- หน้าแรก
- คู่หูป่วนโลกบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 16 - ดรรชนีสามประสานคืนสู่ต้นกำเนิด
บทที่ 16 - ดรรชนีสามประสานคืนสู่ต้นกำเนิด
บทที่ 16 - ดรรชนีสามประสานคืนสู่ต้นกำเนิด
บทที่ 16 - ดรรชนีสามประสานคืนสู่ต้นกำเนิด
★★★★★
หลังจากเซียวหรานเดินออกจากตำหนักผู้คุมกฎ เขาก็ไม่ได้กลับไปที่ตำหนักราตรีชั่วนิรันดร์ในทันที แต่เลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังหอกิจการภายในของสำนักแทน
เขาต้องจัดการปล่อยล็อตแร่หินในมือพวกนี้ไปซะก่อน
ไอ้พวกแร่ผลึกมารระดับกลางที่ไปกวาดต้อนมาจากถ้ำผีคร่ำครวญเนี่ย กองสุมอยู่ในถุงผ้ามิติก็มีแต่จะเปลืองพื้นที่แถมยังไม่ค่อยปลอดภัยอีกต่างหาก
ผู้ดูแลหอกิจการภายในเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วน แซ่เฉียน ระดับพลังอยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับปลาย
เดิมทีเขาเคยเป็นศิษย์สายนอกของพรรคมาร แต่พออายุมากขึ้นแล้วยังไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำได้ ก็เลยตัดสินใจรั้งตัวอยู่ในสำนักเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องจิปาถะต่างๆ
พอเห็นเซียวหรานเดินเข้ามา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างเป็นประกาย รีบเดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมายกมือไหว้อย่างนอบน้อมทันที
"โอ้โห นี่ท่านศิษย์อาเซียวไม่ใช่หรือขอรับ ลมอะไรหอบให้ท่านมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้ก็แค่สั่งมาคำเดียว เดี๋ยวข้าน้อยให้เด็กเอาไปส่งให้ถึงที่เลยขอรับ"
นี่แหละคืออภิสิทธิ์ของการเป็นศิษย์จดนามของผู้อาวุโสสูงสุด
ผู้ดูแลเฉียนแทบจะอยากกราบไหว้บูชาเขาเหมือนเป็นพ่อบังเกิดเกล้าเลยทีเดียว
เซียวหรานโบกมือปัด ปลดถุงผ้ามิติที่เอวออกแล้วโยนแหมะลงบนเคาน์เตอร์
"ข้าเอาแร่หินล็อตนึงมาปล่อย เจ้าช่วยประเมินราคาให้หน่อย"
ผู้ดูแลเฉียนรับถุงผ้ามิติไป พอส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจสอบข้างใน มือของเขาก็ถึงกับสั่นเทาขึ้นมา
"นี่มัน...ทำไมถึงเยอะขนาดนี้ ศิษย์อา ท่านไปถล่มเหมืองแร่ที่ไหนมาหรือขอรับ"
"ไม่ควรพูกก็อย่าพูดให้มากความ"
เซียวหรานตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ขอรับๆ ข้าน้อยปากมากไปเองขอรับ"
ผู้ดูแลเฉียนยกมือขึ้นปาดเหงื่อ แล้วเริ่มลงมือตรวจนับ
ผ่านไปครึ่งก้านธูป เขาก็เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
"ศิษย์อา แร่หินล็อตนี้คุณภาพเยี่ยมไปเลยขอรับ น่าจะสกัดออกมาเป็นผลึกมารระดับกลางได้ประมาณหนึ่งพันสองร้อยก้อน ถ้าคิดราคาตามท้องตลาดเจ็ดส่วน...ก็จะได้ประมาณแปดร้อยสี่สิบก้อน ท่านเห็นว่า..."
"หนึ่งพันสองร้อยก้อน"
เซียวหรานพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง
"หา"
"ศิษย์อา คือว่าแบบนี้มัน..."
ผู้ดูแลเฉียนชะงักอึ้งไป เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามหน้าผาก
สกัดได้หนึ่งพันสองร้อยก้อน แล้วท่านจะเอาหนึ่งพันสองร้อยก้อนเลยเนี่ยนะ
แบบนี้มันเท่ากับว่าข้าต้องควักเนื้อจ่ายค่าแรงงานสกัดให้ฟรีๆ เลยไม่ใช่หรือไง
ในใจของผู้ดูแลเฉียนเริ่มคิดฟุ้งซ่านไปไกล หรือว่าท่านบุตรแห่งมารป้ายแดงคนนี้ตั้งใจจะมารีดไถตบทรัพย์เขากันแน่
เขาแอบกัดฟันเตรียมจะควักเนื้อตัวเองจ่ายให้รู้แล้วรู้รอดไป ยังไงซะเขาก็ไม่มีปัญญาไปต่อกรกับระดับบุตรแห่งมารอยู่แล้ว
"ในกองแร่พวกนี้ มีหินผลึกมารระดับสุดยอดอยู่สิบสองก้อน เจ้ายังไม่ได้รวมเข้าไปด้วย"
"อย่าคิดว่าข้าดูไม่ออกนะ"
ในจังหวะนั้นเอง เซียวหรานก็ชี้ไปที่ถุงผ้ามิติแล้วพูดขึ้นหน้าตาเฉย
ผู้ดูแลเฉียนหน้าถอดสี รีบส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจดูอีกรอบ และก็พบว่าลึกเข้าไปในกองแร่ มีหินผลึกมารสีดำขลับเปล่งประกายแวววาวซุกซ่อนอยู่สิบสองก้อนจริงๆ
หินผลึกมารระดับนี้ แค่ก้อนเดียวก็มีค่าเทียบเท่ากับผลึกมารระดับกลางทั่วไปถึงห้าสิบก้อนเชียวนะ
"ศิษย์อาโปรดอภัยด้วย ข้าน้อยตาบอด ข้าน้อยตาบอดเองขอรับ"
ผู้ดูแลเฉียนเหงื่อตกจนเปียกชุ่มแผ่นหลัง รีบก้มหน้าระล่ำระลักขอโทษขอโพยเป็นพัลวัน
"ช่างเถอะ คิดราคาตามกฎระเบียบก็แล้วกัน"
เซียวหรานโบกมือปัดอย่างไม่ถือสาหาความ ยังไงซะทุกคนก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในพรรคมารกันทั้งนั้น ไม่ได้ง่ายดายเลยสักนิด
ดังนั้นผู้ดูแลเฉียนจึงรีบกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับคำนวณราคาให้ใหม่ทั้งหมด
ผลึกมารระดับกลางธรรมดาหนึ่งพันสองร้อยก้อน บวกกับหินผลึกมารระดับสุดยอดสิบสองก้อน (เทียบเท่าหกร้อยก้อน) รวมทั้งหมดเป็นหนึ่งพันแปดร้อยก้อน
ถ้าคิดราคาเจ็ดส่วน ก็จะได้หนึ่งพันสองร้อยหกสิบก้อน
ผู้ดูแลเฉียนยอมควักเนื้อตัวเองเติมตัวเลขให้ลงตัวเป็นตัวเลขกลมๆ
"ศิษย์อา ข้าน้อยขอปัดเศษให้เป็นหนึ่งพันสามร้อยก้อนนะขอรับ วันหน้าถ้ามีอะไรให้รับใช้อีกโปรดเรียกหาข้าน้อยได้เลย"
เซียวหรานรับผลึกมารมา แล้วหันหลังเดินจากไป
ตอนที่ก้าวพ้นประตูหอกิจการภายใน เขาลูบถุงผ้ามิติที่ตุงแน่นขึ้นกว่าเดิม ในใจรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
ผลึกมารระดับกลางหนึ่งพันสามร้อยก้อน รวมกับรางวัลจากภารกิจอีกห้าร้อยก้อน แล้วก็ของเดิมที่เหลืออยู่อีกสิบกว่าก้อน...เบ็ดเสร็จตอนนี้เขามีทรัพย์สินอยู่ราวๆ เกือบสองพันก้อนเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าสำหรับกายาสรรพวิถีคืนสู่ความว่างเปล่าแล้ว ของแค่นี้อาจจะแค่พอให้ยัดปากเคี้ยวเล่นๆ แต่มันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลยล่ะนะ
พอกลับมาถึงตำหนักราตรีชั่วนิรันดร์ เซียวหรานก็มุ่งหน้าตรงเข้าห้องบำเพ็ญเพียรทันที
[ติ๊ง!]
[ตรวจพบว่าโฮสต์ได้รับทรัพยากรจำนวนมาก ต้องการเปิดใช้งานโหมดบำเพ็ญเพียรเร่งรัดหรือไม่]
[หมายเหตุ: โหมดบำเพ็ญเพียรเร่งรัดจำเป็นต้องใช้คะแนนระบบ เพื่อเร่งประสิทธิภาพในการแปรสภาพทรัพยากร]
"มีฟังก์ชันแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย"
"คิดค่ายังไงล่ะ"
เซียวหรานชะงักไปนิดนึงก่อนจะรีบถาม
[ทุกๆ 1000 คะแนน จะช่วยเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียรขึ้นหนึ่งเท่าตัว มีระยะเวลาแสดงผลหนึ่งชั่วยาม]
"ตั้ง 1000 คะแนนแลกกับความเร็วแค่หนึ่งเท่าตัว ระบบหน้าเลือดไปหน่อยไหมเนี่ย"
"ช่างเถอะ ตอนนี้ยังไม่จำเป็นหรอก"
เซียวหรานกลอกตาบนแล้วปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใย
ตั้งแต่ทะลุมิติมาทำภารกิจแทบตาย ตอนนี้เขามีคะแนนสะสมรวมแล้วแค่ห้าหกพันคะแนนเท่านั้นเอง
นี่หมายความว่าถ้าเปิดโหมดนี้แค่หกชั่วโมงคะแนนก็เกลี้ยงหลอดแล้วงั้นสิ
เล่นไม่ไหวหรอก แบบนี้เล่นไม่ไหวจริงๆ
แถมตอนนี้เซียวหรานมีรากฐานที่มั่นคงสุดๆ จากแก่นวิญญาณปฐพีพิฆาตแล้วด้วย
สิ่งที่เขาขาดไม่ใช่ความเร็วในการบำเพ็ญเพียร แต่เป็นจังหวะและโอกาสในการทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทองคำต่างหาก
การก้าวข้ามจากขั้นสร้างรากฐานไปสู่ขั้นแก่นทองคำ ถือเป็นอุปสรรคด่านแรกบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียรเลยก็ว่าได้
มันจำเป็นต้องบีบอัดและควบแน่นปราณมารเหลวให้กลายเป็นแก่นทองคำหรือแก่นมารภายในจุดกำเนิดพลังปราณให้สำเร็จ
กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่จะต้องใช้ปราณมารจำนวนมหาศาลเท่านั้น แต่ยังต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเคล็ดวิชาที่ฝึกฝน รวมถึงต้องมีการหยั่งรู้ในวิถีแห่งมรรคาของตัวเองด้วย
เซียวหรานไม่ขาดแคลนเรื่องปราณมารอยู่แล้ว เพราะกายาสรรพวิถีคืนสู่ความว่างเปล่าก็เหมือนกับหลุมดำดูดพลังดีๆ นี่เอง
สิ่งที่เขาขาดก็คือการหยั่งรู้นั่นแหละ
เซียวหรานตัดสินใจว่าช่วงเวลานี้เขาจะเน้นไปที่การประคองระดับพลังให้มั่นคง และฝึกฝนทักษะยุทธ์ที่มีอยู่ให้มีความชำนาญระดับพื้นฐานเสียก่อน
มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากเวลาที่ต้องต่อสู้กับศัตรูในอนาคต
"ระบบ ขอเบิกดรรชนีสามประสานคืนสู่ต้นกำเนิดหน่อย"
นี่คือรางวัลที่ได้จากการทำภารกิจ
[ติ๊ง! กำลังส่งมอบรางวัล...]
สิ้นเสียงแจ้งเตือน ข้อมูลอันเร้นลับและซับซ้อนก็ไหลบ่าเข้าสู่สมอง เซียวหรานรีบหลับตาลงเพื่อทำความเข้าใจและย่อยสลายข้อมูลเหล่านั้น
ครู่ใหญ่ต่อมา เขาก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย
วิชาดรรชนีสามประสานคืนสู่ต้นกำเนิดนี่มันไม่ธรรมดาเลยแฮะ
มันไม่ใช่วิชาที่เน้นการโจมตีเพียงอย่างเดียว แต่มันสามารถแยกปราณมารออกเป็นสามสาย สายหนึ่งเน้นโจมตี สายหนึ่งเน้นป้องกัน ส่วนอีกสายใช้สำหรับดึงดูดและก่อกวนศัตรู
ปราณมารทั้งสามสายสามารถสลับสับเปลี่ยนหน้าที่กันได้อย่างอิสระ ผสมผสานทั้งรุกและรับ พลิกแพลงได้ไร้ขีดจำกัด
"วิชานี้...มันเกิดมาเพื่อกายาสรรพวิถีคืนสู่ความว่างเปล่าชัดๆ"
เซียวหรานหัวเราะร่า
สิ่งที่กายาสรรพวิถีคืนสู่ความว่างเปล่ามีเหลือเฟือที่สุดก็คือปริมาณปราณมาร คนอื่นอาจจะรู้สึกลำบากเวลาที่ต้องใช้วิชาที่ต้องควบคุมปราณอย่างละเอียดอ่อนแบบนี้
แต่สำหรับเขาสามารถใช้ปราณมารจำนวนมหาศาลถมเข้าไปได้เลย ถึงแม้การควบคุมอาจจะไม่ละเอียดเท่าไหร่ แต่ปริมาณที่มหาศาลก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้อยู่ดี
"ลองดูหน่อยซิ"
เซียวหรานลุกขึ้นยืน ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาประกบติดกัน ปราณมารในร่างกายแยกตัวออกเป็นสามสายในชั่วพริบตา
สายแรกควบแน่นอยู่ที่ปลายนิ้ว ดำมืดสนิทราวกับน้ำหมึก มีวังวนหมุนวนอยู่ลางๆ นี่คือ ดรรชนีทะลวงปราณ ซึ่งเป็นสายโจมตีหลัก
สายที่สองพันธนาการอยู่รอบแขน ก่อตัวเป็นเกราะคุ้มกันสีดำบางๆ นี่คือ พลังปราณคุ้มกาย ซึ่งเป็นสายป้องกัน
ส่วนสายที่สามแตกแขนงออกเป็นเส้นใยปราณมารขนาดเล็กจิ๋วนับสิบเส้นลอยวนเวียนอยู่รอบกาย นี่คือ เส้นใยปราณพันธนาการ ที่ใช้สำหรับก่อกวนศัตรู
"ไป"
เซียวหรานจิ้มดรรชนีออกไปเบาๆ
ฟิ้ว
คลื่นพลังดรรชนีสีดำพุ่งทะลวงฝ่าอากาศ ทิ้งรอยหลุมลึกขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือเอาไว้บนกำแพงของห้องบำเพ็ญเพียร
ขอบหลุมนั้นเรียบเนียนราวกับกระจก ราวกับว่ามันถูกของมีคมตัดทะลุไปในเสี้ยววินาที
"อานุภาพไม่เลวเลย"
"แต่กินพลังงานดุเอาเรื่อง...แค่ปลดปล่อยออกไปนิ้วเดียว ปราณมารของพวกรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่ขั้นสร้างรากฐานคงหดหายไปตั้งหนึ่งในสามแน่ๆ"
แต่สำหรับเขาแล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก
เซียวหรานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
[จบแล้ว]