมีปัญหา ตอนนี้เป็นช่วงสิ้นปี ธนาคารทุกแห่งต่างบีบสินเชื่อ ยากที่จะกู้เงินจากธนาคารได้ ส่วนเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยก็สูงเกินไป บริษัทไม่อยากให้กำไรถูกกินไปหมด สองวันนี้คงยังจ่ายเงินเดือนไม่ได้ แต่มีบริษัทหนึ่งในซีอานสนใจโครงการนี้ และกำลังเจรจากันอยู่ หากไม่มีอะไรผิดพลาดจะมีการฉีดเงินทุนเข้ามาในเร็วๆ นี้แน่นอน"
สิ่งที่ซูซีลั่วพูด เจาชูสีไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาเพียงอยากถามว่า "ผมอยากรู้ว่าต้องเลื่อนไปนานแค่ไหน ไม่อย่างนั้นผมช่วยคุณไม่ได้ คนงานต้องการคำตอบที่ชัดเจน"
"ห้าวัน ถ้าภายในห้าวันการเจรจาไม่สำเร็จ บริษัทจะเลือกกู้เงินนอกระบบทันที จะไม่ยอมให้คนงานไม่ได้รับเงินเดือนแน่นอน" ซูซีลั่วกล่าวอย่างหนักแน่น เธอเองก็รู้ว่าคนงานก่อสร้างลำบากเพียงใด
เจาชูสีขมวดคิ้วครุ่นคิด เขากำลังตัดสินใจว่าคำพูดของซูซีลั่วเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นเพียงข้ออ้าง ถึงตอนนั้นเขาเองก็คงสู้หน้าคนงานไม่ได้
"คุณแน่ใจนะว่าห้าวัน?" เจาชูสีจ้องมองตาซูซีลั่วแล้วถาม
ซูซีลั่วสบตาตอบอย่างไม่หลบเลี่ยง "ฉันแน่ใจ"
เจาชูสีตัดสินใจเด็ดขาด "ตกลง ผมจะช่วยคุณ"
(จบแล้ว)