- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นรัชทายาทพิการ แต่ข้าดันเทพทรู
- บทที่ 10 - จักรพรรดิไร้ใจ
บทที่ 10 - จักรพรรดิไร้ใจ
บทที่ 10 - จักรพรรดิไร้ใจ
บทที่ 10 - จักรพรรดิไร้ใจ
"เกิดอันใดขึ้น เหตุใดกระโจมถึงว่างเปล่าเล่า"
ทหารม้านายหนึ่งบุกทะลวงกระโจมเข้าไปเป็นคนแรก พบว่าภายในนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คน!
"ของข้าก็ว่างเปล่า!"
"ทางข้าก็ว่างเปล่าเช่นกัน!"
เหล่าทหารม้าสัมผัสได้ถึงลางร้ายในทันที
"ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!"
ธนูไฟนับไม่ถ้วนพลันพุ่งทะยานมาจากทั่วทุกสารทิศ ทว่ากลับไม่มีทหารม้านายใดได้รับบาดเจ็บเลย
"ฮ่าๆ ช่างเป็นพวกสวะเสียจริง!"
หัวหน้าทหารม้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน!
กลิ่นสุราในอากาศยังคงรุนแรงเช่นเดิม นี่ไม่ใช่กลิ่นที่เกิดจากการดื่มกินของมนุษย์อย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่เขารู้ตัวสายเกินไปเสียแล้ว บนพื้นหญ้าจากทุกทิศทุกทาง เปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำขึ้นอย่างรุนแรง!
เมื่อม้าศึกเผชิญหน้ากับกองเพลิงอันเกรี้ยวกราด ก็ตื่นตระหนกจนไม่ยอมรับฟังคำสั่งของทหารม้าอีกต่อไป! สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้พวกมันวิ่งพล่านไปทั่วอย่างสับสนอลหม่าน
"ฮ่าๆ ช่างเป็นพวกโง่เขลาเสียจริง รนหาที่ตายแท้ๆ!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นจากทั่วสารทิศ!
จากนั้นม้าศึกที่โชคดีรอดพ้นจากวงล้อมกองเพลิงมาได้ ก็ถูกกับดักเชือกสะดุดม้าเกี่ยวล้มลงทั้งหมด ร่วงกระแทกพื้นจนไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
ส่วนทหารม้าที่สูญเสียม้าศึกไป ย่อมมีจุดจบที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง! ส่วนใหญ่ล้วนถูกไฟคลอกตายทั้งเป็น
"เก็บม้าศึกเอาไว้ ส่วนคน สังหารให้สิ้น!"
หงจิ่วหมิงเข็นรถเข็นพาโจวหลิงเฟิงออกมาจากเงามืด พลางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทหารม้าเหล่านี้ นับตั้งแต่เริ่มพุ่งทะยานเข้าใส่กระโจม ก็กลายเป็นเป้าหมายที่หม่านอ๋องต้องสังหารให้สิ้นซากแล้ว
การศึกครั้งนี้หยางอู่เฟิงจัดการได้อย่างงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ อย่าว่าแต่คนตายเลย แม้แต่ผู้บาดเจ็บไม่กี่คนก็ล้วนเกิดจากความประมาทของตนเองทั้งสิ้น
ใครเล่าจะคาดคิดว่า ในตอนที่ทหารสอดแนมของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาลาดตระเวน กองร้อยขุนเขาได้ลอบขุดหลุมหลบภัยที่สามารถจุคนได้นับพันคนไว้ใต้จมูกของพวกมัน ซ้ำยังกระจายอยู่ทั่วทุกทิศอีกด้วย
รอบๆ กระโจมเหล่านั้นถูกราดด้วยสุราฤทธิ์แรงที่จุดติดไฟได้ง่ายไว้ก่อนแล้ว ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นสงสัยได้ยากที่สุด
ส่วนรถม้าที่บรรทุกเสบียงและสิ่งของต่างๆ หยางอู่เฟิงได้สั่งให้เหล่านักรบเดนตายบังคับรถม้ามุ่งหน้าต่อไปโดยไม่หยุดพัก!
ท้ายที่สุดแล้วเหล่านักรบเดนตายเหล่านี้อย่างน้อยก็มีพลังยุทธ์ระดับเจ็ด ต่อให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนหลายวันหลายคืนก็ไม่เป็นไร
"ท่านอ๋อง โชคของพวกเราไม่เลวเลย ยังมีม้าศึกที่สมบูรณ์ดีอยู่อีกสองร้อยสามสิบตัวพ่ะย่ะค่ะ!"
หยางอู่เฟิงเข้ามารายงานด้วยความเบิกบานใจ
นอกจากนี้ชุดเกราะของทหารม้าที่ถูกสังหารก็ถูกถอดออกไปอย่างไม่เกรงใจ องครักษ์กลุ่มนี้นับว่าเป็นพวกทหารเก๋าเกมชั้นยอดอย่างแท้จริง
"การศึกครั้งนี้รบได้ไม่เลว! ประทานรางวัลให้ทุกคนคนละสิบตำลึงเงิน! ส่วนนายกองรับไปห้าสิบตำลึง!"
โจวหลิงเฟิงตวัดมืออย่างใจป้ำ เหล่าทหารมองเขาด้วยสายตาที่เคารพเทิดทูนยิ่งขึ้น
นี่มันเทวดาเดินดินชัดๆ
รบชนะง่ายดายปานนี้ยังมีคนแจกเงินให้ตั้งสิบตำลึงอีก! หม่านอ๋องผู้นี้ ช่างน่าคบหาเสียนี่กระไร
เมื่อข้ามแม่น้ำอวิ๋นเหอไปได้ ทุกคนก็เริ่มเร่งเดินทาง!
ม้าศึกกว่าสองร้อยตัวเป็นตัวช่วยชั้นดี ทหารสองคนต่อม้าหนึ่งตัว สลับกันขี่สลับกันเดิน ความเร็วในการเดินทางจึงเพิ่มขึ้นไม่น้อย
"ท่านอ๋อง ในเมื่อท่านจอมทัพทิ้งทหารม้าไว้ให้ท่านที่หุบเขาขนนกตก แสดงว่าเขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องมีกองทัพมาดักสังหารท่านที่นั่นเป็นแน่!"
หยางอู่เฟิงกางแผนที่วิเคราะห์
"เมืองที่อยู่ใกล้หุบเขาขนนกตกที่สุดคือเมืองจินเฉิง มีทหารประจำการอยู่หนึ่งหมื่นนาย! แม่ทัพแห่งเมืองจินเฉิงคือฉางอ้าวเฟิงพ่ะย่ะค่ะ!"
ระยะทางห่างจากหุบเขาขนนกตกเพียงยี่สิบลี้ ก่อนที่จะได้สมทบกับทหารม้าแดนเหนือ ย่อมต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่น้อยเลย
"คนของตระกูลฉาง อัครเสนาบดีซ้ายช่างวางหมากได้ลึกล้ำยิ่งนัก ฉางอ้าวเฟิงรอคอยวันนี้อยู่ที่เมืองจินเฉิงมาตลอดสามปีเต็มแล้ว!"
โจวหลิงเฟิงกล่าวอย่างเรียบเฉย
เมื่อพูดถึงตระกูลฉาง พวกเขาทุกคนล้วนเป็นตัวอันตรายทั้งสิ้น
เขาก็พลันนึกถึงโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งต้าโจว ฉางหนิงซวง สตรีที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเป็นหมากกระดานนี้
หากมีโอกาสอีกครั้ง เขาจะต้องย่ำยีนางจนต้องร้องขอชีวิตให้จงได้!
"แม้ฉางอ้าวเฟิงจะเป็นแม่ทัพแห่งเมืองจินเฉิง ทว่าทหารหนึ่งหมื่นนายนั้น เขาคงเคลื่อนย้ายได้เต็มที่ก็แค่ห้าพันนายเท่านั้น! แต่สิ่งที่กระหม่อมกังวลก็คือ จะมียอดมนุษย์ยุทธ์ระดับสามขึ้นไปแฝงตัวอยู่ในหมู่ทหาร เพื่อเตรียมลอบสังหารท่านอ๋องหรือไม่!"
หยางอู่เฟิงขมวดคิ้วครุ่นคิด
"เสี่ยวหงจื่อ หลังจากนี้คงต้องพึ่งให้เจ้าไปติดต่อกับกองทหารม้าแดนเหนือแล้วล่ะ!"
โจวหลิงเฟิงส่งป้ายอาญาสิทธิ์ทหารม้าแดนเหนือให้หงจิ่วหมิง! นี่คือรากฐานสุดท้ายที่ท่านลุงเถี่ยทิ้งไว้ให้เขา
"กงกงหง โปรดรอก่อน!"
หยางอู่เฟิงร้องเรียกหงจิ่วหมิงเอาไว้ ก่อนจะรีบเขียนจดหมายฉบับหนึ่งยื่นให้เขา
"ต้องให้แม่ทัพทหารม้าปฏิบัติตามแผนการนี้อย่างเคร่งครัดนะขอรับ!"
หยางอู่เฟิงกล่าวอย่างหนักแน่น
"เสี่ยวหงจื่อ เจ้าก็รั้งอยู่ที่นั่นเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของทหารม้าแดนเหนือก็แล้วกัน!"
โจวหลิงเฟิงตรึกตรองดูแล้วกล่าวขึ้น
เขาเกรงว่าแม่ทัพทหารม้าแดนเหนือจะไม่เชื่อฟังหยางอู่เฟิง ทว่าการที่หงจิ่วหมิงอยู่ที่นั่น ย่อมเป็นตัวแทนแห่งเจตจำนงของเขา! อีกอย่าง เสี่ยวหงจื่อลงมือหนักนัก หากไม่เชื่อฟังก็ซ้อมให้หลาบจำไปเลย
"บัดซบ ไอ้สวะโจวหลิงเฟิงจะไปกวาดล้างทหารม้าสามร้อยนายจนสิ้นซากได้อย่างไร! นั่นมันกองทหารระดับหัวกะทิของสำนักดูแลอาชาหลวงเชียวนะ!"
ภายในจวนองค์ชายห้า ข้าวของเครื่องใช้ถูกปาจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น โจวเจินกำลังเดือดดาลอย่างคนไร้ความสามารถ
ภรรยาก็ถูกคนอื่นหลับนอน ซ้ำกองกำลังหัวกะทิของตนเองยังถูกกวาดล้างไปจนหมดเกลี้ยง
เหล่าสาวใช้ต่างมีสีหน้าหวาดกลัว หลบซ่อนตัวตัวสั่นงันงกอยู่ด้านข้าง
องค์ชายห้าผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ ภายนอกมักจะแสดงออกถึงความเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างามและเป็นกันเอง
ทว่าใครจะรู้ว่าลับหลังเขาจะฉุนเฉียวและบ้าตัณหาถึงเพียงนี้ ซ้ำยังอาจจะลงมือสังหารผู้คน หรือเสพสังวาสให้เห็นตำตาได้ทุกเมื่อ
จนกระทั่งเรียวขายาวสลวยของฉางหนิงซวงก้าวเข้ามาในจวนองค์ชาย สีหน้าของเหล่าสาวใช้ถึงได้ผ่อนคลายลง
หากจะบอกว่าผู้ใดในจวนแห่งนี้ที่สามารถทำให้องค์ชายห้าสงบสติอารมณ์ลงได้ ก็คงมีเพียงพระชายาผู้เย็นชาไร้รอยยิ้มผู้นี้เท่านั้น
"ออกไปให้หมด!"
ฉางหนิงซวงเห็นภาพตรงหน้า ภายในดวงตาหงส์ก็ฉายแววรังเกียจเดียดฉันท์ออกมาอย่างปิดไม่มิด
องค์ชายห้าแห่งต้าโจว ผู้ที่มีโอกาสจะก้าวขึ้นเป็นรัชทายาทมากที่สุด กลับเป็นสวะที่ไม่ได้เรื่องยิ่งกว่าโจวหลิงเฟิงเสียอีก
นี่คือสิ่งที่ตระกูลฉางของนางนึกเสียใจที่สุดในยามนี้
หากมิใช่เพราะโจวเจินยังมีโอกาสก้าวขึ้นสู่บัลลังก์สูงสุด นางก็คงไม่อยากเข้าไปข้องแวะกับเขาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าตระกูลฉางและสำนักวังเมฆาใจได้วางเดิมพันลงไปแล้ว ในเกมการเมืองอันยิ่งใหญ่นี้ พวกเขาไม่มีทางถอยอีกต่อไป
นางย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่โจวเจินเคียดแค้นมาโดยตลอดคือสิ่งใด
นั่นก็คือครั้งแรกของนาง สตรีที่ตนเองยังไม่เคยแม้แต่จะแตะต้อง กลับถูกผู้อื่นชิงหลับนอนตัดหน้าไปเสียก่อน จิตใจของเขามันบิดเบี้ยวไปนานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นก่อนหน้านี้โจวหลิงเฟิงยังเคยสั่งหักขาเขาไปข้างหนึ่ง ซ้ำยังรีดไถเงินไปอีกหนึ่งล้านตำลึง
แต่หากดูจากสถานการณ์ในยามนี้ โจวหลิงเฟิงไม่ได้ไร้ความสามารถอย่างที่เห็นภายนอกอย่างแน่นอน
ทว่าหากพูดถึงภัยคุกคามต่อราชบัลลังก์ ในสายตาของฉางหนิงซวงแล้ว โจวหลิงเฟิงยังห่างชั้นจากองค์ชายรองและองค์ชายสี่อีกมากนัก!
เพราะเบื้องหลังขององค์ชายทั้งสองพระองค์นั้น ล้วนมีตระกูลใหญ่และสำนักยุทธ์ชั้นนำคอยสนับสนุน!
นั่นคือสำนักวิถียุทธ์ที่ทรงพลังมากพอจะต่อกรกับสำนักวังเมฆาใจได้ ความแข็งแกร่งย่อมไม่ธรรมดา
"องค์ชายจะทรงกริ้วไปไย! ต่อให้โจวหลิงเฟิงจะรอดพ้นจากการลอบสังหารของสำนักดูแลอาชาหลวงมาได้ ก็ใช่ว่าจะเดินทางไปถึงเมืองหมั่งเฉิงได้อย่างง่ายดาย! อีกอย่าง ต่อให้เขาไปถึงเมืองหมั่งเฉิงได้แล้วจะอย่างไรเล่า ก็เป็นเพียงการถูกจองจำอยู่ในเมืองชายแดนเล็กๆ ไปจนตายเท่านั้น"
ฉางหนิงซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"พระชายาตรัสได้ถูกต้อง!"
โจวเจินเมื่อเห็นหน้าฉางหนิงซวง โทสะก็มลายหายไปจนสิ้น ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มประจบสอพลอขึ้นมาทันที
หลังจากเอ่ยปลอบโยนส่งๆ ไปสองสามประโยค โจวเจินก็เดินหน้าบานไปหาเหล่าอนุภรรยาเพื่อระบายอารมณ์
"ฉางอ้าวเฟิงนำทหารระดับหัวกะทิห้าพันนายไปดักรอเจ้าอยู่ที่หุบเขาขนนกตกแล้ว! โจวหลิงเฟิง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าครั้งนี้เจ้าจะรอดพ้นไปได้!"
"ยังจะเพ้อฝันว่าจะมาแตะต้องข้าเป็นครั้งที่สองอีกงั้นหรือ เช่นนั้นก็ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ให้ได้เสียก่อนเถอะ"
นัยน์ตาของฉางหนิงซวงสาดประกายอำมหิตวาบผ่าน
ภายในหัวของนางยังคงจดจำภาพที่ถูกอีกฝ่ายแยกเรียวขาออก แล้วขึ้นคร่อมทาบทับลงมาได้อย่างชัดเจน ความอัปยศอดสูนี้ยากจะลบเลือนไปได้จริงๆ!
ท้ายที่สุดแล้วนางก็คือโฉมงามอันดับหนึ่งผู้เลื่องชื่อ เป็นยอดอัจฉริยะที่หยิ่งผยอง ทว่าโจวหลิงเฟิงกลับเป็นเพียงสวะผู้หนึ่งเท่านั้น
"คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเจ็ดจะมีลูกไม้แพรวพราวถึงเพียงนี้ ถึงขนาดกวาดล้างทหารม้าสามร้อยนายของสำนักดูแลอาชาหลวงจนราบคาบ ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!"
ภายในจวนองค์ชายใหญ่ กลิ่นสุราคลุ้งไปทั่วบริเวณ
องค์ชายใหญ่ประคองป้านสุรารสเลิศขึ้นดื่มอึกใหญ่ราวกับวัวกระหายน้ำ ทว่าแววตาของเขากลับกระจ่างใส ไร้ซึ่งร่องรอยของความมึนเมาแม้แต่น้อย
"องค์ชาย ยังต้องการให้กระหม่อมลงมืออีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!"
เงาดำสายนั้นพลันปรากฏตัวขึ้น
"ไม่จำเป็นแล้ว! ขนาดเถี่ยเสวียนยังกล้าบุกเดี่ยวเข้าเมืองเซิ่งจิงมาท้าพนันกับฝ่าบาท! เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะข่มขวัญเจ้าสองกับเจ้าสี่ได้แล้ว!"
"ส่วนเจ้าห้า ก็เป็นแค่หุ่นเชิดในมือของอัครเสนาบดีซ้ายเท่านั้น! ด้วยนิสัยของอัครเสนาบดีซ้าย สุดท้ายเขาก็คงจะลองพยายามสังหารเจ้าเจ็ดดูสักตั้ง! ทว่าในเมื่อเถี่ยเสวียนได้เตรียมหมากเด็ดเอาไว้แล้ว พวกเราก็ไม่ต้องไปยุ่งให้มากความ!"
องค์ชายใหญ่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
ความจริงแล้ว ผู้ที่ได้รับการปกป้องจากราชครู ไม่มีทางจะเกิดเรื่องอันตรายขึ้นได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น น้องชายแสนดีของเขาผู้นี้ เกรงว่าคงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอกเป็นแน่!
มิเช่นนั้นเขาจะรอดชีวิตจากหมากกระดานมรณะในอดีต ซ้ำยามนี้ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋องและมีดินแดนศักดินาเป็นของตนเองได้อย่างไร
หรือว่าเจาหยางหรูเยวี่ยจะค้นพบสิ่งใดเข้า โจวหลิงเฟิงยังมีโอกาสหวนคืนสู่ตำหนักกลาง และก้าวขึ้นครองใต้หล้าได้อีกงั้นหรือ?
ภายในห้องทรงพระอักษร หยวนอู่ตี้ค่อยๆ วางม้วนเอกสารในพระหัตถ์ลงอย่างสงบนิ่ง นัยน์ตาของพระองค์สาดประกายเย็นเยียบวาบผ่าน
"เรื่องทหารม้าสามร้อยนายของสำนักดูแลอาชาหลวง ให้จบลงเพียงเท่านี้เถิด! เจิ้นก็ไม่อยากจะซักไซ้ไล่เลียงอีกต่อไปแล้ว..."
"หากยามนี้เจ้าเจ็ดมีความสามารถพอที่จะผ่านหุบเขาขนนกตกไปได้อย่างปลอดภัย เจิ้นก็ไม่อยากจะเห็นเรื่องราวทำนองนี้อีก!"
หยวนอู่ตี้ตรัสกับนายกองขันทีอันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"บ่าวเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
นายกองขันทีอันรีบเร่งฝีเท้าถอยออกไป!
นี่คือความเมตตาครั้งสุดท้ายที่หยวนอู่ตี้มอบให้แก่โจวหลิงเฟิง ขอเพียงเขาสามารถข้ามผ่านหุบเขาขนนกตกไปได้ เขาก็จะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในฐานะอ๋องชายแดน
ทว่าโจวหลิงเฟิงผู้นั้น ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์อยู่ดี!
"น่าสนใจ น่าสนใจยิ่งนัก ต้าโจวปรากฏผู้ที่ทำให้เปิ่นกงรู้สึกสนใจขึ้นมาอีกคนแล้วจริงๆ!"
ภายในสำนักตรวจสอบ องค์หญิงใหญ่เจาหยางแย้มยิ้มบางๆ บนใบหน้างามปรากฏรอยยิ้มประหลาดขึ้น
คาดไม่ถึงเลยว่าลูกเสืออย่างโจวหลิงเฟิงที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าหมดสิ้นเขี้ยวเล็บไปแล้ว จะมีช่วงเวลาที่เผยคมเขี้ยวอันดุร้ายออกมาเช่นกัน
ดูท่าทุกคนคงจะประเมินเขากลายเป็นเพียงฝุ่นผงที่ต่ำต้อย ทว่าที่น่าสนใจก็คือ เขากลับปีนป่ายขึ้นฝั่งมาได้อย่างเงียบเชียบเสียแล้ว
[จบแล้ว]