- หน้าแรก
- เทพกระบี่โลหิตผ่าสวรรค์
- บทที่ 23 - เคล็ดวิชาเพ่งดารา
บทที่ 23 - เคล็ดวิชาเพ่งดารา
บทที่ 23 - เคล็ดวิชาเพ่งดารา
บทที่ 23 - เคล็ดวิชาเพ่งดารา
"ผู้คนบนโลกต่างรู้จักเพียงหยินบริสุทธิ์ ทว่ากลับไม่รู้เลยว่าในนิกายของข้า หยางบริสุทธิ์ก็มีประโยชน์มหาศาลเช่นเดียวกัน"
สิ้นเสียงของหญิงชรา นางก็โถมตัวเข้าทาบทับเขาทันที
เซวียเทียนหมิงย่อมรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เขาเบือนหน้าหนี หลบเลี่ยงริมฝีปากของหญิงชรา
ใบหน้าที่เคยเย็นชาพลันปรากฏความตื่นตระหนก
"ท่านอาจารย์ เรื่องนี้อย่าทำเลยจะดีกว่า"
เพียะ
ยังไม่ทันสิ้นเสียง หญิงชราก็ตบหน้าเซวียเทียนหมิงไปหนึ่งฉาด บีบปลายคางของเขาไว้แน่น เล็บจิกจมลึกลงไปในเนื้อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน กล้าปฏิเสธข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าไม่คิดถึงน้องสาวที่ถูกศิษย์ลำดับที่สองของนิกายโลหิตบีบบังคับบ้างเลยหรือ"
หัวใจของเซวียเทียนหมิงสั่นสะท้าน แววตาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมรับชะตากรรม
เขาและน้องสาวต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพื่อช่วยเหลือน้องสาว เขายอมทำได้ทุกอย่าง
ยอมขายวิญญาณ หรือแม้กระทั่งร่างกาย
"แบบนี้สิถึงจะถูก รอให้ข้าฟื้นฟูพลังกลับมาได้สักเจ็ดแปดส่วน เมื่อเจ้าได้ครอบครองสมบัติในแดนเพลิงผลาญ ข้าถึงจะสามารถปกป้องเจ้าให้หนีรอดไปได้"
หญิงชราปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเซวียเทียนหมิงออกอย่างง่ายดาย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นยิ้มร่าจนดูคล้ายดอกเบญจมาศที่บานสะพรั่ง
ตบหัวแล้วลูบหลัง
วันนี้ นางจะได้กินหญ้าอ่อนเสียที
ที่พวกนางเดินทางมาที่นี่ ไม่ใช่แค่เพื่อมารักษาอาการป่วยให้กับตาเฒ่าแห่งหอสมบัติจื้อเป่าเท่านั้น
แต่ยังเพื่อมาไขว่คว้าโอกาสในแดนเพลิงผลาญที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลลวงตาด้วย
แววตาของเซวียเทียนหมิงเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ทั้งหญิงชราผู้นี้ และไอ้หนุ่มที่มาขัดขวางแผนการของเขา เขาจะไม่ปล่อยพวกมันไว้แม้แต่คนเดียว
ใช่ ไอ้หนุ่มนั่น หากไม่ใช่เพราะมันยุยงให้เยี่ยเจิ้งหยวนทำร้ายอาจารย์ของเขา เขาจะตกมาอยู่ในสภาพเช่นนี้หรือ
มันต้องตาย
ขออย่าให้ได้เจอกันอีกเลย
...
"ขอบคุณท่านทั้งสอง ข้าฟื้นตัวได้มากแล้ว เวลาไม่เช้าแล้ว รีบไปพักผ่อนกันเถอะ"
บนเตียงนอน โจวหยวนลืมตาขึ้น ก็พบว่าหวาเฟยและเยี่ยเจิ้งหยวนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
ราวกับต้องการจะปอกเปลือกเขาออก เพื่อดูว่าข้างในนั้นมีส่วนประกอบอะไรซ่อนอยู่บ้าง
โจวหยวนรู้สึกขนลุกซู่ จึงรีบประสานมือกล่าวลา
"เจ้าน้องชาย ดูจากสีหน้าของเจ้าแล้วเหมือนจะยังไม่ค่อยดีเท่าไร เอาอย่างนี้ คืนนี้ให้พี่สาวอยู่ดูแลเจ้าที่นี่ดีหรือไม่"
หวาเฟยลุกขึ้นยืน เดินตรงเข้ามาหาโจวหยวน
"ไม่ต้องหรอกพี่หวาเฟย ข้าเหนื่อยแล้ว"
ยังไม่ทันที่หวาเฟยจะพูดจบ โจวหยวนก็รีบดันตัวนางออกไปนอกห้อง
หากให้นางอยู่ต่อในค่ำคืนนี้ โจวหยวนก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะสามารถควบคุมตัวเองได้หรือไม่
ท้ายที่สุดเขาก็เป็นแค่บุรุษธรรมดาคนหนึ่ง
ทนรับมือได้รอบเดียว ก็ไม่ได้แปลว่าจะทนรอบที่สองได้เสียหน่อย
"อายุน้อยแค่นี้ กลับไม่มีมารยาทเอาเสียเลย"
หวาเฟยตั้งท่าจะเคาะประตู แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ลงมือ นางยกมือขึ้นกอดอก กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
เยี่ยเจิ้งหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู เขาไม่เคยเห็นหวาเฟยเสียอาการให้กับชายหนุ่มคนไหนมากขนาดนี้มาก่อนเลย
นี่เป็นครั้งแรกเลยทีเดียว
ไอ้หนุ่มนี่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดี ข้าชอบ
"คาดไม่ถึงเลยนะ ว่าเจ้าจะได้รับความเอ็นดูถึงเพียงนี้"
เสียงหยอกล้อของเยี่ยชิงเซียนดังขึ้น ลอยตัวอยู่กลางอากาศพลางเลิกคิ้วมอง
"ท่านก็เลิกหยอกล้อข้าเสียทีเถอะ ว่าแต่ท่านผู้อาวุโส การฝึกฝนพลังจิตวิญญาณนั้นทำอย่างไรหรือ"
โจวหยวนยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า เขารู้ดีว่าที่หวาเฟยแสดงท่าทีเช่นนี้ ส่วนสำคัญที่สุดก็เป็นเพราะเขามีศักยภาพและมีเบื้องหลังที่พึ่งพาได้
แน่นอนว่า เขาเข้าใจการกระทำที่หวังผลของเจียงชิงเหยียนเป็นอย่างดี
หากปราศจากสองสิ่งนี้ ต่อให้หล่อเหลาแค่ไหน ก็คงไม่อยู่ในสายตาของนางหรอก
พลังอำนาจคือสิ่งสำคัญที่สุด
"มองโลกได้ทะลุปรุโปร่งดีนี่"
เมื่อได้ยินคำตอบของโจวหยวน เยี่ยชิงเซียนก็พยักหน้าอย่างชื่นชม
ท่ามกลางสิ่งยั่วยวนมากมาย โจวหยวนสามารถควบคุมตัวเองได้ถึงเพียงนี้ ถือว่าไม่ง่ายเลย
"การฝึกฝนพลังจิตวิญญาณจะไปยากอะไร เคล็ดวิชาเพ่งดารา เพียงแค่เพ่งมองอักขระดาราบนตัวกระบี่ ก็ช่วยเพิ่มพูนพลังจิตได้อย่างมหาศาลแล้ว"
เยี่ยชิงเซียนยกมือขึ้นกอดอก ท่าทางดูเย่อหยิ่งไม่เบา
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วทำไมถึงเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้เล่า"
"ก็เจ้าไม่ได้ถามนี่"
โจวหยวนถึงกับพูดไม่ออก
ยังไม่ทันที่โจวหยวนจะเอ่ยปากอะไรต่อ เยี่ยชิงเซียนก็แตะปลายนิ้วลงที่หว่างคิ้วของเขา ความทรงจำมากมายไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำ
"นี่คือ เคล็ดวิชาเพ่งดารา อย่างนั้นหรือ"
หลังจากอ่านทบทวนดูรอบหนึ่ง โจวหยวนก็สัมผัสได้ถึงความลึกล้ำซับซ้อนของมัน จึงพึมพำออกมา
หากเยี่ยชิงเซียนบอกเขาก่อนหน้านี้ บางทีอาจจะ
ความจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าเยี่ยชิงเซียนไม่อยากบอกเขา แต่ก่อนหน้านี้พลังจิตวิญญาณของโจวหยวนยังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถทนรับมันได้ต่างหาก
"สำหรับเจ้าในตอนนี้ ฝึกฝนแค่ขั้นแรกก็เพียงพอแล้ว"
เยี่ยชิงเซียนเอ่ยเตือนอยู่ข้างๆ เกรงว่าหากบอกช้าไป แล้วโจวหยวนเกิดทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา มันจะไม่คุ้มเสีย
โจวหยวนเป็นคนหัวไว เขาดึงสติสัมปชัญญะเข้าสู่ห้วงแห่งการหยั่งรู้ โคจรเคล็ดวิชาเพ่งดาราขั้นแรก
เพ่งมองไปยังอักขระดาราดวงแรกบนกระบี่หักสีดำ
ทันใดนั้น อักขระดาราที่ดูธรรมดาก็ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าเขา ท่ามกลางความเลือนลาง โครงสร้างของโลกใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
"อ๊าก"
โจวหยวนรู้สึกเจ็บปวดจี๊ดที่จิตวิญญาณ เขาหลุดออกจากห้วงการหยั่งรู้ นอนหอบหายใจอยู่บนเตียง
เมื่อความเจ็บปวดทุเลาลง โจวหยวนก็รู้สึกสมองปลอดโปร่ง จิตใจแข็งแกร่งขึ้นมาก
แววตาเป็นประกาย นี่คือพลังจิตวิญญาณ ความแข็งแกร่งของพลังจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นแล้ว
ตอนนี้พลังจิตวิญญาณของโจวหยวนยังค่อนข้างต่ำ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
เมื่อเข้าสู่ระดับสูงขึ้น พลังจิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ชัดเจนขนาดนี้แล้ว
ทำต่อไป
วันรุ่งขึ้น โจวหยวนลืมตาขึ้นตามเสียงเรียกของเสิ่นอวี้
เขาลูบหัวเสี่ยวไป๋ที่กำลังเลียหน้าเขาอยู่ข้างๆ
"ศิษย์พี่ล่ะ"
โจวหยวนบิดขี้เกียจ หาวหวอดใหญ่ เมื่อคืนนี้ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน
"วันนี้เป็นงานประลองปรมาจารย์ยันต์วิญญาณ พี่อวิ๋นซีออกไปตั้งนานแล้ว"
เสิ่นอวี้ไม่ปิดบัง เบ้ปากตอบกลับ
เมื่อเช้า ลั่วอวิ๋นซีพานางมาดูรอบหนึ่งแล้ว เห็นโจวหยวนหลับสนิท
จึงไม่ได้ปลุกเขา ปล่อยให้นางอยู่เฝ้าที่นี่แทน
ถือว่าได้เปรียบไอ้ผู้ชายงี่เง่าคนนี้ไปก็แล้วกัน
งานประลองปรมาจารย์ยันต์วิญญาณ มีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วยนี่นา
มันน่าสนใจสำหรับลั่วอวิ๋นซี แต่สำหรับโจวหยวนแล้ว เขาแทบจะไม่มีความสนใจเลย
"เตรียมตัวให้พร้อม เดี๋ยวข้าจะคลายผนึกในตัวเจ้าให้"
โจวหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง งานประลองปรมาจารย์ยันต์วิญญาณ มียอดฝีมือระดับสูงคอยควบคุมดูแลอยู่มากมาย คนของนิกายโลหิตทั้งสองคนนั้นคงไม่กล้ามาหาเรื่องหรอก
สู้ฉวยโอกาสนี้ นำเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวออกมาจากตัวเสิ่นอวี้เลยดีกว่า
"จริงหรือ"
ดวงตาของเสิ่นอวี้เป็นประกายวิบวับ โจวหยวนไม่ได้ตอบคำถาม แต่พิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำแทน
"น้องโจวหยวน ลองดูสิว่า ของพวกนี้ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการหรือไม่"
หวาเฟยปรบมือเบาๆ พนักงานที่อยู่ด้านนอกก็ยกถาดใส่สมุนไพรเข้ามา
"ถูกต้อง"
หลังจากตรวจสอบดู โจวหยวนก็พยักหน้ายืนยัน
สมุนไพรแต่ละชนิดล้วนเป็นของชั้นเลิศ ในเรื่องนี้ หวาเฟยถือว่าใส่ใจมากทีเดียว
"รบกวนผู้อาวุโสเยี่ยช่วยเป็นธุระให้ด้วยนะขอรับ"
โจวหยวนจัดการเตรียมน้ำยาอาบสมุนไพร ให้เสิ่นอวี้ลงไปนั่งแช่ ก่อนจะหันไปประสานมือขอร้องเยี่ยเจิ้งหยวน
เมื่อมีเรื่องต้องขอร้อง ท่าทีก็ต้องอ่อนน้อมลงเป็นธรรมดา
"ได้สิ"
เยี่ยเจิ้งหยวนพยักหน้ารับ เขาเริ่มลงมือวาดค่ายกลตามแบบแปลนของโจวหยวน
เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ค่ายกลที่ใช้แก้ผนึกให้เขาเมื่อวานนี้ แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้
หลังจากวาดเสร็จ เยี่ยเจิ้งหยวนก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก แต่กลับพบว่ามันมีความแตกต่างจากค่ายกลเมื่อวานอยู่บ้าง
เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ ในเมื่อเป็นการแก้ผนึกเหมือนกัน แล้วทำไมถึงต้องใช้ค่ายกลถึงสองแบบด้วย
แต่ในเมื่อนี่เป็นความลับของโจวหยวน เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามออกไป
การทำเช่นนั้นถือว่าผิดมารยาทอย่างยิ่ง
อีกอย่าง ดังที่หวาเฟยบอก เขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเจียงชิงเหยียน เขาเองก็ไม่อยากจะไปล่วงเกิน
"สหายตัวน้อย เจ้านี่"
เยี่ยเจิ้งหยวนหยิบท่อนไม้ที่แข็งเป็นพิเศษส่งให้โจวหยวน
เขาเกือบจะกัดกระดูกแขนตัวเองจนหักมาแล้ว
คิดว่าเด็กสาวตัวน้อยคนนี้ก็คงต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานเช่นเดียวกัน
"ไม่ต้องใช้หรอก"
โจวหยวนส่ายหน้าเบาๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หวาเฟยและเยี่ยเจิ้งหยวนไม่วางตา
"น้องชาย มองข้าแบบนี้ ข้าก็ชักจะเขินขึ้นมาแล้วสิ"
หวาเฟยหลบสายตาลงต่ำ ทำทีเป็นขัดเขิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยดย้อย
"ความหมายของข้าก็คือ อยากให้พวกท่านทั้งสองช่วยออกไปรอข้างนอกหน่อยขอรับ"
โจวหยวนกระแอมไอเบาๆ ไม่คาดคิดเลยว่าหวาเฟยจะเข้าใจผิดไปไกลขนาดนี้
หวาเฟยถึงกับชะงัก
ดี ดีมาก เป็นข้าเองที่คิดไปเองฝ่ายเดียวสินะ
นางกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ บิดสะโพกเดินออกจากห้องไป
"พี่หวาเฟย"
ขณะที่นางกำลังจะก้าวพ้นประตู เสียงของโจวหยวนก็ดังตามหลังมา
ใบหน้าของหวาเฟยปรากฏรอยยิ้มดีใจ ก็รู้อยู่แล้วว่าเขายังรู้จักทะนุถนอมสตรีอยู่บ้าง
การจะเล่นตัวก็ต้องมีขอบเขตสินะ ช่างน่าสนใจจริงๆ
นางกำลังคิดว่าจะวางตัวอย่างไรดีเพื่อเผชิญหน้ากับโจวหยวน ใช่แล้ว ต้องแสดงความสง่างามของนางออกมาให้เห็น
"ช่วยปิดประตูให้ด้วย"
ประโยคนี้ทำลายจินตนาการทั้งหมดของหวาเฟยจนพังทลาย
ใบหน้าที่เคยสวยงามเย้ายวนของหวาเฟย ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง
ปัง
นางปิดประตูใส่หน้าอย่างแรง
โจวหยวนยกมือขึ้นเกาหัว นี่มันก็แค่เรื่องง่ายๆ ที่ทำได้สบายๆ ไม่ใช่หรือไง
ทำไมถึงต้องอารมณ์เสียขนาดนี้ด้วย
"ไม่เจ็บจริงๆ หรือ"
เสิ่นอวี้จ้องมองโจวหยวนด้วยความกังวล
นางได้เห็นขั้นตอนการแก้ผนึกของเยี่ยเจิ้งหยวนมากับตาแล้ว
"ไร้สาระน่า"
โจวหยวนประสานอินด้วยมือ กระตุ้นการทำงานของค่ายกล
พ่อแม่ของเสิ่นอวี้รักและห่วงใยนางมาก
พวกเขาใช้ความพยายามอย่างมาก ในการซ่อนเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวไว้ในตัวของเสิ่นอวี้
เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อนาง และยังสามารถซ่อนเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวได้อย่างมิดชิด มันไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันเลยแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงช่วงเวลาสำคัญ โจวหยวนก็บีบหญ้าจิตมังกรทั้งสามต้นจนแหลกคามือ แล้วแผดเสียงตวาดลั่น
"จงแตกสลายไปซะ"
[จบแล้ว]