- หน้าแรก
- เทพกระบี่โลหิตผ่าสวรรค์
- บทที่ 9 - ข้าจะไปฆ่าคน
บทที่ 9 - ข้าจะไปฆ่าคน
บทที่ 9 - ข้าจะไปฆ่าคน
บทที่ 9 - ข้าจะไปฆ่าคน
"ข้าจะไปฆ่าคน"
"ฆ่าคนงั้นหรือ"
ลั่วอวิ๋นซีพึมพำ นางก้มลงมองจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางในอ้อมอกด้วยความรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับมันแน่
เขาคงจะได้รับรู้ข้อมูลอะไรบางอย่างจากมันมาเป็นแน่ มิเช่นนั้น เขาจะมีท่าทีเช่นนี้ได้อย่างไร
นางไม่คิดว่าโจวหยวนจะเป็นคนกระหายเลือด
ในตัวเขามีความลับซุกซ่อนอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น อักขระวิญญาณวงนั้น
ทุกคนล้วนมีความลับเป็นของตัวเอง นางไม่คิดจะสืบเสาะหาความจริง
"ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"
ลั่วอวิ๋นซีโยนจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางคืนให้โจวหยวน นางเอามือไพล่หลังแล้วเดินนำหน้าไป
"ท่านก็จะไปด้วยหรือ"
จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางคลอเคลียโจวหยวนอย่างออดอ้อน ก่อนจะกระโดดขึ้นไปเกาะบนไหล่ของเขา
ความทรงจำส่วนที่หายไปนั้น เยี่ยชิงเซียนได้บิดเบือนมันให้กลายเป็นความทรงจำอันแสนดีที่มีต่อโจวหยวน
เช่นนี้แล้ว ในการสร้างภาพลวงตาครั้งต่อไป มันก็จะไม่ทิ้งช่องโหว่ให้จับสังเกตได้ง่ายๆ อีก
ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ได้เห็นทั้งด้านมืดของมนุษย์ และด้านที่อ่อนโยนของโจวหยวน ถือว่าได้เรียนรู้ทั้งสองด้านแล้ว
"เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกเรากำลังหาเงิน เจ้ามีหน้าที่ฆ่าคน ส่วนข้ามีหน้าที่กอบโกยทรัพย์สิน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง"
ลั่วอวิ๋นซีย่อตัวลงเล็กน้อย นางขยิบตาให้โจวหยวนพลางพูดจาเฉไฉไปเรื่อย
โจวหยวนหัวเราะเบาๆ แม้จะพูดเช่นนั้น แต่พอถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับอันตรายจริงๆ ลั่วอวิ๋นซีจะยอมนิ่งดูดายไม่ยื่นมือเข้าช่วยเลยหรือ
"มัวยืนเหม่ออะไรอยู่เล่า รีบไปสิ"
ลั่วอวิ๋นซีก้าวเดินฉับๆ ไปข้างหน้าพลางเอ่ยเร่งเร้า
"เอ่อ ทางนี้"
โจวหยวนชี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง เขาแสร้งกระแอมไอเพื่อเตือนสติ
ลั่วอวิ๋นซีหน้าแตก
ลึกเข้าไปในเทือกเขา
แปะ แปะ
ภายในกระท่อมมืดมิดและอับชื้น หยดน้ำร่วงหล่นกระทบพื้นดินเกิดเสียงดังกังวาน
สิ่งปฏิกูลเกลื่อนกลาดไปทั่ว กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมด
มีเพียงเสียงครางแผ่วเบาดังแว่วมาเป็นระยะ ถึงได้ทำให้ที่แห่งนี้พอดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
เอี๊ยด
บานประตูถูกเปิดออก ชายสวมชุดคลุมสีดำสองคนถือคบเพลิงเดินเข้ามา
ภายใต้แสงสลัวจากคบเพลิง เผยให้เห็นใบหน้าของผู้คนที่แตกต่างกันไป มีทั้งคนแก่และเด็ก สิ่งเดียวที่พวกเขามีเหมือนกัน ก็คือแววตาที่เหม่อลอยและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"โคตรเหม็นเลย"
ชายที่เดินนำหน้ายกมือขึ้นปัดจมูก สีหน้าบ่งบอกถึงความรังเกียจอย่างสุดซึ้ง
เขาตวัดเท้าเตะชายวัยกลางคนที่คลานเข้ามาใกล้จนกระเด็นออกไป
"พอได้แล้ว หากทำให้พิธีสังเวยของท่านเซียนต้องล่าช้าไป มันจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ"
ชายที่เดินตามหลังมาขมวดคิ้ว เขาเอ่ยเตือนขึ้นมา
ชายที่เดินนำหน้าได้ยินดังนั้น ท่าทีของเขาก็ดูสำรวมขึ้นมาเล็กน้อย เขากวาดสายตามองไปรอบๆ
"ครั้งนี้ จะเลือกใครดีล่ะ"
ทุกสายตาที่ถูกจับจ้องต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
"ใต้เท้า ลูกของข้าเพิ่งจะเกิดมาได้ไม่กี่เดือน ขอร้องล่ะ ปล่อยข้าไปเถอะ ขอเพียงท่านปล่อยข้าไป จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยอม"
หญิงคนหนึ่งก้าวเข้ามา นางสวมกอดขาของชายคนนั้นไว้แน่น น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความเวทนา
ตอนที่กลุ่มโจรบุกเข้ามา นางเอาลูกไปซ่อนไว้ในที่ลับตาคน แต่ถ้านางไม่ได้กลับไป เด็กคนนั้นก็คงเอาชีวิตรอดต่อไปไม่ได้
นางย่อมรู้ดีถึงการกระทำอันเลวทรามของพวกคนพาลเหล่านี้ นางเองก็หวาดกลัวเช่นกัน สตรีนั้นอ่อนแอ แต่คนเป็นแม่นั้นแข็งแกร่ง
หากไม่อ้อนวอนก็คงต้องตาย แต่ถึงอ้อนวอนไปก็อาจจะตายอยู่ดี สู้ลองเสี่ยงดวงดูสักตั้งจะไม่ดีกว่าหรือ
"ทำอะไรก็ยอมงั้นหรือ"
ชายคนนั้นยื่นมือไปบีบปลายคางของหญิงสาว เขาออกแรงบีบให้แน่นขึ้น แน่นขึ้นไปอีก
กร๊อบ กร๊อบ
กระดูกคางของหญิงสาวแหลกละเอียด
เขากระชากคอเสื้อนางแล้วเหวี่ยงออกไปนอกกระท่อม
"นังนี่นับเป็นหนึ่ง ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง ข้าเบื่อที่จะเล่นกับเจ้าตั้งนานแล้ว"
"คิดจะมาต่อรองกับข้า เจ้ามีข้อแลกเปลี่ยนอะไรมาเสนอเล่า"
ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน เขาปัดฝุ่นออกจากมือพลางทำสีหน้าเหยียดหยาม
มีลูกแล้วจะเอาไปซ่อนไว้ทำไมกัน ทำไมไม่พามาด้วยกันเสียเลยล่ะ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแม่ลูก แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือ
"เหลืออีกคน เอาเป็นเจ้าก็แล้วกัน"
สายตาของชายคนนั้นหยุดลงที่เด็กหญิงตัวน้อย เขาเลียริมฝีปาก ช่างเป็นชีวิตที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยพลังเสียจริง
"พอได้แล้ว เอาตัวข้าไปแทน"
ชายหนุ่มผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างผอมบาง หน้าตาหล่อเหลา ท่าทางดูอ่อนแอ บัดนี้เขากำลังยืนเอาตัวขวางหน้าเด็กหญิงเอาไว้
"บัดซบ ข้าเกลียดพวกหน้าขาวแบบเจ้าที่สุดเลย"
ชายคนนั้นยกมือขึ้นตบหน้าเซียวอวี้อย่างจังจนล้มคว่ำลงไปกองกับพื้น เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปาก
"ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าจะยอมตายแทนนางเอง"
เซียวอวี้ยกมือขึ้น รั้งขาท่อนล่างของชายคนนั้นไว้อย่างดื้อดึง
เขาก็หวาดกลัวเช่นกัน แต่คงไม่อาจทนดูเด็กหญิงคนนี้ตายไปต่อหน้าต่อตาได้
"เจ้าเก่งมาก ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อีกสักพัก"
ชายคนนั้นแสยะยิ้มชั่วร้าย เขาดึงคอเสื้อเซียวอวี้ให้ลุกขึ้นแล้วค่อยๆ เดินก้าวออกไป
"อะไรนะ เจ้าพูดว่าอะไรนะ"
เซียวอวี้เบิกตากว้างเมื่อเห็นคนหลายคนทยอยเดินเข้าไปในกระท่อม พวกมันพุ่งเข้าไปบีบคอเหยื่อแล้วดูดเลือดกันสดๆ เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นก็ถูกทำร้ายอย่างทารุณเช่นกัน
"พวกเดรัจฉาน พวกแกมันเดรัจฉานชัดๆ"
เซียวอวี้กำหมัดทุบพื้นด้วยความเจ็บปวด ขอบตาของเขาแดงก่ำ
เขาไม่คาดคิดเลยว่า ความปรารถนาดีของตนจะทำให้เด็กหญิงคนนั้นต้องมาจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร
เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ กำลังเกิดขึ้นในกระท่อมอีกหลายหลัง
"พี่น้องทั้งหลาย จงเจริญรอยตามมรรคาสูงสุด"
"มรรคาสูงสุดจงเจริญ"
เสียงตอบรับดังกึกก้อง แววตาของพวกมันเปล่งประกายด้วยความคลั่งไคล้
พวกมันทยอยมารวมตัวกัน โดยทิ้งคนไว้เฝ้ากระท่อมหลังละสองคน พวกมันพาร่างอันไร้วิญญาณมายังค่ายกลอักขระโลหิตที่ถูกวาดไว้ตรงกลางลานกว้าง แล้วลงมือกรีดข้อมือของพวกเขา
ตึก ตึก
บานประตูถ้ำถูกเปิดออก เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากด้านใน
"น้อมต้อนรับท่านเซียน"
เหล่ามารนับสิบคนคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม แววตาของพวกมันเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสและคลั่งไคล้
"ความพยายามหลายปี ล้วนรอคอยแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น พี่น้องทั้งหลาย มรรคาสูงสุดจงเจริญ"
หลิวเฉวียนทอดสายตามองผู้คนนับสิบตรงหน้า ใบหน้าที่ซูบผอมและซีดเซียวของเขาแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย
เดิมทีเขาเป็นเพียงนักหลอมโอสถระดับหนึ่งในสำนักชั้นปลายแถว พรสวรรค์ของเขามีจำกัด ความหวังที่จะก้าวหน้าในเส้นทางนี้แทบจะมืดมน
จนกระทั่งมีคนผู้หนึ่ง มอบเคล็ดวิชาหลอมโลหิตให้แก่เขา โลกทัศน์ของเขาก็สว่างไสวขึ้นมาทันที
มนุษย์คือศูนย์รวมแห่งความบริสุทธิ์ของสรรพสิ่ง หลอมโอสถ หลอมฟ้าดิน หากไม่หลอมมนุษย์ แล้วจะก้าวหน้าไปได้อย่างไร
เรื่องราวมันบานปลายจนเกินจะควบคุม หลังจากใช้เวลาหลอมโอสถมาหลายปี เขาก็สามารถเลื่อนระดับขึ้นเป็นนักหลอมโอสถระดับสามได้สำเร็จ
โอสถที่เขาหลอมขึ้นมา ถูกแบ่งปันให้คนกลุ่มนี้กิน มันจะมีเรื่องดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
เขาก็แค่รอให้พวกมันเติบโตและอ้วนท้วนสมบูรณ์ จากนั้นก็นำเลือดเนื้อของพวกมันมาเป็นเครื่องสังเวย เพื่อช่วยให้เขาก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ช่างน่าสมเพชนักที่พวกมันโง่เขลาเบาปัญญา หลงคิดไปว่าเขากำลังจะนำทางพวกมันไปสู่มรรคาสูงสุด
ฝูงชนเบื้องล่างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความคลั่งไคล้
เดิมทีพวกมันเป็นศิษย์ของนิกายทวนกระแสที่อยู่ใกล้เคียง แต่กลับติดแหง็กอยู่ในระดับหลอมกายามานานหลายปีโดยไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้
จนกระทั่งมีศิษย์สายนอกคนหนึ่งสามารถทะลวงผ่านระดับหลอมกายา ก้าวเข้าสู่ระดับทะเลปราณได้สำเร็จ และนำข่าวดีนี้มาบอกกล่าว
พวกมันจึงมองเห็นความหวัง ความหวังแห่งมรรคาสูงสุด เมื่อได้รับโอสถจากผู้อาวุโสและสามารถก้าวเข้าสู่ระดับทะเลปราณได้ พวกมันก็ยิ่งมีแรงผลักดัน และเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าเส้นทางสายนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง
เมื่อหลิวเฉวียนเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว เขาก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ค่ายกลโลหิตที่แต่เดิมมีขนาดค่อนข้างเล็ก ค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปจนครอบคลุมร่างของคนนับสิบเอาไว้ทั้งหมด
เขาวางแผนมาตั้งเนิ่นนาน ทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือ จะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้อย่างไร
"ท่านเซียน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้"
หนึ่งในมารที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรค่อนข้างสูงสัมผัสได้ถึงเลือดบริสุทธิ์ที่กำลังเหือดหายไป เขาตกใจสุดขีดจึงเอ่ยปากถาม
ราวกับโยนก้อนหินลงน้ำจนเกิดคลื่นกระจายไปทั่ว ผู้คนต่างทยอยตระหนักถึงความผิดปกติ
"คิกคิก เลี้ยงทหารพันวัน ใช้งานเพียงวันเดียว ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงยินดีที่จะยื่นมือช่วยเหลือข้าสินะ"
ในเมื่อถูกจับได้ หลิวเฉวียนก็เลิกเสแสร้งเล่นละครอีกต่อไป เขาแสยะยิ้มอำมหิต
"ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย สู้ตายกับมันเลย"
มารตนหนึ่งแผดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด บำเพ็ญเพียรมาตั้งหลายปี กว่าจะมองเห็นความหวังรำไร กลับต้องมาพังทลายลงในพริบตา เจ้าบอกข้าสิ แค่คำว่ายินดีคำเดียว ก็จะมาพรากความพยายามนับสิบปีของข้าไปอย่างนั้นหรือ ฝันหวานไปหน่อยมั้ง
ระดับการบำเพ็ญเพียรของมันก็ไม่ได้สูงส่งอะไรมากมายนัก หากต้องสู้กันจริงๆ ก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าใครจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ
"น่าขำ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะไว้ใจพวกเจ้าขนาดนั้น"
หลิวเฉวียนแค่นเสียงหยัน ในมือของเขาปรากฏกระดิ่งใบหนึ่ง เขาแกว่งมันเบาๆ อย่างใจเย็น
มารกว่าครึ่งมีปฏิกิริยาตอบสนอง พวกมันยกมือขึ้นกุมหัวและร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
คนรอบข้างก้าวเข้าไปหมายจะตรวจสอบอาการ แต่กลับถูกพวกมันฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม
"พวกเจ้าไม่มีความรู้เรื่องโอสถ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าของที่ข้าให้กินมันมีปัญหาหรือไม่"
หลิวเฉวียนมองดูการต่อสู้เบื้องล่างด้วยความภาคภูมิใจ โอสถที่เขาให้คนกลุ่มแรกกินเข้าไป ก็คือโอสถควบคุมวิญญาณนั่นเอง
เบื้องล่างกำลังชุลมุนวุ่นวาย คนที่อยู่ด้านบนก็รู้สึกย่ำแย่ไม่แพ้กัน
ข้อมือที่ถูกกรีด หากปล่อยไว้นานเกินไป ก็จะทำให้เสียเลือดมากจนถึงแก่ความตายได้
โชคดีที่ค่ายกลนี้มีการจัดลำดับความสำคัญ มันจะสูบกลืนเลือดบริสุทธิ์ของผู้ฝึกยุทธ์ก่อน แล้วค่อยมาถึงคิวของพวกเขา การออกแบบช่างสมเหตุสมผลยิ่งนัก เพราะในสายตาของหลิวเฉวียนแล้ว คนธรรมดาไม่มีพิษสงอะไร
สายตาของเซียวอวี้เริ่มพร่ามัว พร่ามัวจนถึงขั้นมองเห็นลูกไฟพวยพุ่งเข้ามา
เมื่อลูกไฟดวงนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ ความรู้สึกร้อนระอุก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เขารวบรวมสติ ไม่สิ นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา มันคือของจริง
"อ๊าก"
หลิวเฉวียนร้องลั่น ฝ่ามือของเขาถูกฟันจนขาดสะบั้น
เขารีบใช้มืออีกข้างปัดป่ายเปลวไฟอย่างลนลาน
"มรรคาสูงสุดจงเจริญอย่างนั้นหรือ หากคนชั่วช้าอย่างแกบรรลุมรรคาสูงสุดได้ เกรงว่านั่นคงเป็นวันสิ้นสูญของทั้งสามภพแล้วล่ะ"
โจวหยวนและลั่วอวิ๋นซีเดินตามกันมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลิวเฉวียน พวกเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ลั่วอวิ๋นซีอาศัยยันต์วิญญาณเข้าไปช่วยเหลือคนธรรมดา ส่วนโจวหยวนรับหน้าที่จัดการกับหลิวเฉวียน
"บัดซบ ข้าไม่มีสิทธิ์ไขว่คว้าหามรรคาสูงสุดหรือไง ข้าทำผิดตรงไหน แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า"
หลิวเฉวียนตกอยู่ในความบ้าคลั่ง เขาแผดเสียงคำรามใส่โจวหยวน ด้วยเหตุผลอันใดกัน แค่ประโยคเดียวก็มาปฏิเสธความพยายามตลอดหลายปีของเขาอย่างนั้นหรือ
หลายปีที่ผ่านมา เขาต้องสูญเสียหยาดเหงื่อแรงกายไปมากเพียงใด พวกมันรู้หรือไม่ ไม่รู้หรอก
เลือดบริสุทธิ์ของเหล่ามารเบื้องล่างไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขา ระดับการบำเพ็ญเพียรเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ระดับแก่นแท้ลี้ลับขั้นที่ห้า
"มรรคาสูงสุด อยู่แค่เอื้อมแล้ว"
เปลวเพลิงแห่งชีวิตห่อหุ้มหมัดของเขาไว้ มันพุ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของโจวหยวนอย่างจัง หมัดนั้นทะลวงผ่านร่างไป เขาได้เห็นคนที่กล้ามาวิพากษ์วิจารณ์เขาตายไปต่อหน้าต่อตา
"ฮ่าฮ่าฮ่า"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ภาพเบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนไป
ร่างชราของชายสวมชุดขาวบริสุทธิ์ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินงกๆ เงิ่นๆ เข้ามาหา
"หลิวเฉวียน เจ้าคือนักหลอมโอสถที่มีพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่อาจารย์เคยพบมา"
น้ำตาอุ่นๆ เอ่อล้นออกมาจากหางตา หัวใจที่ด้านชามานานหลายปีกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง
"ท่าน ท่านอาจารย์"
ใช่แล้ว เขาคือศิษย์พี่ใหญ่ของท่านอาจารย์ แต่บรรดาศิษย์น้องกลับก้าวหน้าแซงหน้าเขาไป ท่านอาจารย์เริ่มตีตัวออกห่าง เมื่อเห็นท่านอาจารย์เอ่ยปากชมศิษย์น้อง ความรู้สึกอิจฉาริษยาก็ก่อตัวขึ้นในใจอย่างไม่มีเหตุผล
เขาจำได้อย่างแม่นยำว่า ที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาหลอมโลหิต ก็เพื่อต้องการทะลวงขึ้นเป็นนักหลอมโอสถระดับสอง และได้รับคำชมจากท่านอาจารย์ไม่ใช่หรือ แล้วเรื่องราวมันกลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร
"นี่ข้า ข้าทำผิดไปแล้วอย่างนั้นหรือ"
หลิวเฉวียนขยับริมฝีปากสั่นระริก โจวหยวนและลั่วอวิ๋นซียังคงยืนอยู่ห่างออกไปในระยะเดิม
หมัดที่ทะลวงหน้าอกนั่น ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทุกอย่าง เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาของเขาเท่านั้น
พลังวิเศษของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางสามารถสร้างภาพลวงตาเพื่อล่อลวงศัตรูที่อยู่เหนือกว่าหลายระดับได้ แน่นอนว่าหากระดับการบำเพ็ญเพียรสูงขึ้น ขอบเขตในการข้ามระดับก็จะถูกจำกัดลง ซึ่งเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกยุทธ์
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในระดับปัจจุบัน วิชาลวงตาของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง
"เจ้านาย เจ้านาย"
จิ้งจอกสวรรค์เก้าหางแหงนหน้าขึ้น ท่าทางของมันเหมือนกำลังรอคอยคำชม
"ทำได้ดีมาก"
โจวหยวนลูบหัวจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางเบาๆ เจ้าตัวเล็กดูดีใจมาก
มีพันธสัญญาผูกมัด บิดเบือนความทรงจำ บัฟเสริมพลังจนเต็มเปี่ยม
เขาชักกระบี่ที่ปักอยู่บนพื้นออกมา แล้วแทงทะลุหัวใจของหลิวเฉวียน
"คนน่าสงสาร ย่อมมีส่วนที่น่ารังเกียจซ่อนอยู่"
โจวหยวนส่ายหน้า ผ่านการแบ่งปันสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ทำให้เขามองเห็นภาพในโลกแห่งภาพลวงตาของหลิวเฉวียน
น่าเสียดายที่แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับนิกายโลหิต แต่ชายผู้นี้กลับไม่ใช่คนของนิกายโลหิต
ด้านล่างมีมารเหลือรอดอยู่ประมาณสิบกว่าคน แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และกำลังรีบโคจรพลังวิญญาณหมายจะหลบหนี
ละอองฝนโปรยปรายกระทบใบหน้าของโจวหยวน อักขระกระบี่สีเลือดปรากฏขึ้นบนหน้าผาก จิตสังหารปะทุขึ้นอย่างรุนแรง เขาแสยะยิ้มอำมหิต
"หนีงั้นหรือ พวกแกทุกคน จงยื่นคอออกมารับความตายเสียดีๆ"
[จบแล้ว]