เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

TXV –  72 สุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์

TXV –  72 สุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์

TXV –  72 สุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์


TXV –  72 สุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์

          เซี่ยเหล่ยไปธนาคารเพื่อถอนเงิน 200,000 หยวน และนำเงินไปยังอาชาสายฟ้าเวิกค์ช็อปในเช้าวันรุ่งขึ้น เหล่าพนักงานต่างเริ่มทำงานกันอย่างแข็งขันแม้ว่าเพิ่งจะมีแค่คำสั่งซื้อเล็กๆน้อยๆของลูกค้าเข้ามา

 

          จูเสี่ยวหงไม่เชื่อฟังเขา เธอไม่ยอมหยุดพักฟื้น เธอถือแปรงทาสีและไม้บรรทัดเหล็กไว้ในมือกำลังวาดลวดลายลงบนแผ่นโลหะส่งให้หม่าเสี่ยวอันและคนอื่นๆ ทำให้พวกเขาสามารถตัดแผ่นโลหะได้สะดวกมากขึ้นอีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาไปได้มากอีกด้วย

 

          การได้เห็นเธอตั้งใจทำงานอย่างหนัก ทำให้เซี่ยเหล่ยนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน ขณะที่เขาพันผ้าพันแผลให้เธอ ต้นขาขาวผ่องที่โผล่ออกมาผ่านช่องว่างระหว่างผ้าพันแผลนั่น

 

          ‘เขาคงต้องหาคนรักอย่างจริงจังเสียที มันคงไม่ดีแน่ถ้าเขายังคงหวั่นไหวอยู่แบบนี้ตลอดเวลา’

 

เซี่ยเหล่ยส่ายศีรษะและยิ้มอย่างขำๆขณะกำลังไล่ภาพที่จินตนาการในหัวออกไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามีความคิดว่าอยากจะมีคนรัก แต่มันก็ดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องฟุ้งซ่าน  มันยากมากที่จะตามหาคนที่รักและอยากอยู่ด้วย

 

          เขาคิดถึงเฉินตู เทียนหยินขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ผู้หญิงที่ทะนงตัวราวกับราชินี เขายิ้มอย่างขำๆอีกครั้งและคิดว่า ‘ฉันคิดถึงเธอขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล นี่คงไม่ได้หมายความว่าเธอคือผู้หญิงที่ฉันต้องการหรอกนะ? ตลกสิ้นดี ฉันควรจะรู้ขีดจำกัดของตัวเองสิ…’

 

          จูเสี่ยวหงเป็นคนแรกที่เห็นเซี่ยเหล่ยเข้ามาในเวิกค์ช็อปเธอจึงลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปเตรียมชามาให้ พี่เหล่ย”

 

          “ผมบอกให้คุณพักผ่อนไม่ใช่เรอะ ? ทำไมคุณถึงมาทำงานล่ะ ?” เซี่ยเหล่ยถาม

 

          จูเสี่ยวหงส่งยิ้มเล็กๆกลับมา “ฉันไม่ได้ทำงานหนักหรอก ฉันแค่วาดลวดลายเล็กๆเท่านั้น มันไม่ต่างอะไรกับการพักผ่อนเลยนะ”

 

          “ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าให้บาดเจ็บอีก” เซี่ยเหล่ยเตือน

 

          “อื้ม” จูเสี่ยวหงตอบตกลงและไปเตรียมชาให้เซี่ยเหล่ย

 

          หม่าเสี่ยวอันและคนอื่นๆหันมาต้อนรับเซี่ยเหล่ยและเขาก็ทักทายทุกคนเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แน่นอนว่าต้องเกิดผลกระทบกับพวกเขา แต่ชีวิตก็คือชีวิต พวกเขาต้องทำงานเพื่อหารายได้ไปเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้นการทำงานจึงสำคัญที่สุด พวกเขาจึงไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆมากนัก

 

          จูเสี่ยวหงนำชามาให้เซี่ยเหล่ยจากนั้นจึงเดินกลับไปที่แผ่นโลหะเพื่อทำงานต่อ

 

          โทรศัพท์ของเซี่ยเหล่ยส่งเสียงดังขึ้นมาก่อนที่เขาจะทันได้จิบชา

 

          เป็นสายจากฉิงเสวียง เสียงของเขานุ่มและหวานราวกับเสียงของผู้หญิง “เซี่ยเหล่ย ผมจะรอคุณอยู่ที่ร้านน้ำชาซูชาน”

 

          “ตกลง ผมจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้” เซี่ยเหล่ยวางสายและลุกขึ้นยืน

 

          หม่าเสี่ยวอันเดินเข้ามาดึงมือเขาและถามด้วยเสียงต่ำ “เหล่ย นายกำลังทำอะไร ?”

 

          “เปล่านี่” เซี่ยเหล่ยพูด

 

          “บอกผมถ้าหากว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เราจะได้ช่วยกันจัดการได้” หม่าเสี่ยวอันพูด

 

          เซี่ยเหล่ยยิ้มและพูด “ไม่มีอะไรจริงๆ นายต้องช่วยผมดูแลเวิกค์ช็อปนี้ จริงๆแล้วผมกำลังยุ่งอยู่กับการจดทะเบียนกับการสร้างบริษัท ในอนาคตมันจะไม่ใช่แค่เวิกค์ช็อปอีกต่อไปแล้ว !”

 

          หม่าเสี่ยวอันนิ่งไป และพูดขึ้นมาด้วยความดีใจ “จริงหรือ? นี่มันเยี่ยมไปเลย ! นายต้องแต่งตั้งผมเป็นผู้จัดการเวิกค์ช้อปนะ !”

 

          “นี่คือความปรารถนาของนายทั้งหมด ? แค่ผู้จัดการเวิกค์ช็อป ? ผมกะจะให้นายเป็นรองประธานเชียวนะ” เซี่ยเหล่ยยิ้ม

 

          หม่าเสี่ยวอันส่ายหน้าแทนคำตอบ “ไม่เอาหรอก ผมอยากเป็นแค่ผู้จัดการเวิกค์ช็อปนี่ล่ะ”

 

          เซี่ยเหล่ยตบบ่าหม่าเสี่ยวอันเบาๆ “อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับพวกเขาล่ะ เราจะบอกพวกเขาก็ต่อเมื่อขั้นตอนการจดทะเบียนดำเนินการไปได้ด้วยดีหรือเราจะยอมโดนหัวเราะเยาะกันล่ะถ้าการจดทะเบียนมันไม่ผ่าน”

 

          “ผมรู้ ไม่ต้องกังวลไปหรอก ผมจะไม่พูด ผมไม่ใช่คนปากสว่างนะ” หม่าเสี่ยวอันพูด

 

          เซี่ยเหล่ยพยักหน้าและเดินออกไปจากเวิกค์ช็อป

 

          หม่าเสี่ยวอันเดินไปส่งเขาที่ประตูและกลับเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะดังลั่น “พวกคุณรู้อะไรมั้ย? เหล่ยกำลังจะตั้งบริษัท! พวกเรากำลังจะเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นพนักงานบริษัท!”

 

          เสียงโห่ร้องดีใจอย่างมีชีวิตชีวาดังมาจากอาชาสายฟ้าเวิกค์ช็อป

 

          เซี่ยเหล่ยกำลังเฝ้าดูหม่าเสี่ยวอันและคนอื่นๆฉลองกันอยู่ในรถโฟล์คสวาเก้น โปโล เขาส่ายหน้าและสตาร์ทเครื่องยนต์และขับตรงไปยังร้านน้ำชาซูชาน เขาไม่ได้บอกความจริงกับหม่าเสี่ยวอัน แต่นั่นก็เพื่อประโยชน์ของหม่าเสี่ยวอันเอง มันเป็นเรื่องอันตรายที่จะเข้าไปยุ่งกับหล่าวฉี่ เขาไม่ต้องการให้หม่าเสี่ยวอันเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการโกหกครั้งนี้เขาจึงทำไปเพราะความหวังดี....

 

          เซี่ยเหล่ยได้รับโทรศัพท์อีกครั้งก่อนที่เขาจะไปถึงร้านน้ำชาซูชาน ไม่ใช่สายจากฉิงเสวียง แต่กลับเป็นเบอร์ที่เขาไม่รู้จัก

 

          “ฮัลโหล? คุณเซี่ยใช่ไหม?” เป็นเสียงของผู้หญิงที่สุภาพและเป็นมิตร

 

          “ใช่ นั่นใครครับ?” เซี่ยเหล่ยถามออกไปด้วยความอยากรู้

 

          “ฉันคือหลางซือเหยา จำฉันได้ไหม?” ผู้หญิงคนนั้นพูด

 

          “โอ้ คุณหลาง แน่นอนว่าผมต้องจำคุณได้อยู่แล้ว สวัสดีครับ โทรมาหาผมมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” เซี่ยเหล่ยรู้สึกแปลกใจที่หลางซือเหยาโทรมาหาเขา

 

          “ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันแค่จะถามคุณว่าทำไมวันนี้คุณไม่มาฝึกซ้อมที่สำนัก” หลางซือเหยาถาม

 

          “ขอโทษครับ วันนี้ผมยุ่งอยู่กับเรื่องบางอย่างที่เวิกค์ช็อป ไว้ผมจะไปที่นั่นวันพรุ่งนี้นะครับ” เซี่ยเหล่ยพูด

 

          “ได้สิ คุณได้คิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องที่ฉันบอกคุณไปเมื่อวานหรือยัง?” หลางซือเหยาถาม

 

          เซี่ยเหล่ายังจำได้ หลางซือเหยาเรียกเขาไปพบที่สำนักงานของโรงเรียนและบอกให้เขาลองคิดเกี่ยวกับการให้เขาหยุดทำงานที่เวิกค์ช็อปและหันมาตั้งใจกับการฝึกซ้อมหวิงชุนก่อนที่เขาจะออกมาจากโรงเรียนเมื่อวานนี้ นี่ดูเหมือนจะเป็นเจตนาจริงๆของหลางซือเหยาที่โทรมาหาเขา เขาใช้เวลาคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เอาอย่างนี้ได้ไหมคุณหลาง ให้เวลาผมได้คิดเรื่องนี้มากขึ้นอีกสักนิด แล้วเราจะมาคุยเรื่องนี้กันคราวหลัง ได้ไหม?”

 

          “โอเคได้ ฉันคงไม่รบกวนคุณไปกว่านี้แล้วล่ะ เจอกันวันพรุ่งนี้นะ” หลางซือเหยาพูด

 

          “ครับ คุณหลาง” เซี่ยเหล่ยวางสาย

 

          เขาแค่พูดไปอย่างอยากจะรักษาน้ำใจเธอเท่านั้น เขาไม่เคยคิดอยากจะเป็นนักสู้อย่างจริงๆจังๆ

 

          เซี่ยเหล่ยไม่ใช่คนแปลกหน้าในร้านน้ำชาซูชาน เขาได้ตามหลีชิงฮัวมาที่ร้านนี้และอัดวิดีโอการทำสัญญาอย่างประนีประนอมกับเขา และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เขาใช้ สายตามองทะลุการแก้ปัญหา

 

          เซี่ยเหล่ยพบฉิงเสวียงในห้องส่วนตัวหลังจากเดินเข้าไปในรห้องโถง การแต่งกายของฉิงเสวียงทำให้เซี่ยเหล่ยพูดไม่ออก เขาสวมกางเกงทรงขากระบอกของผู้หญิงและสวมเสื้อยืดขาดๆ มองเห็นจุดสีชมพูจางๆบนหน้าอกแบนๆของเขา การแต่งตัวและการแต่งหน้าของเขาดูสวยยิ่งกว่าผู้หญิง แต่จริงๆแล้วก็ยังคงสังเกตได้ว่าเขาเป็นสาวประเภท 2 อยู่

 

          เซี่ยเหล่ยหยุดใช้สายตามองทะลุจากตาซ้ายและเดินเข้าไปในห้องที่ฉิงเสวียงอยู่

 

          ฉิงเสวียงมองไปยังกระเป๋าหนังในนูนที่เซี่ยเหล่ยถือมา “คุณเอาเงินมาจริงๆด้วย”

 

          เซี่ยเหล่ยนั่งลงตรงข้ามกับฉิงเสวียงและวางกระเป๋าหนังไว้บนโต๊ะ

 

          “คุณคิดมาดีแล้วหรือยัง? ถ้าผมรับเงินของคุณมาแล้วไม่ทำงานให้คุณ นั่นเท่ากับว่าเงินของคุณจะสูญเปล่าเลยนะ คุณรู้ใช่ไหม?” ฉิงเสวียงพูด

 

          เซี่ยเหล่ยผลักเงินไปให้ฉิงเสวียงและพูดอย่างเฉยเมย “ผมสัญญาว่าจะเอาเงินมาให้คุณ 200,000 หยวน ผมไม่กลัวว่าคุณจะหลอกผมและผมคงไม่ให้เงินคุณแน่ถ้าไม่ใช่เพราะมันต้องใช้ในการรักษาแม่ของคุณ ถ้าคุณคิดจะหลอกผม ก็แค่รับเงินแล้วออกไปซะ ผมจะไม่ทำอะไรคุณเลย....”

 

          ฉิงเสวียงดึงเชือกของกระเป๋าออกและมองเข้าไปด้านใน เขาไม่ได้พูดอะไรและถือกระเป๋าเดินตรงไปยังทางออก

 

          เซี่ยเหล่ยเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่แม้แต่จะหันไปมองฉิงเสวียง

 

          ฉิงเสวียงเดินไปถึงประตูออกจากห้องและทันใดนั้นก็หันกลับมา เขานั่งลงบนโซฟาด้วยรอยยิ้ม “คุณทำได้อย่างที่พูดจริงๆนะ ไม่ต้องกังวลไปหรอก ผมจะเอาเงินของคุณไปเพื่ออะไรล่ะ?”

 

          “คุณคงจะเป็นคนที่โง่มากถ้าทำอย่างนั้น ผมกำลังช่วยคุณ ไม่ได้จะใช้คุณเป็นทาส” เซี่ยเหล่ยพูด

 

          ฉิงเสวียงยิ้ม “คุณนี่เป็นคนดีจริงๆเลยนะ ขอบคุณสำหรับเงินนี้นะ มันสำคัญกับผมมากจริงๆ”

 

          “เอามันไปใช้รักษาแม่ของคุณ เธอเป็นคนที่ต้องการใช้มันมากที่สุด” เซี่ยเหล่ยพูด

 

          “ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เงินนี่ใช้สำหรับรักษาชีวิตแม่ของผม ผมจะไม่เอาไปใช้เลยแม้แต่น้อย” หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นมาใหม่ “ผมคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทั้งคืนและหาทางออกสำหรับมัน ตอนนี้เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะช่วยคุณ คุณกำลังคิดจะทำอะไร?”

 

          “ผมอยากรู้เรื่องของหล่าวฉี่มากขึ้น คุณบอกเรื่องนี้กับผมมาก่อน” เซี่ยเหล่ยพูด

 

          “เขาเป็นสุนัขรับใช้ของตระกูลกู๋” ฉิงเสวียงพูด

 

          เซี่ยเหล่ยรู้สึกระหลาดใจ เขาคิดว่าหล่าวฉี่ทำงานให้กู๋เค่อเหวินเพราะว่าเธอจ่ายค่าตอบแทนให้กับเขา แต่เซี่ยเหล่ยคาดไม่ถึงว่าหล่าวฉี่จะเกี่ยวข้องกับตระกูลกู๋แบบนี้

 

          ฉิงเสวียงพูดต่อ “ถ้าจะพูดเกี่ยวกับหล่าวฉี่ คุณต้องเริ่มจากตระกูลกู๋ก่อน คุณรู้ใช่ไหมว่าตระกูลกู๋เป็นหนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลที่สุดในชิงตู่ ? ตระกูลกู๋คุมทางฝั่งเหนือ ซึ่งมีมูลค่านับพันล้านและมีอาณาเขตกว้างขวาง สิ่งที่คุณไม่รู้ก็คือตระกูลกู๋แท้จริงแล้วเริ่มก่อตั้งขึ้นมาจากที่นี่ ในเมืองห่ายจู ปู่ของกู๋เค่อเหวิน กู๋ดิงชานก็เป็นคนนอกกฏหมายด้วยเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่ใสสะอาดในตระกูลกู๋ ตระกูลนี้โหดเหี้ยมเสมอมา และไม่ว่าใครก็ตามที่ต่อต้านพวกเขาจะมีจุดจบที่เลวร้ายเสมอ...”

 

          เซี่ยเหล่ยนึกถึงหลิวหยิง เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อของการขยายเม็ดเงินของตระกูลกู๋ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงที่ร่ำรวยอย่างกู๋เค่อเหวินถึงต้องใช้วิธีการสกปรกแบบนี้ในการแย่งชิงสิทธิบัตรสินค้ารวมถึงบริษัทของหลิวหยิงด้วย แต่เขาก็เพิ่งเข้าใจตอนนี้เองหลังจากได้ยินฉิงเสวียงพูดว่า กู๋ดิงชานเป็นพวกนอกกฏหมาย ผู้ที่เหยียบซากศพของคู่แข่งเพื่อขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด ลูกหลานของเขาจะเป็นคนดีไปได้ยังไง ?

 

          ฉิงเสวียงยังคงพูดต่อไป “พ่อของหล่าวฉี่เป็นลูกน้องของ กู๋ดิงชาน และเขาตายหลังจากใช้ตัวเองบังกระสุนให้ กู๋ดิงชาน จากนั้นเป็นต้นมา หล่าวฉี่ก็กลายเป็นสุนัขรับใช้ของตระกูลกู๋และเป็นคนวิ่งทำธุระต่างๆให้กับพวกเขา ที่เมืองห่ายจูไม่มีใครกล้าดูถูกเขา เพราะเขามีตระกูลกู๋หนุนหลัง เขาจึงทำตัวกร่างที่นี่โดยการกดขี่และข่มเหงผู้อื่น”

 

          “แล้วตำรวจสามารถทำอะไรเขาบ้างได้ไหม? เขาก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่นี่มาหลายปีแล้ว” เซี่ยเหล่ยพูด

 

          ฉิงเสวียงยิ้มขำๆ “ตำรวจต้องมีหลักฐานในการจับกุม พวกเขาจะทำอะไรได้ล่ะถ้าหากว่ามันไม่มีหลักฐาน? หล่าวฉี่เป็นคนเล่ห์เหลี่ยมจัด เขาไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายด้วยตัวเอง แต่กลับส่งลูกน้องไป เหมือนกับที่เขาข่มขู่ผม สาเหตุที่ผมต้องไปขโมยสิทธิบัตรของหลิวหยิงก็เป็นเพราะเขาสั่ง ผมจะกล้าบอกว่าเขาสั่งผมมาได้ยังไงถ้าเกิดผมถูกจับ?”

 

          ดูเหมือนว่าหลายๆเรื่องที่หล่าวฉี่ทำจะเป็นคำสั่งมาจากตระกูลกู๋ เมื่อกู๋เค่อเหวินอยากจะทำเรื่องเลวร้ายบางอย่าง เธอจะใช้ให้หล่าวฉี่ทำแทน มันจึงไม่เคยเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับตัวเธอเลย

 

          เซี่ยเหล่ยเงียบไปสักครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “เขาทำเรื่องสกปรกอะไรกับคุณ ?”

 

          ฉิงเสวียงมองเซี่ยเหล่ยราวกับต้องการจะรอดูพฤติกรรมเขา

 

          เซี่ยเหล่ยยิ้ม “ตอนนี้พวกเราเป็นเพื่อนกันหรือยัง? คุณคงไม่บอกผมถ้าคุณไม่เชื่อใจผม”

 

          ฉิงเสวียงถอนหายใจ “สำหรับผมคุณดีกว่าหล่าวฉี่” เขาหยุดก่อนจะพูดต่อ “ผมเป็นขโมย เมื่อสองปีก่อนผมปล้นร้านทอง และผมไม่รู้ว่ามันเป็นร้านของหล่าวฉี่ ผมถูกกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ตอนขโมยของ และเขาสามารถตามหาตัวผมจนเจอได้แม้ว่าผมจะปิดบังหน้าเอาไว้ เขาไม่ได้ส่งผมให้กับตำรวจ แต่กลับให้สำเนาวิดีโออันนั้น และส่งผมให้ไปขโมยของที่เขาต้องการตั้งแต่นั้นมา”

 

          “คุณเคยเป็นขโมย ทำไมคุณถึงไม่คิดจะขโมยวิดีโอนั้นล่ะ?”

 

          ฉิงเสวียงยิ้มขำๆ “มันจะช่วยอะไรได้ล่ะ? เขารู้ว่าเป็นผม และเขาต้องส่งคนมาฆ่าผมแน่ การมีชีวิตอยู่โดยยอมให้เขาใช้งานย่อมดีกว่าตาย”

 

          “เขาอยู่ที่ไหน?”

 

          ฉิงเสวียงไม่พูดอะไร เขาหยิบกระดาษสำเนาบางอย่างออกมจากกระเป๋าสีฉูดฉาดและส่งมันให้เซี่ยเหล่ย

 

          เซี่ยเหล่ยเหลือบมองไปที่กระดาษ มันเป็นที่อยู่ของหล่าวฉี่ ชื่อของคนในครอบครัว อายุและตารางงานของบอดี้การ์ดบางคนถูเขียนไว้ในนั้น มันมีรายละเอียดค่อนข้างมาก

 

          “คุณมีแผนจะจัดการเขายังไง?” ฉิงเสวียงลองหยั่งเชิงถาม

 

          “ตอนนี้ผมยังไม่มีแผน ออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ ผมจะติดต่อคุณไปเองถ้าผมต้องการความช่วยเหลือ” เซี่ยเหล่ยหยิบกระดาษนั้นออกไปด้วย

 

          “โอเค ผมจะไปโรงพยาบาลเพื่อจ่ายค่ารักษา ไว้เจอกัน” ฉิงเสวียงหยิบกระเป๋าหนังและเดินออกไป

 

          เซี่ยเหล่ยยังคงนั่งอยู่ในห้องและครุ่นคิด

 

          ถ้าหล่าวฉี่เป็นสุนัขรับใช้ของตระกูลกู๋ หล่าวฉี่ก็ต้องมีอำนาจในระดับหนึ่ง แล้วจะไปสู้กับคนพวกนั้นได้ยังไง?

 

          ติดตามตอนต่อไป...

 

           

จบบทที่ TXV –  72 สุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์

คัดลอกลิงก์แล้ว