เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - ลดขั้นเป็นขอทาน

บทที่ 4 - ลดขั้นเป็นขอทาน

บทที่ 4 - ลดขั้นเป็นขอทาน


บทที่ 4 - ลดขั้นเป็นขอทาน

"เจ้าไม่กลัวตายจริงๆ หรือ"

แววตาของหยวนอู่ตี้ปรากฏความหวั่นไหวขึ้นมาบ้าง

"ลูกไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องกลัวตายพ่ะย่ะค่ะ"

โจวหลิงเฟิงส่ายหน้าตอบกลับด้วยความสงบนิ่งอย่างถึงที่สุด

เมื่อเห็นท่าทีอันสง่าผ่าเผยของอดีตรัชทายาท ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนต่างก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ความเจริญรุ่งเรืองของราชวงศ์ต้าโจวในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ล้วนแลกมาด้วยหยาดเลือดและชีวิตของบุคคลเยี่ยงเถี่ยเสวียนอย่างแท้จริง

"เจิ้นจะให้โอกาสเจ้าอีกสักครั้ง! หากเจ้าสามารถเกลี้ยกล่อมให้เถี่ยเสวียนยอมมอบอำนาจทางการทหารและลาออกจากราชการได้ เจิ้นก็จะมีรางวัลประทานให้"

"พาสตรีใดก็ตามที่เจ้าพึงใจไปด้วย จากนั้นก็รับตำแหน่งอ๋องแล้วไปครองดินแดนศักดินาเสีย!"

ภายในใจของหยวนอู่ตี้อดไม่ได้ที่จะใจอ่อนลง จู่ๆ ก็ยอมเปิดปากประทานพร

พระองค์ทรงคิดว่าด้วยนิสัยของโจวหลิงเฟิง ย่อมต้องรีบคุกเข่าขอบพระทัยในทันที จากนั้นก็พาโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งต้าโจวอย่างฉางหนิงซวงจากไปอย่างเบิกบานใจเพื่อเสพสุข

"ลูกทำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!"

โจวหลิงเฟิงปฏิเสธกลับไปโดยไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย!

ล้อเล่นหรืออย่างไร หากปราศจากกองทัพทักษิณสามแสนนายของเถี่ยเสวียน กระดูกของเขาคงแหลกละเอียดเป็นเถ้าธุลีไปนานแล้ว

ต่อให้พี่สะใภ้จะงดงามปานใด ก็ต้องมีชีวิตรอดไปเชยชมเสียก่อน!

"เจ้าต้องคิดให้ดีๆ นะ เจิ้นไม่ได้กำลังล้อเล่นกับเจ้า!"

หยวนอู่ตี้จ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบในทันที

"หากเสด็จพ่อไม่ได้ทรงล้อเล่น แล้วเหตุใดจึงทรงคิดว่าลูกจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้จอมทัพพิทักษ์แผ่นดินยอมมอบอำนาจทางการทหารได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ"

โจวหลิงเฟิงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านมาจากร่างของหยวนอู่ตี้ ทว่าภายในใจกลับไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย!

บุคคลผู้ทรงอำนาจสูงสุดที่ครองราชย์มาถึงสามสิบแปดปีเยี่ยงหยวนอู่ตี้ หากมองในแง่หนึ่งก็ไม่ต่างอันใดกับเทพเจ้าที่แทบจะไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์

สิ่งที่พระองค์ทรงชั่งน้ำหนักอยู่ภายในพระทัย ล้วนมีเพียงเรื่องของผลประโยชน์ทั้งสิ้น!

และยามนี้เขากล้าเดิมพันเลยว่า หยวนอู่ตี้ไม่มีทางกล้าสังหารเถี่ยเสวียน!

เพราะนั่นจะทำให้ต้าโจวต้องบอบช้ำอย่างหนัก และทำให้ราษฎรหมดศรัทธา!

ส่วนเถี่ยเสวียนเองก็ไม่กล้าก่อสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะนั่นหมายความว่าตระกูลเถี่ยจะต้องจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ว่าเป็นกบฏที่ทำให้ราษฎรต้องตกระกำลำบาก

"ดีมาก! นานมากแล้วที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยอ้างกับเจิ้นเช่นนี้! เจ้าเจ็ด เจ้าคิดว่าเจิ้นไม่กล้าสังหารเจ้าจริงๆ งั้นหรือ"

จิตสังหารพลันปะทุขึ้นรอบกายของหยวนอู่ตี้

"เจิ้นจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าเต็มใจจะไปเกลี้ยกล่อมเถี่ยเสวียนให้ยอมจำนนหรือไม่!"

หยวนอู่ตี้ทรงคาดไม่ถึงเลยว่า อดีตรัชทายาทที่แสนจะไม่ได้เรื่องผู้นี้ จะมีส่วนที่คล้ายคลึงกับพระองค์ในอดีตมากที่สุด

"ลูกไม่ได้กลัวตาย และไม่ได้ไม่เต็มใจ ทว่ามันเป็นเรื่องที่ลูกไม่อาจทำได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!"

โจวหลิงเฟิงส่ายหน้า

"ประเสริฐ! เช่นนั้นเจิ้นก็จะขอดูหน่อยว่ากระดูกของเจ้าจะแข็งสักเพียงใด!"

หยวนอู่ตี้แค่นพระสรวลเสียงเย็น

"ถ่ายทอดราชโองการ! องค์ชายเจ็ดโจวหลิงเฟิงไม่เห็นหัวบิดาและฮ่องเต้ สมรู้ร่วมคิดกับกบฏ สั่งสอนไม่จำ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปให้ลดขั้นเป็นสามัญชน ขับไล่ออกจากราชวงศ์ มีราชโองการให้โจวหลิงเฟิงยังชีพด้วยการขอทานในเมืองเซิ่งจิง ห้ามผู้ใดให้ที่พักพิงเด็ดขาด!"

สิ้นพระราชกระแสรับสั่งของหยวนอู่ตี้ แม้แต่ขุนนางใหญ่หลายคนก็ยังเผยสีหน้าเวทนาออกมา

นี่คือถึงอดีตรัชทายาทแห่งต้าโจวผู้มีฐานะสูงส่งเชียวนะ!

ยามนี้ร่างกายพิการซ้ำยังต้องยังชีพด้วยการขอทาน ภายใต้ความตกต่ำอันเลวร้ายถึงเพียงนี้ จิตใจของโจวหลิงเฟิงย่อมต้องแตกสลาย ดีไม่ดีอาจถึงขั้นทำร้ายตนเองเลยก็เป็นได้

ดูท่าฝ่าบาทจะทรงกริ้วอย่างแท้จริง ครานี้ทรงคิดจะสังหารคนแล้ว

"ช้าก่อน..."

องค์หญิงใหญ่เจาหยางคล้ายจะเปิดปากขอความเมตตาแทน

ทว่ากลับถูกหยวนอู่ตี้ตวัดสายตาเย็นเยียบมองปราดเดียว นางจึงต้องหุบปากเงียบไปในทันที

"ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ!"

โจวหลิงเฟิงแค่นยิ้มในใจ ดูท่าหยวนอู่ตี้คิดจะหยามเกียรติเขา เพื่อกระตุ้นให้เถี่ยเสวียนตัดสินใจอย่างไร้เหตุผลสินะ!

สมกับที่เป็นกลอุบายของจักรพรรดิ แม้แต่บุตรชายในไส้ก็ยังสละมาเป็นหมากกระดานนี้ได้ โดยไม่สนหน้าตาของราชวงศ์เลยแม้แต่น้อย

"เด็กๆ พาตัวมันออกไป!"

"จงทรมานมันให้ดี"

สิ้นคำสั่งของหยวนอู่ตี้ องครักษ์เกราะเหล็กผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามา กระชากตัวโจวหลิงเฟิงลงจากรถเข็นอย่างหยาบคาย

เสียงดังตุบ โจวหลิงเฟิงล้มกระแทกพื้นอย่างทุลักทุเล

องครักษ์เกราะเหล็กลากตัวเขาออกไปนอกประตูโดยไม่ปรานีปราศรัย

"องค์ชาย!"

หงจิ่วหมิงที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกเห็นร่างขององค์ชายถูกลากถูลู่ถูกังราวกับสุนัขที่ตายแล้ว ภายในดวงตาก็ปรากฏรอยเลือดสีแดงฉานขึ้นมา คิดจะพุ่งเข้าไปลงมือ!

ทว่าจังหวะนั้นเองเขากลับเห็นโจวหลิงเฟิงส่ายหน้าให้เขาช้าๆ ด้วยแววตาที่สงบนิ่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

อาศัยจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสังเกต ร่างของหงจิ่วหมิงก็เร้นกายหายไปจากวังหลวงอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วครู่ต่อมา เขาก็พาโม่หลีเก็บสัมภาระและเร้นกายหลบหนีออกจากวังหลวงไปอย่างเงียบเชียบ!

การที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงที่กลืนกินคนโดยไม่คายกระดูกมานานหลายปี ย่อมทำให้หงจิ่วหมิงมีกองกำลังเป็นของตนเองเช่นกัน

"ฝ่าบาท ทรงทำเช่นนี้จะเกินไปหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!"

ยามนี้อัครเสนาบดีซ้ายฉางเหยียนเอ่ยขึ้น

และเขาก็คือบิดาของฉางหนิงซวงนั่นเอง!

การปฏิเสธของโจวหลิงเฟิงทำให้เขาโล่งใจไปเปราะหนึ่ง เขาย่อมไม่อยากสูญเสียบุตรสาวของตนเองไป

"ไอ้ลูกทรพีผู้นี้เปลี่ยนไปมาก เจิ้นกำลังคิดอยู่ว่าตลอดหลายปีมานี้ เถี่ยเสวียนได้พร่ำสอนสิ่งใดให้มันไปบ้าง!"

"หรือว่ามันคิดจะก่อกบฏกันแน่"

หยวนอู่ตี้ตรัสเสียงเรียบ

"สิ่งที่กระหม่อมกังวลที่สุดในยามนี้ ก็คือพวกทูเจวี๋ยจะฉวยโอกาสที่เถี่ยเสวียนกับโหวผู้พิชิตกำลังประจันหน้ากัน ยกทัพกลับมารุกรานอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ!"

ฉางเหยียนกล่าวต่อไป

สิ่งที่พวกเขายังไม่อาจคาดเดาได้ในยามนี้คือเจตนาที่แท้จริงของเถี่ยเสวียน ท้ายที่สุดแล้วกองทัพทักษิณระดับหัวกะทิสามแสนนายที่ไม่อาจควบคุมได้นี้ ก็เปรียบเสมือนก้างขวางคอของหยวนอู่ตี้ ไม่มีทางที่พระองค์จะทรงวางพระทัยได้เลย

"เจิ้นได้ยินมาว่าช่วงนี้มีหลายสำนักที่ไม่ค่อยจะสงบเสงี่ยมเท่าใดนัก เรื่องนี้คงต้องรบกวนให้ราชครูเป็นผู้จัดการแล้ว! ผู้ใดสมควรเตือนก็จงเตือน ผู้ใดสมควรประหารก็จงประหารเสีย!"

หยวนอู่ตี้หันไปตรัสกับองค์หญิงใหญ่เจาหยาง

"รับทราบเพคะ!"

เจาหยางหรูเยวี่ยพยักหน้ารับคำ

นางดูผิวเผินคล้ายสตรีที่เต็มไปด้วยจริตมารยาเย้ายวนใจ ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นผู้กุมบังเหียนสำนักตรวจสอบซึ่งเป็นหน่วยงานที่อันตรายที่สุดของต้าโจว ภายในนั้นรวบรวมยอดฝีมือวิถียุทธ์และสายลับฝีมือดีเอาไว้มากมาย

เรื่องราวลับๆ ล่อๆ มากมายที่หยวนอู่ตี้ทรงต้องการให้จัดการ ล้วนผ่านมือของเจาหยางหรูเยวี่ยทั้งสิ้น!

หนึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าบรรทุกนักโทษคันหนึ่งก็ค่อยๆ แล่นมาถึง

โจวหลิงเฟิงถูกถอดเสื้อท่อนบนออก บนคอแขวนป้าย 'ขอทานตามราชโองการ' เริ่มถูกแห่ประจานไปตามท้องถนน

สถานที่ที่เขาผ่านไปล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา!

ทว่าท่ามกลางฝูงชนก็มีคนบางกลุ่มที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ พวกเขาพากันปาไข่เน่าและผักชีช้ำนับไม่ถ้วนใส่รถนักโทษ

เนื้อตัวของโจวหลิงเฟิงเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เขาหลับตาลง ดูคล้ายกับอ่อนแรงอย่างถึงที่สุด

หลังจากการแห่ประจานสิ้นสุดลง เขาก็ถูกนำตัวไปทิ้งไว้ในย่านสลัมของเมืองเซิ่งจิง สถานที่แห่งนี้หลายจุดเต็มไปด้วยดินโคลนเฉอะแฉะ สกปรกโสมม และมีกลิ่นเหม็นเน่าฉุนกึก

ไม่นานนักเขาก็ขยับตัวไปนั่งพิงกำแพงด้วยสีหน้าราบเรียบ!

แม้สภาพแวดล้อมจะเลวร้าย ทว่าสำหรับเขามันกลับไม่นับเป็นอันใดเลย

สิ่งที่เขาต้องขบคิดในยามนี้ก็คือ หากเถี่ยเสวียนรู้เรื่องที่เขาถูกลดขั้นเป็นขอทานแล้ว อีกฝ่ายจะทำเช่นไรต่อไป

และก้าวต่อไปของตนเองควรจะทำเช่นไร ถึงจะสามารถออกจากเมืองหลวงและได้รับดินแดนศักดินาด้วยผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ในเมื่อทะลุมิติมายังโลกใบนี้แล้ว โจวหลิงเฟิงย่อมไม่ยอมอยู่อย่างเงียบเหงา เขาก็อยากจะลองต่อสู้แย่งชิงดูสักตั้งเช่นกัน

มิเช่นนั้นด้วยความสามารถที่เขามีในยามนี้ การจะหนีออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีทั่วหล้าย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด!

แน่นอนว่าข้อแม้ก็คือต้องไม่มีสายตาของสำนักตรวจสอบขององค์หญิงเจาหยางคอยจับจ้องอยู่ มิฉะนั้นเรื่องราวคงวุ่นวายไม่น้อย

ดังนั้นสิ่งที่โจวหลิงเฟิงต้องทำในยามนี้ มีเพียงการรอคอยเท่านั้น!

รอคอยผลลัพธ์ของการประลองหมากระหว่างหยวนอู่ตี้และเถี่ยเสวียน

ณ ห่างจากเมืองเซิ่งจิงออกไปนับร้อยลี้ ขบวนม้ากลุ่มหนึ่งกำลังควบตะบึงไปเบื้องหน้า!

ผู้นำหน้าสุดสวมชุดสีเขียวคราม ใบหน้าหล่อเหลาดูคล้ายบัณฑิตผู้คงแก่เรียน

จู่ๆ นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งก็บินโฉบลงมาจากฟากฟ้า เกาะลงบนมือของอัศวินผู้หนึ่ง

"ท่านแม่ทัพ องค์ชายถูกลดขั้นเป็นขอทาน ซ้ำยังถูกแห่ประจานไปทั่วเมืองแล้วขอรับ!"

"ยามนี้ร่างกายขององค์ชายก็พิการอยู่แล้ว หากต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนี้อีก เกรงว่าอาจจะคิดสั้นได้!"

อัศวินผู้นั้นรีบควบม้าเข้าไปใกล้ชายชุดเขียวแล้วส่งมอบข่าวกรองให้

"ในตัวเขามีสายเลือดของตระกูลเถี่ยของข้าไหลเวียนอยู่ ไม่มีทางเปราะบางถึงเพียงนั้นแน่! อีกอย่าง การที่เขาสามารถอดทนต่อความอัปยศจากฉางหนิงซวงมาได้ถึงสามปี ย่อมแสดงให้เห็นว่าภายในใจของเขามีแผนการซ่อนอยู่!"

เถี่ยเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ไปเถอะ ตามข้าเข้าเมืองเซิ่งจิง!"

เถี่ยเสวียนกระตุ้นม้า สัตว์พาหนะใต้ร่างก็ควบทะยานตะบึงฝ่าฝุ่นควันไปในทันที

"องค์ชายเจ็ดสงบนิ่งมาโดยตลอด เพียงแค่นั่งพิงกำแพงอยู่เช่นนั้นหรือ"

ภายในสำนักตรวจสอบ เจาหยางหรูเยวี่ยอ่านรายงานลับจบก็เอ่ยถามด้วยความสนใจยิ่ง

"พ่ะย่ะค่ะ! อย่างมากเขาก็แค่ดื่มน้ำแกงบูดไปไม่กี่คำ และไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เขาเลยพ่ะย่ะค่ะ!"

สายลับที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างรายงาน

"น่าสนใจยิ่ง! รู้จักยืดหยุ่นโอนอ่อน ถูกจองจำมาสามปีกลับหล่อหลอมจิตใจได้ถึงเพียงนี้ ดูท่าทุกคนจะประเมินเขาต่ำไปเสียแล้ว!"

"น่าเสียดายที่เขาเป็นบุตรชายของสตรีผู้นั้น การที่เปิ่นกงไม่ซ้ำเติมก็ถือว่าดีมากแล้ว!"

เจาหยางหรูเยวี่ยในชุดผ้าโปร่งบางเบา เผยรอยยิ้มลึกลับบนใบหน้า

"จริงสิ พระชายาห้าก็เคยไปที่นั่น แต่แค่มองดูอยู่ห่างๆ แล้วก็จากไปพ่ะย่ะค่ะ"

สายลับนึกบางสิ่งขึ้นมาได้

"ฉางหนิงซวงหรือ หยางบริสุทธิ์แห่งตระกูลเถี่ยกลับต้องตกเป็นของนางคนแรกเสียนี่..."

"สตรีผู้นี้ยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าตนเองได้รับผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ปานใด!"

เจาหยางหรูเยวี่ยขมวดคิ้วมุ่น

"เคล็ดวิชาไท่ซ่างละทิ้งอารมณ์ของเปิ่นกงยังขาดความสมบูรณ์อยู่อีกนิด ชีวิตของเขายังต้องเก็บรักษาเอาไว้"

เคล็ดวิชาโบราณที่นางฝึกฝนอยู่นี้ จำเป็นต้องใช้การผสานสายเลือดพิเศษของตระกูลเถี่ย

และในปัจจุบัน ผู้ที่ครอบครองสายเลือดสายตรงของตระกูลเถี่ยก็เหลือเพียงสองคนเท่านั้น

คนหนึ่งคือเถี่ยเสวียน ส่วนอีกคนก็คือโจวหลิงเฟิง!

"เรื่องนี้สำนักตรวจสอบไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ล้วนไม่เกี่ยวกับพวกเรา! เข้าใจหรือไม่!"

นางสั่งการทิ้งท้าย ก่อนที่ร่างของนางจะไปปรากฏตัวยังจวนขององค์ชายใหญ่ในชั่วพริบตา

...

"คาดไม่ถึงเลยว่าอดีตรัชทายาทผู้สูงส่งจะตกต่ำกลายเป็นขอทาน! ที่แท้ตำแหน่งรัชทายาทหรือองค์ชายอันใดนั่นล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา มีเพียงการได้นั่งบนบัลลังก์สูงสุดเท่านั้น ถึงจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้!"

ภายในจวนองค์ชายใหญ่ เดิมทีกำลังมีงานเลี้ยงรื่นเริงดื่มด่ำกับเสียงดนตรีและการร่ายรำ

จนกระทั่งร่างที่สวมผ้าคลุมหน้าปรากฏตัวขึ้น แววตาขององค์ชายใหญ่พลันเลื่อนลอย เขารีบผลักโฉมงามข้างกายออกไป แล้วตวาดไล่ทุกคนให้ออกไปจากห้อง

"ราชครู ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร"

องค์ชายใหญ่จ้องมองตาไม่กะพริบ น้ำเสียงสั่นพร่า

"ข้าอยากให้ท่านช่วยทำเรื่องบางอย่างให้ข้า"

เจาหยางหรูเยวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ท่านสั่งมาได้เลย!"

องค์ชายใหญ่พยักหน้ารับรัวๆ

"ข้ารู้ว่าในบรรดาองค์ชายทั้งหมด มีเพียงท่านเท่านั้นที่มีแขกประจำจวนเป็นยอดฝีมือขั้นสอง!"

"ท่านจงให้เขาลอบคุ้มครองเจ้าเจ็ด เรื่องเล็กน้อยทั่วไปไม่ต้องไปใส่ใจ ทว่าหากมีผู้ใดคิดจะสังหารเขา ท่านต้องรักษาชีวิตของเขาไว้ให้ได้! ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม!"

เจาหยางหรูเยวี่ยเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"แต่เสด็จพ่อทรงเกลียดชังเรื่องนี้ที่สุด..."

องค์ชายใหญ่ร้อนรนจนเหงื่อแตกพลั่ก

เรื่องราวของโจวหลิงเฟิงเขาย่อมรู้ดี

แท้จริงแล้วในวัยเยาว์ เขาเป็นเพียงบุตรที่เกิดจากนางกำนัล ถูกพวกขันทีและนางกำนัลกลั่นแกล้งทรมานจนกินไม่อิ่มท้องเสียด้วยซ้ำ

เขาจดจำได้เสมอว่าโจวหลิงเฟิงมักจะแอบนำอาหารมาให้เขาทุกค่ำคืน แม้จะเป็นเพียงหมั่นโถวสองลูกกับน่องไก่อีกชิ้น แต่มันก็เป็นอาหารที่เลิศรสที่สุดในชีวิตที่เขาเคยได้ลิ้มลอง

ทว่าเขาก็เกรงกลัวความกริ้วโกรธของหยวนอู่ตี้เช่นกัน!

"ความจริงแล้ว ขอเพียงท่านเต็มใจ ข้ายินดีทำทุกอย่างเพื่อท่าน"

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป องค์ชายใหญ่ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในทันที

"องค์ชาย ท่านต้องรู้ด้วยนะว่าฝ่าบาทก็ทรงหมายตาร่างกายของข้าอยู่เช่นกัน"

เจาหยางหรูเยวี่ยแย้มยิ้มบางๆ

"ใช่สิ เสด็จพ่อก็โปรดปรานท่าน!"

องค์ชายใหญ่สะดุ้งตื่นจากภวังค์ เพิ่งรู้ตัวว่าใบหน้าของตนแทบจะแนบชิดติดกับร่างของอีกฝ่ายอยู่แล้ว!

"องค์ชาย ท่านอยากเห็นหรือไม่ว่าข้ามีหน้าตาเป็นเช่นไร"

"หากจัดการเรื่องนี้สำเร็จ ท่านสามารถมาหาข้าที่ตำหนักหยางซินได้!"

เจาหยางหรูเยวี่ยยกมุมปากขึ้น นิ้วเรียวค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นช้าๆ

เพียงชั่วพริบตานั้น บรรยากาศรอบกายพลันหยุดนิ่ง

ภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้นคือใบหน้าที่งดงามจนแทบจะลืมหายใจ

องค์ชายใหญ่ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ในหัวจดจำได้เพียงว่าไฝแดงบนใบหน้าของนางนั้นช่างเย้ายวนกระชากวิญญาณได้ถึงเพียงใด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 4 - ลดขั้นเป็นขอทาน

คัดลอกลิงก์แล้ว