- หน้าแรก
- เทพกระบี่โลหิตผ่าสวรรค์
- บทที่ 20 - นามแห่งนิกายโลหิต
บทที่ 20 - นามแห่งนิกายโลหิต
บทที่ 20 - นามแห่งนิกายโลหิต
บทที่ 20 - นามแห่งนิกายโลหิต
"หากน้องชายสามารถช่วยพี่สาวทำเรื่องหนึ่งได้สำเร็จ หญ้าจิตมังกรเหล่านี้ พี่สาวจะยกให้เจ้าฟรีๆ เลย"
โจวหยวนจ้องมองหวาเฟยด้วยความคลางแคลงใจ มีเรื่องดีๆ เช่นนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ
"หญ้าจิตมังกรไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป หอสมบัติจื้อเป่าของเราใช้เวลาเสาะหาอยู่หลายปี กว่าจะได้มาเพียงแค่สี่ต้นเท่านั้น ที่อื่นเกรงว่าจะไม่มีขายหรอกนะ"
คล้ายกับอ่านความคิดของโจวหยวนออก หวาเฟยจึงกล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถก็แล้วกัน"
โจวหยวนถอนหายใจแผ่วเบา นางพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้ถอยหลังกลับได้อีก
"ตามข้ามาเถอะ"
เมื่อเห็นโจวหยวนตอบตกลง หวาเฟยก็ส่งยิ้มหวานหยดย้อย นางไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเขาหรอก แต่นางเชื่อมั่นว่าสายตาของเจียงชิงเหยียนไม่มีทางมองคนผิดแน่
บุรุษที่สามารถทำให้นางถึงกับต้องเหลียวมอง ย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หอสมบัติจื้อเป่าชั้นสี่
"เรื่องอื่นข้าสามารถตกลงได้ทั้งหมด ยกเว้นเรื่องที่จะให้หวาเฟยแต่งงานกับเขา ข้าไม่มีทางยอมเด็ดขาด"
ชายชราผู้มีรูปร่างค่อมงอ ท่าทางเคร่งขรึมดูน่าเกรงขาม บริเวณหว่างคิ้วมีไอหมอกสีดำปกคลุม ขมวดคิ้วแน่นพลางตวาดลั่น
"ตาเฒ่าเยี่ย อย่าได้มีโทสะรุนแรงนักเลย มีอะไรก็ค่อยๆ พูดจากันดีกว่าน่า"
หญิงชราผู้สวมชุดของนิกายลึกลับ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาฉายแววดุร้าย เอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
ข้างกายนางมีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้ามีรอยแผลเป็น นัยน์ตาทรงสามเหลี่ยมเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความคาวเลือดและโหดเหี้ยมอำมหิตนั่งอยู่ด้วย
"ไม่มีอะไรต้องพูดคุยกันอีกแล้ว"
เยี่ยเจิ้งหยวนสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ขัดคำพูดของหญิงชรา
หวาเฟยมีตำแหน่งบังหน้าเป็นหัวหน้าผู้จัดการประมูลแห่งหอสมบัติจื้อเป่า แต่แท้จริงแล้วนางคือคนของตระกูลหวาแห่งมัชฌิมทวีป
จากเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งใหญ่ ทำให้นางต้องกลายเป็นเพียงคนของสายรอง และถูกผู้นำตระกูลส่งตัวมาบริหารงานหอสมบัติจื้อเป่าที่นี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขามองดูหวาเฟยเติบโตมาตั้งแต่เด็ก จะยอมผลักไสนางลงสู่ขุมนรกได้อย่างไร
คนของนิกายโลหิตเป็นตัวตนเช่นไร เขาย่อมรู้ดีกว่าใครทั้งหมด
"หึ ไม่ตกลงอย่างนั้นหรือ แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วันกันเล่า หากใช้เคล็ดวิชามารของนิกายโลหิตแห่งข้าช่วยกัดกร่อนผนึกนั่น อาจจะช่วยต่อชีวิตให้เจ้าได้อีกสักสองสามปีก็เป็นได้นะ"
หญิงชราแค่นเสียงเย็นชา ตาเฒ่าผู้นี้ช่างแยกแยะอะไรไม่ออกเอาเสียเลย
หากไม่ใช่เพราะหอสมบัติจื้อเป่าเสนอผลตอบแทนให้อย่างงาม นางคงไม่ทนปั้นหน้ายิ้มรับฟังคำด่าทอของเขาเช่นนี้หรอก
"ตราบใดที่ข้ายังอยู่ที่นี่ ก็อย่าหวังว่าพวกเจ้าจะได้ทำตัวกำเริบเสิบสาน"
แรงกดดันระดับตำหนักมรรคขั้นที่หนึ่งของเยี่ยเจิ้งหยวนแผ่ซ่านออกมา กดทับจนพวกเขาทั้งสองคนแทบจะหายใจไม่ออก
"ดี ดี ดีมาก มีความเด็ดเดี่ยวดีนี่ ข้าก็หวังว่าแม่หวาเฟยของเจ้า จะไม่มาก้มหัวอ้อนวอนขอให้พวกเราช่วยชีวิตเจ้าในภายหลังก็แล้วกัน"
หญิงชรามีสีหน้ามืดทะมึน เอ่ยคำว่าดีรวดเดียวสามคำ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพาชายหนุ่มเดินจากไป
"แอ๊ด"
บานประตูห้องถูกผลักเปิดออก หวาเฟยเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
"ผู้อาวุโสเยี่ย ผนึกของท่าน อาจจะมีทางแก้แล้วนะเจ้าคะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงชราก็ชะงักฝีเท้า แววตาฉายความตื่นตะลึง นึกไม่ออกเลยว่าใครจะมีฝีมือเก่งกาจถึงเพียงนี้
นางต้องการจะรอดูให้เห็นกับตา ว่าใครกันแน่ที่มีฝีมือร้ายกาจปานนี้
"จริงหรือ"
ดวงตาของเยี่ยเจิ้งหยวนทอประกายความหวัง ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครอยากตายหรอกนะ
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เขาบรรลุถึงระดับตำหนักมรรคขั้นที่หนึ่งขั้นสูงสุด เพื่อช่วยชีวิตบิดาของหวาเฟย เขาได้เดินทางไปยังหุบเหวฝังเทพเพื่อเสาะหาสมุนไพรวิเศษ แต่กลับต้องคำสาปถูกผนึกพลังเอาไว้อย่างลึกลับ
ผนึกนั้นสกัดกั้นไม่ให้ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก้าวหน้า อีกทั้งยังคอยดูดกลืนพลังและกัดกร่อนเลือดเนื้อของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน
หากสามารถปลดผนึกนี้ออกได้ เขาอาจจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับตำหนักมรรคขั้นที่สอง ช่วยต่ออายุขัยให้ยืนยาวไปได้อีกหลายสิบปีเลยทีเดียว
โจวหยวนและพวกทั้งสามคนเดินเข้ามาในห้อง โดยไม่ได้รับความสนใจจากพวกเขาทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย
หญิงชราและเยี่ยเจิ้งหยวนต่างจับจ้องไปที่ประตูอย่างใจจดใจจ่อ รอคอยการปรากฏตัวของบุคคลผู้นั้น
ผ่านไปเนิ่นนาน ก็ไม่มีใครเดินเข้ามาในห้องอีกเลย
กว่าพวกเขาจะรู้สึกตัวได้
"คนที่เจ้าบอกว่า สามารถช่วยปลดผนึกให้ข้าได้ อยู่ในกลุ่มพวกเขาอย่างนั้นหรือ"
เยี่ยเจิ้งหยวนเอ่ยถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
เมื่อเห็นหวาเฟยพยักหน้ารับ หญิงชราก็หัวเราะลั่นออกมาทันที
"ฮ่าฮ่า เป็นแค่มดปลวกตัวจ้อย กล้าดียังไงมาคุยโวว่าจะปลดผนึกได้"
ในสายตาของหญิงชรา ระดับการบำเพ็ญเพียรของโจวหยวนและพวก ก็เป็นเพียงแค่มดปลวกเท่านั้นเอง
"เทียนหมิงคือศิษย์ลำดับที่ห้าแห่งนิกายโลหิตของข้า อีกทั้งยังเป็นตัวเต็งที่จะก้าวขึ้นเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ การที่เจ้าจะแต่งงานกับเขา นับว่าไม่ขาดทุนเลยสักนิด"
หลังจากเยาะเย้ยโจวหยวนจบ หญิงชราก็ชี้มือไปยังชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายเพื่อแนะนำให้รู้จัก
ศิษย์ของนิกายโลหิตแบ่งออกเป็น ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน ศิษย์ชั้นยอด ศิษย์สายตรง และศิษย์ตามลำดับขั้น
ผู้ชนะจากศิษย์ตามลำดับขั้น ก็จะได้ก้าวขึ้นเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ประจำนิกาย
และอย่างที่รู้กันดีว่า นิกายโลหิตเป็นนิกายที่ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้ที่โดดเด่นที่สุดเพียงผู้เดียวเท่านั้น
"น้องเฟยเอ๋อร์ ข้าจริงจังกับเจ้านะ หากเจ้าตกลงแต่งงานกับข้า ข้าจะขอร้องให้ท่านอาจารย์ช่วยเหลือท่านผู้อาวุโสเยี่ยอย่างสุดความสามารถเลย"
เซวียเทียนหมิงเอ่ยปากพูดจาหวานหู แสร้งทำเป็นคนดีมีเมตตา ก่อนจะปรายตามองโจวหยวนด้วยสายตาเหยียดหยาม
"คนหลอกลวงพรรค์นี้ข้าเคยเห็นมาเยอะแล้ว เจ้าต้องเบิกตาดูให้ดีๆ ล่ะ"
สายตาของเขาจับจ้องเรือนร่างเย้ายวนของหวาเฟยด้วยความหิวกระหาย
หากไม่ใช่เพราะร่างกายของนางเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการบำเพ็ญคู่ และใกล้จะถึงช่วงเวลาการแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาจะยอมลดตัวลงมาทำท่าทีเช่นนี้หรือ
"พวกเจ้าคือคนของนิกายโลหิตอย่างนั้นหรือ"
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องนี้ เครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาก็สะดุดตาโจวหยวนทันที
คนเกลียดกันมักจะมาพบกันโดยบังเอิญ
ช่างเป็นการเสียเวลาพลิกแผ่นดินตามหา ทว่ากลับได้มาพบเจอโดยไม่ต้องลงแรงเลยจริงๆ
"ไอ้หนุ่ม ถือว่าเจ้าพอมีวิสัยทัศน์อยู่บ้าง ที่เคยได้ยินนามแห่งนิกายโลหิตของข้า"
หญิงชราแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ที่แท้ก็เป็นพวกที่เคารพเลื่อมใสนิกายโลหิตนี่เอง
ถ้างั้นเรื่องราวก็คงจะจัดการได้ง่ายขึ้นเยอะ
"ไม่ได้แค่เคยได้ยินเท่านั้นหรอกนะ แต่ข้าอยากจะฆ่าล้างโคตรคนของนิกายโลหิตให้หมดสิ้นไปเลยต่างหากล่ะ"
น้ำเสียงของโจวหยวนเยียบเย็นจับขั้วหัวใจ นิกายโลหิตลงมือสังหารล้างตระกูลโจวของเขาจนหมดสิ้น ถือเป็นการสร้างความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้
เดิมทีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับนิกายโลหิต เขาก็ต้องจัดการให้เด็ดขาดเสียแล้ว
"ไอ้หนุ่ม วอนหาที่ตายนักนะ"
หญิงชรามีสีหน้ามืดทะมึน ช่างเป็นเด็กที่อ่อนหัดไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย นางตั้งใจจะลงมือสังหารโจวหยวนให้ตายตกไปตรงนั้น
"ผู้อาวุโสเยี่ย เรามาทำข้อตกลงกันดีกว่า สังหารยายเฒ่าผู้นี้เสีย แล้วข้าจะช่วยปลดผนึกให้ท่าน"
"ปัง"
การโจมตีที่พุ่งตรงมายังใบหน้าของโจวหยวนถูกปัดป้องเอาไว้ได้ทันท่วงที
"ตาเฒ่าเยี่ย เจ้าอย่าไปหลงเชื่อคำพูดไร้สาระของไอ้เด็กนี่เลย ขนาดเคล็ดวิชามารของนิกายโลหิตยังทำไม่ได้ แล้วมันจะมีปัญญาทำได้อย่างไร"
หญิงชราอึดอัดใจราวกับเพิ่งกลืนแมลงวันลงคอ รีบเอ่ยยุยงให้เยี่ยเจิ้งหยวนไขว้เขว
"หึ สิ่งที่นิกายโลหิตของพวกเจ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะทำไม่ได้เสียหน่อย"
โจวหยวนแค่นเสียงเย็นชา คนของนิกายโลหิต ล้วนเป็นพวกที่ทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายโดยไร้ซึ่งมนุษยธรรม สมควรตายให้หมดทุกคน
ในเมื่อนิกายโลหิตล้างผลาญตระกูลโจวของเขา เขาก็จะล้างผลาญนิกายโลหิตจนสิ้นซาก มันก็สมเหตุสมผลดีไม่ใช่หรือ
"ข้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ หากปลดผนึกไม่ได้ ท่านก็จัดการข้าได้ตามใจชอบเลย"
เมื่อเห็นเยี่ยเจิ้งหยวนลังเล โจวหยวนก็รีบเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อเสนอของตน
"บัดซบ เอาแบบนี้แหละ"
ดวงตาของเยี่ยเจิ้งหยวนทอประกายความดุร้าย พลังวิญญาณแผ่ซ่านอย่างรุนแรง
"ความแค้นในวันนี้ นิกายโลหิตของข้าจะจดจำไว้ในใจ"
หญิงชราที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตัดสินใจใช้โล่โลหิตเพื่อหลบหนีไปพร้อมกับเซวียเทียนหมิง
นางเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพเทวะ ย่อมไม่อาจต่อกรกับเยี่ยเจิ้งหยวนได้ การหลบหนีจึงเป็นเรื่องง่ายดายที่สุด
"น่าเสียดายที่ปล่อยให้นางหนีไปได้"
เยี่ยเจิ้งหยวนส่ายหน้าแผ่วเบา สายตาของเขาจับจ้องมาที่โจวหยวน
"ตาเฒ่าคนนี้ก็มีลูกเล่นไม่เบา หากเขาใช้พลังอย่างเต็มที่ ก็สามารถรั้งตัวยายเฒ่านั่นไว้ได้สบายๆ"
เสียงหยอกล้อของเยี่ยชิงเซียนดังก้องขึ้นในหัวของโจวหยวน
โจวหยวนเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที ประสบการณ์ยิ่งมากก็ยิ่งเจ้าเล่ห์ คำกล่าวนี้น่าจะถูกต้องที่สุด
เขาช่วยเหลือเยี่ยเจิ้งหยวน แต่ก็ไม่ได้ล่วงเกินนิกายโลหิตจนถึงขั้นแตกหัก
รอให้เขาบาดเจ็บทุเลาลง นิกายโลหิตก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องหอสมบัติจื้อเป่าเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก
เพราะที่นี่คือเมืองยันต์
หอสมบัติจื้อเป่ามีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าปรมาจารย์ยันต์วิญญาณ พวกเขาคงไม่กล้าล่วงเกินแน่
และยิ่งไม่คุ้มค่าที่จะมาบาดหมางกันเพราะเรื่องแค่นี้
"น้องชาย เจ้ามีวิธีแก้จริงๆ อย่างนั้นหรือ"
ดวงตาของหวาเฟยทอประกายระยิบระยับ นางนำกล่องทั้งสี่ใบออกมาเปิดให้ดู ภายในนั้นบรรจุหญ้าจิตมังกรที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิด
นี่คือสิ่งที่ผู้อาวุโสแห่งนิกายโลหิตที่เพิ่งหลบหนีไปต้องการเช่นกัน
หากไม่ใช่เพราะโจวหยวน นางก็อาจจะจำใจต้องตอบรับเงื่อนไขของนิกายโลหิตไปแล้ว
ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด นางก็ไม่อาจทนเห็นผู้อาวุโสเยี่ยต้องมาตายไปต่อหน้าต่อตาได้
"หากข้าบอกว่าไม่มีวิธี พวกท่านจะปล่อยข้าไปอย่างนั้นหรือ"
โจวหยวนไหวไหล่เบาๆ เอ่ยสะกิดให้เห็นความเป็นจริง
หวาเฟยนิ่งเงียบไป เยี่ยเจิ้งหยวนค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้โจวหยวนทีละก้าว ท่าทางไม่เป็นมิตรนัก
"จะปล่อยสิ ทำไมข้าจะไม่ปล่อยเล่า แต่คงน่าเสียดายที่พี่สาวต้องเดินทางไปขอขมาผู้อาวุโสแห่งนิกายโลหิตถึงที่เสียแล้ว"
หวาเฟยยื่นแขนเรียวยาวออกมาขวางหน้าเยี่ยเจิ้งหยวนเอาไว้ เอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
เยี่ยเจิ้งหยวนไม่รู้ แต่นางรู้ดีว่าเจียงชิงเหยียนได้ออกตัวอย่างชัดเจนว่าโจวหยวนคือสหายของนาง
เจียงชิงเหยียนเป็นใครกันเล่า
นางคือศิษย์ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของปรมาจารย์ยันต์วิญญาณระดับหกเพียงผู้เดียวในแดนบูรพานี้
ถอยไปก้าวหนึ่ง หากโจวหยวนไม่ตอบตกลง นางก็ไม่อาจใช้กำลังบีบบังคับเขาได้
แม้เยี่ยเจิ้งหยวนจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่นางก็ต้องมีเหตุผลที่ทำเช่นนี้ เขาจึงทำความเคารพต่อการตัดสินใจของนาง
"กระดาษ พู่กัน"
โจวหยวนยกมือขึ้น เอ่ยเสียงเรียบ
"ได้เลย"
หวาเฟยชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างล้นเหลือ
นางรีบนำกระดาษและพู่กันมาส่งให้โจวหยวน พร้อมกับฝนหมึกให้อย่างตั้งใจ
คอยรินชาบริการอย่างเอาใจใส่
"ไปเตรียมวัตถุดิบเหล่านี้มาให้พร้อม แล้วก็หาผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงมาสักสองสามคนด้วย"
โจวหยวนรับถ้วยชามาจิบเบาๆ เอ่ยสั่งการ
ไม่เหมือนกับตอนที่ต้องรักษาเจียงชิงเหยียนด้วยตนเอง เรื่องนี้สามารถใช้ทางลัดได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องลงมือเองทั้งหมด พลังจิตของเขาก็คงจะไม่เพียงพอแน่
วันนี้เขาใช้พลังไปมากพอแล้ว
การฝืนใช้พลังมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด
เยี่ยเจิ้งหยวนมองดูโจวหยวนนั่งไขว่ห้าง ชี้นิ้วสั่งการหวาเฟยราวกับเป็นสาวใช้ส่วนตัว
ภายในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อยากจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่สักสองสามที
ลั่วอวิ๋นซีและเสิ่นอวี้เอาแต่นั่งกินผลไม้วิเศษที่จัดเตรียมไว้ให้บนโต๊ะอย่างเงียบๆ
หลังจากผ่านเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มา พวกนางก็รู้สึกวางใจมากขึ้น
แม้ในใจจะยังมีความแค้นเคืองอยู่บ้าง หากรักษาไม่หาย ก็จะช่วยจัดการเขาให้ราบเป็นหน้ากลองไปเลย
ไม่นานนัก สิ่งของทั้งหมดก็ถูกเตรียมมาจนพร้อม
สมุนไพรบดละเอียดถูกเทลงไปในถังไม้ขนาดใหญ่ ให้เยี่ยเจิ้งหยวนลงไปแช่ตัว
"นี่ ขีดเขียนค่ายกลตามแบบแปลนนี้ลงไป ต้องแม่นยำทุกกระเบียดนิ้วห้ามผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว"
โจวหยวนนำค่ายกลที่วาดเสร็จแล้ว ส่งให้ยอดฝีมือของหอสมบัติจื้อเป่าจัดการต่อ
งานที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจเช่นนี้ ปล่อยให้พวกเขาเป็นคนทำน่าจะดีที่สุด
ค่ายกลเพียงวงเดียว กลับทำเอายอดฝีมือระดับสูงถึงสามคนต้องเหนื่อยหอบจนแทบทรุด
"น้องชาย ค่ายกลวาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว"
หวาเฟยเขย่าตัวโจวหยวนที่กำลังจะหลับใหลให้ตื่นขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนดุจปุยนุ่น
เมื่อดื่มน้ำแกงปลุกประสาทที่หวาเฟยป้อนให้ด้วยตัวเอง โจวหยวนก็ยืดแขนบิดขี้เกียจ แล้วเดินไปที่ถังไม้
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เขาก็เอ่ยกำชับ
"เดี๋ยวถ้าเจ็บก็ร้องออกมาได้เลยนะ"
"พูดจาไร้สาระ หากข้าร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ข้าก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เจ้า"
ยังไม่ทันที่เยี่ยเจิ้งหยวนจะกล่าวจบ โจวหยวนก็กระตุ้นค่ายกลให้ทำงานทันที
"บัดซบ เจ็บโว้ย"