เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - ฟ้าพิโรธดินร่ำไห้

บทที่ 12 - ฟ้าพิโรธดินร่ำไห้

บทที่ 12 - ฟ้าพิโรธดินร่ำไห้


บทที่ 12 - ฟ้าพิโรธดินร่ำไห้

สามวันต่อมา ณ ลานประลองตระกูลเยี่ย

บริเวณรอบนอกลานประลองในรัศมีหลายลี้ เนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่มามุงดู ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีคนของตระกูลเยี่ย ทว่าส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลั่วรื่อ พวกเขาล้วนเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเยี่ยฝานและเยี่ยเหมิงมาบ้างแล้ว ศึกระหว่างสองอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในครั้งนี้ เรียกได้ว่ากระตุ้นความสนใจของพวกเขาได้อย่างเต็มเปี่ยม เป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง

ด้านหลังของลานประลองมีแท่นสูงขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ด้านบนมีเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลเยี่ยนั่งเรียงราย ผู้อาวุโสไป๋นั่งอยู่ตรงกลาง ส่วนผู้นำตระกูลเยี่ยเฟยหยางและเยี่ยเฟยฮว๋าผู้เป็นพี่ชายนั่งขนาบซ้ายขวา ทุกคนล้วนทอดสายตามองไปยังใจกลางลานประลองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เวลานี้ ณ ใจกลางลานประลอง มีเด็กหนุ่มในชุดขาวสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่ พวกเขาก็คือเยี่ยฝานและเยี่ยเหมิง

ทั้งสองจ้องตากันอย่างดุดัน ไร้ซึ่งคำพูดจาใดๆ ขับเน้นบรรยากาศให้ตึงเครียดถึงขีดสุด

ในบรรดาสองคนนี้ เยี่ยฝานดูสงบเยือกเย็นกว่าเยี่ยเหมิงมากนัก เขาปรายตามองบิดาบนแท่นสูง ทำให้นึกถึงคำเตือนที่เยี่ยเฟยฮว๋าพร่ำบอกเมื่อคืนนี้อีกครั้ง

"เสี่ยวฝาน หากพลาดท่าเสียทีจงรีบยอมแพ้เสีย อย่าได้เอาชีวิตไปทิ้งเพียงเพราะความแค้นเลย!"

สำหรับคำตักเตือนของบิดา เยี่ยฝานไม่อาจบันดาลโทสะใส่ได้ จึงทำได้เพียงไประบายความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดใส่ลูกพี่ลูกน้องผู้แสนเจ้าเล่ห์ตรงหน้าแทน

ความอัปยศตลอดสามปีที่สองพ่อลูกได้รับ ล้วนมาจากน้ำมือของคนผู้นี้ บัดนี้ถึงเวลาต้องสะสางเสียที

เมื่อเห็นว่าได้เวลาอันสมควร ผู้อาวุโสไป๋ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากแท่นสูง ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้รอบด้านเงียบเสียงลง ก่อนจะประกาศลั่น "การประลอง เริ่มต้นได้!"

ฟุ่บ!

สิ้นคำประกาศ เยี่ยเหมิงก็พุ่งตัวมาอยู่ตรงหน้าเยี่ยฝานในชั่วพริบตา พร้อมกับเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หน้าอย่างโหดเหี้ยม

"คิดจะลอบกัดงั้นหรือ ช่างต่ำช้ายิ่งนัก!" การกระทำเช่นนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ชม ซ้ำยังถูกโห่ร้องเหยียดหยาม

ใบหน้าของเยี่ยฝานปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย ในวินาทีที่ควบแน่นหยดโลหิตสำเร็จเมื่อสามวันก่อน ระดับพลังของเขาก็พุ่งทะยานสู่ขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นที่สามแล้ว การรับมือกับหมัดกระจอกๆ ในยามนี้ นับว่าง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

เยี่ยฝานยกมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ปะทะหมัดกับเยี่ยเหมิงตรงๆ

ปัง!

เสียงทึบหนักดังขึ้นกลางลานประลอง คลื่นพลังลมปราณอันเกรี้ยวกราดแผ่กระจายออกมา มันคือพลังปราณต้นกำเนิดของทั้งสองคน

ตึง ตึง ตึง! สิ่งที่เยี่ยฝานคาดไม่ถึงก็คือ การปะทะในครั้งนี้กลับทำให้เขาต้องถอยร่นไปถึงสามก้าว ตกเป็นรองเสียแล้ว

"พลังขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นที่หก เป็นไปไม่ได้!" เยี่ยฝานมีสีหน้าตกตะลึง ภายในเวลาสั้นๆ เพียงเก้าวัน เยี่ยเหมิงไม่มีทางเลื่อนระดับพลังได้มากถึงเพียงนี้

"หึ ตอนนี้รู้ถึงความเก่งกาจของบิดาแล้วล่ะสิ แต่น่าเสียดายที่มันสายไปเสียแล้ว!"

เมื่อเห็นท่าทีประหลาดใจของเยี่ยฝาน เยี่ยเหมิงก็แสดงความภาคภูมิใจออกมาอย่างออกนอกหน้า สองมือพลิกแพลงร่ายรำอย่างรวดเร็ว ปรากฏเป็นฝ่ามือพันทบที่เคยใช้เมื่อวันก่อน

"หึ ต่อให้เจ้าอยู่ขั้นที่หก ข้าก็ไม่เกรงกลัวเจ้าหรอก!" จิตใจของเยี่ยฝานช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก เพียงตื่นตระหนกไปชั่วครู่ก็ตั้งสติกลับมาได้

เมื่อมองดูฝ่ามือพันทบที่ทรงอานุภาพกว่าคราวก่อนไม่รู้กี่เท่า เยี่ยฝานก็ปั้นหน้าจริงจัง คลื่นพลังไร้สภาพแผ่ซ่านปกคลุมรอบกาย มันคือเคล็ดวิชากายเทวะมังกรเถื่อนอันไร้เทียมทานนั่นเอง

ซู่ ซู่ ซู่!

เวลานี้เยี่ยฝานเปรียบเสมือนโขดหินกลางมหาสมุทร เกลียวคลื่นพลังปราณต้นกำเนิดจากฝ่ามือพันทบซัดกระหน่ำเข้าใส่ร่างของเขา ทว่ากลับไม่อาจสร้างความเสียหายใดๆ ได้เลย

"คิดจะใช้ลูกไม้เดิมๆ มาจัดการข้า ช่างน่าขันสิ้นดี!"

เยี่ยฝานก้มมองร่างกายที่ไร้รอยขีดข่วนแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เคล็ดวิชากายเทวะมังกรเถื่อนสามารถต้านทานการโจมตีที่ต่ำกว่าขอบเขตหวนคืนสู่ต้นกำเนิดขั้นที่หกได้เกือบทั้งหมด แม้พลังของเยี่ยเหมิงจะพุ่งสูงถึงขั้นที่หก แต่นั่นก็เป็นเพียงพลังที่ได้มาจากโอสถ ไม่สามารถนำมาเทียบกับพลังระดับขั้นที่แท้จริงได้เลย

"นี่... เป็นไปไม่ได้!"

เยี่ยเหมิงจ้องมองกายาอันฝืนลิขิตสวรรค์ของเยี่ยฝานด้วยความตื่นตะลึง ไม่มีใครสามารถต้านทานอานุภาพระดับขั้นที่หกของฝ่ามือพันทบได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการพึ่งพาเพียงพละกำลังทางร่างกายล้วนๆ อีกด้วย

ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ชมรอบด้านส่งเสียงฮือฮาอื้ออึง เหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงต่างเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าเยี่ยฝานจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้

หลังจากความประหลาดใจผ่านพ้นไป เยี่ยเฟยหยางที่เดิมทีมีสีหน้ามั่นใจก็เริ่มเกิดความวิตกกังวล ความแข็งแกร่งของเยี่ยฝานอยู่เหนือความคาดหมายของเขา

"มีแค่นี้งั้นหรือ เยี่ยเหมิง ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก รีบงัดมันออกมาสิ จะได้ตายอย่างมีเกียรติหน่อย!"

แม้เยี่ยฝานจะยืนอยู่ใจกลางวังวนของฝ่ามือพันทบ แต่เขากลับก้าวเดินเข้าหาเยี่ยเหมิงทีละก้าวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังเอ่ยปากถากถาง

สีหน้าของเยี่ยเหมิงย่ำแย่ถึงขีดสุด บิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัว ศึกที่คิดว่าจะต้องคว้าชัยชนะมาได้อย่างแน่นอน ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามันถูกต้อนให้จนมุมอยู่ฝ่ายเดียว

"ไม่ ข้าไม่เชื่อ ไปตายซะ!" ความอัปยศอดสูอย่างรุนแรงผลักดันให้เยี่ยเหมิงคลุ้มคลั่ง มันเร่งอานุภาพของฝ่ามือพันทบในมือจนถึงขีดสุดในชั่วพริบตา

ภายใต้การสนับสนุนของพลังปราณขั้นที่หก ลานประลองทั้งลานถูกปกคลุมไปด้วยฝ่ามือพันทบ ระลอกคลื่นที่เกิดจากรอยประทับมือนับไม่ถ้วนซัดกระหน่ำเข้าใส่ร่างของเยี่ยฝาน ทว่าก็ทำได้เพียงแค่ทำให้เสื้อผ้าของเขาปลิวไสวเท่านั้น

"เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แท้จริง การดิ้นรนใดๆ ล้วนสูญเปล่า!" เยี่ยฝานเอ่ยเสียงเรียบ ร่างของเขาพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง ชั่วพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้าเยี่ยเหมิง ราวกับภาพเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนฉายซ้ำ เขาประเคนหมัดหนักๆ เข้าที่ใบหน้าของเยี่ยเหมิงจนกระเด็นลอยละลิ่วไป

ฝ่ามือพันทบถูกทำลาย เยี่ยเหมิงถูกตบหน้ากลางกำนัลอีกครั้ง เลือดกำเดาไหลเป็นทาง สภาพดูน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก

"ดูเหมือนว่าครั้งนี้เจ้าก็ยังเป็นแค่มูลสุนัขอยู่ดี!" เยี่ยฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงระอาใจ

ความร้ายกาจของเคล็ดวิชากายเทวะมังกรเถื่อนไม่เพียงแต่อยู่เหนือความคาดหมายของผู้คน ทว่ายังเหนือความคาดหมายของตัวเยี่ยฝานเองด้วย เขาไม่คิดเลยว่าเพียงพึ่งพาวิชาขั้นสุดยอดวิชานี้เพียงวิชาเดียว ก็สามารถบดขยี้เยี่ยเหมิงที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างราบคาบ

"อ๊าก..."

เมื่อได้ยินคำว่ามูลสุนัขบวกกับเสียงหัวเราะเยาะรอบด้าน เยี่ยเหมิงก็สติแตก ความลังเลเพียงน้อยนิดที่เคยมีอยู่ในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น กลิ่นอายประหลาดขุมหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน

"เยี่ยฝาน กบในกะลาอย่างเจ้า วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นพลังที่แท้จริงของข้า การที่เจ้าได้ตายภายใต้วิชานี้ นับเป็นเกียรติประวัติของเจ้าแล้ว!"

ระหว่างที่พูด เยี่ยเหมิงก็ดีดตัวลุกขึ้นจากพื้น แสงสีทองนับไม่ถ้วนสาดประกายออกมาจากภายในร่างกาย พกพาอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ทาบทับไปทั่วท้องฟ้าครึ่งซีก

วินาทีนี้ ดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่กลางนภาราวกับสูญเสียแสงสว่างในตัวเองไป กลายเป็นเพียงฉากหลังให้กับเยี่ยเหมิงเท่านั้น

"นี่... นี่มัน..." ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนรอบด้านหน้าถอดสี เหล่าผู้อาวุโสบนแท่นสูงต่างก็ผุดลุกขึ้นยืนกันถ้วนหน้า

โดยเฉพาะผู้อาวุโสไป๋ นัยน์ตาฝ้าฟางจ้องเขม็งไปยังเยี่ยเหมิงด้วยความโกรธเกรี้ยว หมาดหมายจะสับมันออกเป็นหมื่นๆ ชิ้น

เยี่ยฝานที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีทอง มีสีหน้าตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แสงสีทองสาดส่องไปทั่วท้องฟ้าเบื้องหน้า ไม่เพียงแต่งดงามตระการตา ทว่ายังนำพากลิ่นอายแห่งความตายมาสู่เขาด้วย

แม้จะเทียบไม่ได้กับอัคคีลี้ลับ แต่มันก็ยังสามารถปลิดชีพเขาได้อย่างง่ายดายอยู่ดี

"นี่มันเคล็ดวิชาฟ้าพิโรธดินร่ำไห้ของตระกูลไป๋นี่นา เมื่อใดที่ใช้ออก จะได้รับพลังราชันทรราชในตำนาน พลังต่อสู้จะเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัวในพริบตา ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาขั้นสุดยอด ทว่าหลังจากใช้แล้ว ระดับพลังมีโอกาสถดถอยอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นวิชาช่วยชีวิตที่ได้ไม่คุ้มเสีย!"

"ใช่แล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าคนของตระกูลเยี่ยจะไปฝึกฝนวิชายุทธ์ของตระกูลไป๋ ช่างน่าหัวร่อสิ้นดี"

ทันทีที่เคล็ดวิชาฟ้าพิโรธดินร่ำไห้ปรากฏ เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้านก็ดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย คำพูดเหล่านี้ทำให้สีหน้าของคนบนแท่นสูงดูไม่ได้เอาเสียเลย

ตระกูลไป๋แห่งเมืองเฟิ่งหวงและตระกูลเยี่ยแห่งเมืองลั่วรื่อ เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาตลอด นี่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ ทว่าบุตรชายของผู้นำตระกูลเยี่ยกลับไปฝึกฝนวิชาขั้นสุดยอดของตระกูลไป๋เสียนี่ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ตระกูลเยี่ยคงถูกผู้คนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงหมดปากเป็นแน่

"ไอ้คนทรยศเนรคุณ ดูเหมือนว่าข้าจะมีเหตุผลให้ต้องฆ่าเจ้าเพิ่มขึ้นอีกข้อแล้วสินะ!"

ขณะที่ผู้คนกำลังซุบซิบนินทากันอยู่นั้น เสียงดังกังวานของเยี่ยฝานก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา

ประโยคนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที เคล็ดวิชาฟ้าพิโรธดินร่ำไห้มีอานุภาพร้ายแรงถึงเพียงนี้ ต่อให้ร่างกายของเยี่ยฝานจะแข็งแกร่งเพียงใด เกรงว่าคงไม่อาจต้านทานได้กระมัง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 12 - ฟ้าพิโรธดินร่ำไห้

คัดลอกลิงก์แล้ว