- หน้าแรก
- เทพกระบี่โลหิตผ่าสวรรค์
- บทที่ 11 - จิ้งจอกเก้าหาง
บทที่ 11 - จิ้งจอกเก้าหาง
บทที่ 11 - จิ้งจอกเก้าหาง
บทที่ 11 - จิ้งจอกเก้าหาง
นั่นหมายความว่า เศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวบนตัวของเซียวอวี้ ต้องมาจากโลกใบเล็กใบอื่นอย่างแน่นอน
แม้แต่เยี่ยชิงเซียนเองก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจด้วยความประหลาดใจ
ทำไมโลกใบเล็กอันห่างไกลในดินแดนเบื้องล่าง ถึงได้มีเรื่องราวแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมายเช่นนี้
ทั้งจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง และเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาว
"ศิษย์น้องโจวหยวน เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร"
"ความจริงแล้ว สมาคมปรมาจารย์ยันต์วิญญาณที่เราจะไปก็เป็นทางผ่านพอดี"
ลั่วอวิ๋นซีรู้สึกหวั่นไหว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าโจวหยวนอาจจะมีเรื่องบาดหมางกับนาง นางจึงลองหยั่งเชิงถามความคิดเห็นของเขาดูก่อน
เส้นทางมุ่งสู่แดนเพลิงผลาญ จำเป็นต้องข้ามผ่านทะเลลวงตา
ผู้ฝึกยุทธ์ไม่สามารถเหาะเหินข้ามทะเลแห่งนี้ได้ และหากร่วงตกลงไปในน้ำ ร่างกายก็จะถูกกัดกร่อนจนถึงกระดูก
มีเพียงปรมาจารย์ยันต์วิญญาณที่สลักอักขระยันต์ลงบนเรือนวิญญาณเท่านั้น จึงจะสามารถแล่นผ่านทะเลลวงตาไปได้
หากต้องการข้ามไปยังอีกฝั่งเพื่อมุ่งหน้าสู่แดนเพลิงผลาญ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องโดยสารเรือนวิญญาณ
ทว่าค่าโดยสารเรือนวิญญาณนั้นมีราคาสูงถึงหลายร้อยก้อนหินวิญญาณต่อคน
แต่หากเป็นปรมาจารย์ยันต์วิญญาณที่สามารถสลักยันต์วิญญาณได้ ก็จะได้รับการยกเว้นค่าโดยสาร
ลั่วอวิ๋นซีซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์ยันต์วิญญาณระดับสอง ย่อมไม่อยากเสียเงินทองไปอย่างเปล่าประโยชน์
"ไปสิ"
"มีสิ่งตอบแทนแล้วทำไมถึงจะไม่ไปล่ะ"
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของโจวหยวน ทำให้ทั้งสองคนตกใจไม่น้อย
ไม่เห็นต้องแสดงอาการดีอกดีใจขนาดนั้นเลยนี่
การที่เซียวอวี้มีเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวอยู่กับตัว ย่อมมีสิทธิ์ที่จะสงสัยได้ว่า แคว้นเทียนหลานอาจจะครอบครองแก่นแท้แห่งดวงดาวเอาไว้ทั้งดวง
และเมื่อถึงเวลานั้น พระบิดาของเซียวอวี้ก็คงจะไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธการมอบแก่นแท้แห่งดวงดาวให้แก่เขา เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันก็ส่งผลดีต่อตัวเซียวอวี้เอง
"จิ้งจอกน้อยน่ารักจังเลย"
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนตกลงใจที่จะไปส่งนาง สายตาของเซียวอวี้ก็ไปสะดุดเข้ากับจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางทันที
ความจริงนางแอบสังเกตเห็นจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางที่เกาะอยู่บนไหล่ของโจวหยวนมาพักใหญ่แล้ว
อิสตรีมักจะมีจุดอ่อนให้กับสิ่งมีชีวิตที่น่ารักน่าเอ็นดูอยู่เสมอ
แต่นางยังคงรู้สึกขุ่นเคืองโจวหยวนที่บังอาจมาล่วงเกินนางจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน
ทว่าเมื่อเห็นว่าเขายอมตกลงที่จะไปส่งนาง นางก็จะยอมยกโทษให้เขาเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ได้จงใจทำเช่นนั้นเสียหน่อย
หากไม่ใช่เพราะพวกเขา นางก็คงจะต้องตายไปแล้ว
การที่เซียวอวี้กล้าออกไปรับเคราะห์แทนเด็กหญิงตัวน้อย ย่อมแสดงให้เห็นว่าเนื้อแท้ของนางไม่ใช่คนเลวร้าย
เพียงแต่การถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจโดยพระบิดา ทำให้นางมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้าง
และนางก็เชื่อมั่นในความถูกต้องอย่างสุดหัวใจ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่อิสตรีผู้หนึ่งถูกบุรุษจ้องมองเรือนร่างจนหมดจด ย่อมเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้
จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางกระโดดข้ามไปเกาะที่ไหล่อีกข้างหนึ่งของโจวหยวน พร้อมกับแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ
"ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยชอบเจ้าสักเท่าไรนะ"
โจวหยวนลูบหัวจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางเบาๆ เจ้าตัวเล็กแสดงท่าทีออดอ้อนคลอเคลียอย่างน่าเอ็นดู
ทำเอาเซียวอวี้ถึงกับกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
ลั่วอวิ๋นซียกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ เมื่อครู่นี้เจ้ายังจ้องจะควักหัวใจเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือ
นางใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยจับจ้องโจวหยวน ศิษย์น้องผู้นี้มีความลับซุกซ่อนอยู่มากมายเหลือเกิน
มิน่าล่ะ ท่านอาจารย์ถึงได้รับเขาเป็นศิษย์สายตรง
นึกถึงตอนที่นางพยายามอย่างหนักเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ มันช่างยากลำบากเสียนี่กระไร
"เอาล่ะ ออกเดินทางกันเถอะ"
ลั่วอวิ๋นซีเอ่ยตัดบท ขืนปล่อยให้ทะเลาะกันต่อไป คงได้ตั้งแคมป์พักแรมกันอยู่ที่นี่แน่
ทั้งสองคนเพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร พลังวิญญาณยังมีจำกัด การขี่กระบี่เหาะไปจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด
และเมื่อได้รับการเสริมพลังจากยันต์วิญญาณของลั่วอวิ๋นซี ความเร็วของพวกเขาก็จัดว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวัน หลังจากเดินทางมาได้ครึ่งทาง พวกเขาก็แวะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
แม้ลั่วอวิ๋นซีและเซียวอวี้จะมีรูปโฉมงดงามสะดุดตา แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องรังควาน
เมื่อเห็นว่าพวกเขาทั้งสามขี่กระบี่เหาะลงมา ทุกคนก็ย่อมรู้ดีว่าพวกเขาคือผู้ฝึกยุทธ์ แล้วใครจะกล้าเข้าไปทำตัวรุ่มร่ามด้วยเล่า
"จริงสิ มันชื่ออะไรอย่างนั้นหรือ"
เซียวอวี้ลูบคลำจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางในอ้อมอกด้วยสีหน้าเบิกบานใจ
นางใช้สารพัดวิธีเพื่อขอกอดจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ทั้งตามตื๊อและออดอ้อนโจวหยวนสารพัด
โจวหยวนไม่เคยต้องรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
เขาจึงจำยอมสั่งให้จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางไปเล่นกับนางสักพัก
"เรื่องนี้ ข้ายังไม่ได้คิดเลย"
โจวหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเพิ่งจะปราบมันได้เมื่อวานนี้ จะเอาเวลาที่ไหนไปตั้งชื่อเล่า
"เรียกข้าว่าเสี่ยวไป๋ก็ได้นะ"
จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะตั้งชื่อเพราะๆ ให้ตัวเองเสร็จสรรพ
"เอ๊ะ"
"มัน พูดได้ด้วย"
เซียวอวี้ร้องอุทานด้วยความตกตะลึง นางเบิกตากว้าง สัตว์อสูรพูดได้งั้นหรือ
นางไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีสัตว์อสูรที่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย
แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของนาง สัตว์อสูรที่เปิดสติปัญญาและสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ มักจะมีระดับการบำเพ็ญเพียรอยู่ในระดับพลังเทวะขึ้นไป
ซึ่งในดินแดนมนุษย์ สัตว์อสูรระดับนี้หาพบได้ยากยิ่งนัก
"ตื่นตูมไปได้"
โจวหยวนปรายตามองนางด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองคนบ้านนอกเข้ากรุง
ที่แท้นางก็เพิ่งจะรู้ว่าเสี่ยวไป๋พูดได้ เขาแอบรู้สึกสมเพชเซียวอวี้อยู่ในใจ
"เสี่ยวไป๋หรือ"
"มาสิ มากินปลานี่"
เมื่อเห็นสายตาของโจวหยวน เซียวอวี้ก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดง
นางคีบเนื้อปลาในชามของโจวหยวนส่งให้เสี่ยวไป๋กิน
"เซียวอวี้"
ใบหน้าของโจวหยวนมืดทะมึนลง เขาหักตะเกียบในมือจนหักดังเป๊าะ
ตลอดการเดินทาง พวกเขาได้แนะนำตัวทำความรู้จักกันเรียบร้อยแล้ว
"พี่อวิ๋นซี ท่านดูเขาสิ เขาจะตีข้า"
เซียวอวี้หันไปร้องห่มร้องไห้ฟ้องลั่วอวิ๋นซี
"ตอนนี้ พวกเจ้าจงกินข้าวให้หมด"
ลั่วอวิ๋นซียกมือขึ้นนวดขมับ รู้สึกปวดหัวกับคนทั้งสองเหลือเกิน
แม้ว่านางเองก็ยังเป็นแค่เด็กสาว แต่นางกลับรู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากหลังจากร่วมเดินทางมาด้วยกันไม่กี่ชั่วยาม
ในที่สุดพวกเขาก็ยอมสงบสติอารมณ์ลง
ทว่าเสียงตะเกียบกระทบชามของโจวหยวนและเซียวอวี้กลับดังกังวานไปทั่ว
ต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันเขม็ง
หลังจากกินข้าวเสร็จและนั่งพักผ่อนสักครู่ พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ
...
แคว้นเทียนหลาน
เมืองอันผิง เมืองหลวงแห่งแคว้น
บรรยากาศคึกคักจอแจ เจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ฝึกยุทธ์เดินขวักไขว่ไปมาให้เห็นหนาตา
ทว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาโดยส่วนใหญ่ยังค่อนข้างต่ำ
"พรวด"
เซียวอวี้พ่นน้ำชาที่เพิ่งดื่มเข้าไปออกมา นางเบิกตากว้างจ้องมองนักเล่านิทานชรา
"เจ้าว่ากระไรนะ"
"แม่นางท่านนี้ หรือว่าข้ากล่าวสิ่งใดผิดไปกระนั้นหรือ"
นักเล่านิทานชราประสานมือคารวะ แววตาเต็มไปด้วยความฉงน
"เมื่อครู่เจ้าบอกว่า องค์หญิงเก้าแห่งแคว้นเทียนหลานกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับบุตรชายคนโตของเจิ้นกั๋วกงอย่างนั้นหรือ"
หน้าอกของเซียวอวี้กระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธจัด
เยี่ยมไปเลย ตัวจริงเสียงจริงยืนหัวโด่อยู่นี่แท้ๆ แต่กลับกล้ามาแต่งเรื่องหลอกลวงชาวบ้าน
นางปลอมตัวเป็นบุรุษ สวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างไปจากปกติ หากไม่สังเกตให้ดี ก็ยากที่จะดูออกว่าเป็นสตรี
"จะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร"
"ในวันมงคลสมรส บุตรชายคนโตของเจิ้นกั๋วกงจะส่งเกี้ยวแปดคนหามมารับ"
"องค์หญิงเก้าช่างงดงามดั่งเทพธิดาจำแลงลงมาจุติบนโลกมนุษย์"
นักเล่านิทานชรายังคงเล่าต่อไปอย่างออกรสออกชาติ
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ"
"เจ้ามาสร้างข่าวลือมั่วซั่วเช่นนี้ ไม่กลัวความผิดเลยหรืออย่างไร"
เซียวอวี้ยังพูดไม่ทันจบ นักเล่านิทานชราก็หัวเราะร่วนออกมา
"ข่าวลืองั้นหรือ"
"นี่มันเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วทั้งเมืองหลวงต่างหากเล่า"
จนถึงตอนนี้ เซียวอวี้จึงเริ่มเชื่อแล้วว่าองค์หญิงเก้าได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับบุตรชายคนโตของเจิ้นกั๋วกงไปแล้วจริงๆ
แล้วนางเป็นใครกันเล่า
โจวหยวนและลั่วอวิ๋นซีที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน
องค์หญิงเก้าอภิเษกสมรสไปแล้วงั้นหรือ
แล้วเซียวอวี้ที่อยู่ตรงหน้านี้ล่ะ
แต่ถ้านางไม่ใช่องค์หญิงเก้า แล้วนางจะรู้ความลับในราชสำนักเทียนหลานมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
"ข้าไม่เชื่อ"
"ข้าไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด"
"ข้าจะต้องไปถามเสด็จพ่อต่อหน้าให้รู้เรื่อง"
เซียวอวี้เซถลาถอยหลัง เม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
นางแค่หนีการแต่งงานมาเท่านั้น เสด็จพ่อที่เคยรักและตามใจนางมาตลอด ถึงกับหาคนมาสวมรอยแทนนางเลยเชียวหรือ
"แปลกเสียจริง"
"นอกจากบนตัวนางแล้ว ทั่วทั้งเมืองหลวงก็ไม่มีกลิ่นอายของเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวเลย"
เยี่ยชิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกเคลือบแคลงใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
"ไม่มีเลยหรือ"
สีหน้าของโจวหยวนเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาเลย
เช่นนั้น เซียวอวี้ก็ยิ่งต้องปลอดภัยห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาด
เศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวบนตัวนางมีความสำคัญต่อโจวหยวนอย่างยิ่งยวด
เขาอยากจะพาเซียวอวี้หนีไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่เพียงแค่เหม่อไปชั่วครู่ นางก็เดินไปถึงหน้าประตูวังเสียแล้ว
ช่างเถอะ ตามไปดูก่อนก็แล้วกัน
"เขตหวงห้ามราชสำนัก ผู้ไม่มีกิจห้ามเข้า"
เมื่อมาถึงหน้าประตู ทหารยามสองนายในชุดเกราะเต็มยศก็ก้าวเข้ามาขวางทางพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้
กลิ่นอายพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านออกมา บ่งบอกว่าพวกเขาคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับทะเลปราณ
และดูเหมือนว่าพลังของพวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าลั่วอวิ๋นซีอยู่บ้าง
"พวกเจ้าจำข้าไม่ได้งั้นหรือ"
"ช่างกล้าหาญชาญชัยนัก"
เซียวอวี้ยกมือขึ้นกอดอก สีหน้าเย็นชา แม้จะสวมชุดบุรุษ แต่ก็ไม่อาจบดบังกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่แฝงมาแต่กำเนิดได้เลย
ตามหลักแล้ว ทหารยามรักษาประตูวังควรจะคุ้นหน้าคุ้นตากับองค์หญิงเป็นอย่างดี
"องค์หญิงเก้า"
"สามหาว"
"องค์หญิงเก้าประทับอยู่ที่จวนเจิ้นกั๋วกง เจ้ากล้าดีอย่างไรมาแอบอ้าง จับตัวนางไว้"
หนึ่งในทหารยามดูเหมือนจะจดจำเซียวอวี้ได้ แต่คล้ายกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
เขาก้าวเข้าไปหมายจะรวบตัวนางไว้ตรงนั้น
โจวหยวนไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปรับมือทันที
ในช่วงเวลาว่าง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากล้อเลียนนาง
"เจ้าบอกว่าหากข้ามาส่งเจ้าจะมีสิ่งตอบแทน"
"สิ่งตอบแทนก็คือการให้พวกข้าไปกินข้าวแดงในคุกเป็นเพื่อนเจ้าอย่างนั้นหรือ"
"แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าเรื่องราวมันจะกลายเป็นแบบนี้"
ภายในใจของเซียวอวี้รู้สึกน้อยอกน้อยใจยิ่งนัก
ทหารยามคนนั้นเผลอหลุดปากออกมา นางไม่ได้เอ่ยอ้างฐานะของตนเองเลยแท้ๆ แต่เขากลับหาว่านางแอบอ้างเป็นองค์หญิงเก้า
ความหมายแฝงก็คือ เขาจำนางได้แล้วไม่ใช่หรือ
"ไม่รู้หรือ"
"งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ"
โจวหยวนตวัดเท้าเตะทหารยามจนล้มลงไปกองกับพื้น เขาคว้าข้อมือของเซียวอวี้เตรียมจะพาเดินออกจากราชวัง
ในเมื่อไม่มีเศษเสี้ยวแก่นแท้แห่งดวงดาวซุกซ่อนอยู่ในวังแห่งนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่อีกต่อไป
"สามหาว"
"ราชวังเทียนหลานแห่งนี้ ใช่สถานที่ที่เจ้าจะนึกอยากมาก็มา นึกอยากไปก็ไปได้กระนั้นหรือ"
น้ำเสียงทรงพลังแฝงด้วยแรงกดดันดังกึกก้องลงมาจากเบื้องบน
ชายชราผู้หนึ่งเหาะเหินแหวกอากาศลงมา
"ท่านลุงเซียว นี่ข้าเอง เสี่ยวอวี้อย่างไรเล่า"
แทนที่จะตื่นตระหนก เซียวอวี้กลับรู้สึกดีใจ นางโบกไม้โบกมือให้ชายชราผู้นั้น
เซียวอวิ๋นชิง พระเชษฐาของพระบิดานาง ทรงดีต่อนางมาโดยตลอด
นางเชื่อมั่นว่าเซียวอวิ๋นชิงจะต้องจำนางได้อย่างแน่นอน
ทว่าภาพที่นางคาดหวังว่าเซียวอวิ๋นชิงจะดึงนางเข้าไปกอดและไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกลับไม่เกิดขึ้น
ในทางกลับกัน สีหน้าของเซียวอวิ๋นชิงกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างประหลาด ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
"เจ้าหนีไปแล้ว ก็ไม่ควรจะซมซานกลับมาอีกเลย"
พลังระดับปฐมสุริยันขั้นสูงสุดระเบิดออก รวบตัวพวกเขาทั้งสามคนไว้ แล้วพุ่งทะยานมุ่งหน้าเข้าสู่ท้องพระโรงในชั่วพริบตา
นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวอวี้รู้สึกว่าท้องพระโรงที่นางเคยวิ่งเล่นอยู่เป็นประจำ ช่างหนาวเหน็บถึงเพียงนี้
"เสด็จพ่อ การแต่งงานกับบุตรชายคนโตของเจิ้นกั๋วกงนั่น"
"เสี่ยวอวี้ เจ้าไม่เคยคิดบ้างหรือ"
"บรรดาพี่สาวของเจ้าก็ยังไม่มีใครออกเรือน แล้วเหตุใดข้าถึงเลือกที่จะให้เจ้าแต่งงานออกไป"
เซียวหยวนซาน กษัตริย์แห่งแคว้นเทียนหลาน เอ่ยขัดคำพูดของเซียวอวี้พร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
คำพูดเหล่านั้นจุกอยู่ที่คอหอยของเซียวอวี้ สิ่งที่เตรียมจะถามถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น
นั่นสินะ เสด็จพ่อมักจะตามใจนางมาตลอด พี่สาวทั้งหลายก็ยังไม่มีใครแต่งงาน แล้วทำไมถึงต้องเป็นนางล่ะ
มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ
"คิดไม่ออกงั้นหรือ นั่นก็เป็นเพราะว่า เจ้าไม่ใช่ลูกของข้าตั้งแต่แรกแล้วอย่างไรเล่า"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เซียวหยวนซานก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน
เขาไม่กังวลเลยว่าโจวหยวนและพวกจะนำเรื่องนี้ไปแพร่งพราย เพราะเขาไม่มีทางปล่อยให้พวกเขามีโอกาสทำเช่นนั้นได้แน่
เซียวอวี้เซถลาจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น นางฝืนรวบรวมสติที่เหลืออยู่น้อยนิด
"ท่านโกหกข้า"
"ท่านต้องโกหกข้าแน่ๆ ใช่หรือไม่"
"หากข้าไม่ใช่ลูกของท่าน แล้วเหตุใดท่านถึงดีกับข้าปานนี้"
"ดีกับเจ้างั้นหรือ"
"เหอะ นั่นก็เป็นเพราะยายเฒ่าคนนั้น นางหลอกลวงข้า"
"นางบอกว่าในตัวเจ้ามีความลับที่สามารถพลิกผันชะตากรรมของแคว้นข้าได้ซุกซ่อนอยู่"
"เมื่อถึงเวลาอันสมควร ความลับนั้นก็จะถูกเปิดออก"
เซียวหยวนซานสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น แผดเสียงตวาดลั่น
สิบเก้าปี สิบเก้าปีเต็มๆ
เขารักและทะนุถนอมเซียวอวี้มาตลอดสิบเก้าปี
ก็เพื่อต้องการครอบครองความลับนั้น
เขาส่งคนไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับตัวเซียวอวี้มานับไม่ถ้วน แต่ทุกคนล้วนส่ายหน้าและยืนยันว่านางไม่มีสิ่งใดผิดแปลกไปจากคนปกติ
จนในที่สุด เขาก็หมดความอดทน
เจิ้นกั๋วกงกุมอำนาจทางทหารไว้ในมือจนเบ็ดเสร็จ แถมยังสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับปฐมสุริยันขั้นสูงสุดได้สำเร็จ ท่าทีของเขาเริ่มแสดงออกถึงความแข็งกร้าวและไม่ยอมสยบ
เขาจึงต้องใช้วิธีพระราชทานสมรสเพื่อผูกมัดเจิ้นกั๋วกงเอาไว้
และเซียวอวี้ ก็คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
การหลบหนีของนาง ไม่ได้สร้างความหวั่นไหวให้แก่เซียวหยวนซานเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อนางไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริง จะหาใครมาสวมรอยแทนก็ได้ทั้งนั้น
คนที่ถูกส่งตัวไปแต่งงานที่จวนเจิ้นกั๋วกงในฐานะองค์หญิงเก้า ก็คือนางกำนัลที่คอยช่วยเหลือให้เซียวอวี้หลบหนีนั่นเอง
เซียวหยวนซานสูดหายใจเข้าลึก รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"เสี่ยวอวี้ เจ้ายังจำได้หรือไม่"
"ปีที่เจ้าอายุสิบห้า เจ้าตามข้าออกไปล่าสัตว์ แล้วเผลอไปยิงโดนคนแก่เข้าคนหนึ่ง"
[จบแล้ว]