- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 481 กอบกู้วิกฤตฉุกเฉิน
บทที่ 481 กอบกู้วิกฤตฉุกเฉิน
บทที่ 481 กอบกู้วิกฤตฉุกเฉิน
บทที่ 481 กอบกู้วิกฤตฉุกเฉิน
"ธุระสำคัญอะไรกัน เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ" ฟู่ซินหน่วนแกล้งถาม
"ก็พ่อฉันกับคุณน้าสะใภ้เพิ่งจะเปิดบริษัทบันเทิงแห่งใหม่ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้พวกเขากำลังควานหาศิลปินหน้าใหม่ที่มีแววเพื่อมาเซ็นสัญญาอยู่ ฉันว่าจี้อี๋เฉินน่ะเหมาะมาก ๆ เลยนะ จะลองเอาสัญญาไปพิจารณาดูไหมล่ะ ? " เฮ่อหนิงพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุด ๆ
"อี๋เฉินยังเรียนอยู่นะ หน้าที่หลักของนักเรียนก็คือการเรียน จะให้ไปเซ็นสัญญาเข้าวงการตอนนี้ได้ยังไงกัน"
"เขาก็ใกล้จะสอบเกาเข่า แล้วไม่ใช่เหรอ งั้นก็ให้เขาสอบเข้าสถาบันภาพยนตร์ของพวกเราซะเลยสิ"
"นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเขาด้วย อีกอย่าง คะแนนวิชาการของอี๋เฉินก็ดีเลิศขนาดนั้น เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้สบาย ๆ อยู่แล้ว จะลากเขาเข้าวงการบันเทิงไปทำไมกัน เธอลองดูเจียงอวี่ ลูกพี่ลูกน้องของฉันสิ ซ้ำชั้นมาสามปีแล้ว เดิมทีอายุมากกว่าเธอด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ยังเรียนอยู่ ม.6 อยู่เลย ถ้าคะแนนของเจียงอวี่ดีได้สักครึ่งของอี๋เฉินนะ คุณลุงสามกับคุณน้าสามของฉันคงดีใจจนกระโดดตัวลอยไปแล้ว"
เรื่องที่เจียงอวี่ซ้ำชั้น เฮ่อหนิงก็พอจะได้ยินมาบ้าง
ทั้งสองครอบครัวมักจะฉลองเทศกาลตรุษจีนด้วยกันเสมอ จึงมีความสนิทสนมกันดี เธอเองก็เคยวิ่งเล่นกับเจียงอวี่มาตั้งแต่เด็ก เจียงอวี่เป็นคนซื่อสัตย์และจริงใจมาก เพียงแต่เรื่องการเรียนหัวช้าไปหน่อย เพื่อผลักดันผลการเรียนของเขา เจียงเต๋อเลี่ยงและจู้จวนสองสามีภรรยาถึงกับต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปอย่างหนักหน่วง
"การสอบเกาเข่าครั้งนี้ เจียงอวี่พอจะมีความหวังสอบติดมหาวิทยาลัยไหม ? "
ฟู่ซินหน่วนส่ายหน้า "ไม่รู้สิ แต่ฟังจากที่คุณน้าสามบอก การที่ได้เรียนเนื้อหาเดิมซ้ำมาถึงสามปี ก็น่าจะพอสอบติดมหาวิทยาลัยระดับสอง ได้แหละมั้ง"
"ก็ดีนะ สอบติดระดับสองก็ยังดี อย่างน้อยก็ถือว่าได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว"
ทั้งสองคนต่างก็เข้าใจดีว่า เจียงอวี่ต้องแบกรับความกดดันที่หนักหนาแค่ไหน
ถ้าเป็นครอบครัวคนธรรมดาทั่วไป การสอบติดมหาวิทยาลัยระดับสองได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากแล้ว
แต่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันในครอบครัวของพวกเธอ ล้วนแต่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสิ้น แค่มหาวิทยาลัยปักกิ่งที่เดียวก็ปาเข้าไปสี่คนแล้ว ซึ่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งก็คือสถาบันอุดมศึกษาอันดับหนึ่งของประเทศจีน เฮ่อหนิงกับเจียงหยวนเองก็เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังเช่นกัน เมื่อเอาเจียงอวี่ไปวางไว้ท่ามกลางคนเหล่านี้ มหาวิทยาลัยระดับสองจึงดูธรรมดาไปเลย พอจะจินตนาการออกเลยว่าความกดดันของเจียงอวี่นั้นมหาศาลเพียงใด
"หรือจะให้ฉันลองไปคุยกับจี้อี๋เฉินดู ไม่ต้องเซ็นสัญญาก็ได้ แค่ไปรับจ๊อบถ่ายโฆษณาสักสองตัวก็ยังดีนะ หน้าตาหล่อเหลาไร้ที่ติขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ไปปรากฏตัวอยู่บนหน้าจอมันก็น่าเสียดายแย่เลย"
ฟู่ซินหน่วนไม่ยอม "เธอไปคุยกับแม่ฉันก่อนเถอะ ถ้าแม่ฉันอนุญาต เธอค่อยไปคุยกับเขา"
เฮ่อหนิง: "..."
สำหรับคุณน้าสะใภ้แล้ว ตอนนี้เฮ่อหนิงแอบรู้สึกหวั่นเกรงเธออยู่ลึก ๆ
ความจริงเจียงชิ่นไม่ใช่คนดุอะไรเลย ปกติก็ยิ้มแย้มเฮฮากับพวกเด็ก ๆ ตลอด แถมตอนเด็ก ๆ เฮ่อหนิงก็เคยมาอาศัยอยู่ที่นี่หลายปี จึงมีความผูกพันกับเจียงชิ่นมาก
แต่ด้วยสถานะและตำแหน่งของเจียงชิ่นในปัจจุบันมันไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอมีนักวิจัยอยู่ใต้บังคับบัญชาเป็นพัน ๆ คน ออร่าความน่าเกรงขามจึงแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เฮ่อหนิงผู้ซึ่งเป็น 'เด็กหลังห้อง' ในสายศิลปะ พอมาอยู่ต่อหน้าอัจฉริยะอย่างเธอจึงอดรู้สึกเกรงขามไม่ได้
"ฉัน... ว่าลืมมันไปเถอะ ไว้มีโอกาสค่อยว่ากันใหม่ละกัน"
ตอนที่เฮ่อหนิงพูดประโยคนี้ เธอไม่คาดคิดเลยว่า 'โอกาส' ที่ว่านั้นจะมาถึงเร็วขนาดนี้
ไม่กี่วันต่อมา ทางบริษัทมีการถ่ายทำโฆษณาชิ้นหนึ่ง นายแบบที่ต้องเข้าฉากคู่กับเฮ่อหนิงดันเกิดข้อเท้าแพลงอย่างรุนแรงเมื่อวันก่อน อาการหนักจนเดินไม่ได้ จึงไม่สามารถมาเข้าร่วมการถ่ายทำได้
แถมเขายังไม่ยอมรีบแจ้งให้ทราบ มาแจ้งทางบริษัทเอาตอนเช้าของวันที่สอง ซึ่งเป็นเวลาที่กองถ่ายกำลังจะเริ่มเดินกล้องอยู่แล้ว
การเกิดช่องโหว่หรือถูกเทงาน แบบกะทันหันเช่นนี้ จะไปหานายแบบที่มีบุคลิกและรูปร่างหน้าตาตรงตามสเปกมาแทนที่ได้จากไหนในเวลาอันสั้น ?
คนแรกที่เฮ่อหนิงนึกถึงก็คือ จี้อี๋เฉิน เธอรีบไปเสนอเรื่องนี้กับเฮ่อหยางซานโดยตรง เฮ่อหยางซานเองก็เห็นด้วยว่าจี้อี๋เฉินมีความเหมาะสม เขาจึงต่อสายตรงหาเจียงชิ่นทันที
ตอนนั้นเจียงชิ่นกำลังจำลองข้อมูลอยู่ในห้องแล็บ พอรับสายเฮ่อหยางซาน ความคิดแรกของเธอก็คือการปฏิเสธ
"ไม่ได้หรอก อี๋เฉินยังต้องเรียนหนังสือนะ แถมใกล้จะสอบเกาเข่าแล้วด้วย อย่าทำให้เด็กมันเสียสมาธิเลย"
"แค่ครั้งเดียวเองครับ รับรองว่าจะไม่มีครั้งต่อไปแน่นอน"
"ยังไงก็ไม่ได้"
"พี่สะใภ้ครับ นี่โฆษณาจะพังอยู่รอมร่อแล้วนะ ถ้าถ่ายไม่ได้ ทางเราต้องจ่ายค่าปรับให้ลูกค้าก้อนโตเลยนะพี่ แล้วจะให้ไปหาคนมาแทนตอนนี้ก็หาไม่ทันแล้ว ให้จี้อี๋เฉินมาช่วยกู้สถานการณ์สักครั้งเถอะ ถือซะว่าทำเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซิงกวงเอนเตอร์เทนเมนต์ของเราด้วย แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ผมขอรับประกันเลยว่าจะไม่มีครั้งหน้าอีกแน่นอน"
เจียงชิ่นเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบว่า "งั้นเดี๋ยวฉันขอโทรหาอี๋เฉินก่อนนะ ขอลองถามความเห็นและดูความสมัครใจของเขาดูก่อน"
เมื่อจี้อี๋เฉินรับโทรศัพท์ เขาก็ตอบตกลงอย่างยินดี
เมื่อเจียงชิ่นเห็นว่าเขาไม่ได้มีทีท่าต่อต้านการถ่ายโฆษณา เธอจึงช่วยทำเรื่องลางานครึ่งวันกับทางโรงเรียนให้ และขับรถไปรับเขาพาไปยังบริษัทซิงกวงเอนเตอร์เทนเมนต์
เมื่อไปถึงกองถ่าย ช่างแต่งหน้าก็จัดการแต่งหน้าทำผมและเปลี่ยนชุดให้จี้อี๋เฉิน ทันทีที่เขาเดินก้าวออกมา ทุกคนในกองถ่ายถึงกับตาพร่ามัวกันไปหมด
เพราะเขาหล่อมากเกินไปแล้ว !
จี้อี๋เฉินสวมชุดสูทสากลแบบสามชิ้น สีเข้มที่ตัดเย็บมาอย่างพอดีตัว ที่ปกคอเสื้อผูกหูกระต่าย ทรงผมถูกเซ็ตให้ดูเป็นธรรมชาติ ปล่อยปอยผมบางส่วนให้ตกลงมาปรกหน้าผาก
เมื่อประกอบเข้ากับเครื่องหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติของเขา ราวกับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ที่เดินหลุดออกมาจากจอภาพยนตร์เลยทีเดียว
ทั่วทั้งกองถ่ายตกอยู่ในความเงียบงัน สายตาของทุกคน รวมถึงผู้กำกับ ต่างก็จับจ้องไปที่เขาเป็นตาเดียว
เฮ่อหนิงจ้องมองเขาตาค้าง ผ่านไปหลายวินาทีกว่าจะตั้งสติได้และละสายตาไปทางอื่น
ผู้กำกับพึงพอใจในตัวจี้อี๋เฉินจนไม่รู้จะพึงพอใจยังไงแล้ว เขารีบตะโกนสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมประจำที่ และเริ่มการถ่ายทำ
เจียงชิ่นยังแอบเป็นห่วงอยู่บ้าง จึงยืนดูอยู่ห่าง ๆ สักพักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าจี้อี๋เฉินมีสมาธิดี และไม่ได้มีท่าทีประหม่ามากนักแม้จะเป็นการเผชิญหน้ากับกล้องเป็นครั้งแรก เธอถึงได้วางใจและขอตัวกลับไปทำงานต่อ
ก่อนกลับ เจียงชิ่นได้กำชับเฮ่อหยางซานว่า เมื่อถ่ายทำเสร็จแล้วให้จัดรถไปส่งจี้อี๋เฉินกลับโรงเรียนด้วย
ตอนนี้เฮ่อหยางซานยิ้มจนปากฉีกถึงรูหูแล้ว เขาพูดกับเจียงชิ่นว่า "พี่สะใภ้ครับ เรามาจับจี้อี๋เฉินเซ็นสัญญากับซิงกวงของเราเถอะ หน้าตาระดับนี้ ถ้าไม่มาเป็นดารานี่น่าเสียดายแย่เลยนะครับ"
เจียงชิ่นตวัดสายตามองค้อน "เลิกคิดจะลากอี๋เฉินเข้าวงการเลยนะ วันนี้ก็แค่มาช่วยกู้สถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น สภาพแวดล้อมที่วุ่นวายซับซ้อนในวงการบันเทิงมันไม่เหมาะกับเขาหรอก ปัญหาทางจิตใจของเขาเพิ่งจะรักษาหายมาได้ไม่นาน ให้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่ายแบบนี้น่ะดีต่อตัวเขาที่สุดแล้ว"
"ก็ได้ครับ ดูท่าคงจะหมดหวังซะแล้ว แต่เด็กคนนี้มีของจริง ๆ นะครับ ศิลปินชายที่บริษัทเราเซ็นสัญญามา รูปร่างหน้าตาสู้เขาไม่ได้เลยสักคน" เฮ่อหยางซานบ่นพึมพำด้วยความเสียดาย
เจียงชิ่นยิ้ม "เด็กที่มีแววก็ต้องมีอีกเยอะแยะสิ นายก็แค่ต้องขยันค้นหาหน่อย ส่งคนที่มีสายตาเฉียบแหลมออกไปเป็นแมวมองสิ คนหน้าตาดี ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในวงการมีอีกตั้งเยอะ แค่ยังไม่มีใครไปค้นพบพวกเขาเท่านั้นเอง"
เฮ่อหยางซานฟังคำแนะนำของเธอแล้วก็ตบเข่าฉาด "จริงด้วย! นี่เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมมาก เดี๋ยวผมจะส่งคนออกไปตามหาทันที กำหนดโควต้าให้แต่ละคนเลยด้วย ถ้าหาคนหน้าตาดีสเปกตรงใจไม่เจอ ก็ไม่ต้องกลับมาทำงาน ! "
เจียงชิ่นยิ้มพลางส่ายหน้าเบา ๆ
ทางด้านจี้อี๋เฉิน ทันทีที่เจียงชิ่นเดินออกจากกองถ่าย เขาก็สังเกตเห็นแล้ว
สายตาของเขาเอาแต่มองตามแผ่นหลังของเจียงชิ่นไป จนกระทั่งเธอเดินลับหายไปจากประตูทางเข้ากองถ่าย
ผู้กำกับสังเกตเห็นทิศทางสายตาของเขา จึงตะโกนสั่ง "คัต ! "
"จี้อี๋เฉิน เกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้แววตากำลังส่งอารมณ์ได้ดีอยู่เลย ทำไมจู่ ๆ สายตาถึงหลุดโฟกัสไปซะล่ะ ถ่ายฉากนี้ใหม่อีกรอบนะ"
เฮ่อหนิงที่ยืนเข้าฉากคู่กับจี้อี๋เฉินอยู่ข้าง ๆ ก็สังเกตเห็นทิศทางสายตาของเขาเช่นกัน
เธอกระซิบเสียงเบา "คุณน้าสะใภ้ของฉันคงกลับไปยุ่งงานต่อแล้วล่ะ เธอไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวกองเลิกแล้วฉันจะไปส่งเธอที่โรงเรียนเอง"
จี้อี๋เฉินหันไปมองเฮ่อหนิงแล้วพยักหน้า
"ตกลงครับ ขอบคุณครับพี่เฮ่อหนิง"
เฮ่อหนิงอายุมากกว่าเขาสามปี จี้อี๋เฉินจึงเรียกเธอว่าพี่มาตลอด
พอถูกเขาจ้องมองด้วยสายตาแน่วแน่แถมยังเรียกพี่แบบนี้ เฮ่อหนิงก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกจนต้องแกล้งกระแอมไอออกมาเบา ๆ
"ฉันแก่กว่าเธอแค่สองปีเอง ขืนเธอเรียกฉันแบบนี้ต่อไป คงจะทำให้ฉันดูแก่ลงไปหลายปีเลยนะ"
จี้อี๋เฉินยังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาที่แน่วแน่ดุจเดิม สายตาแบบนั้นทำเอาหัวใจของเฮ่อหนิงเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ
ในจังหวะนั้นเอง ผู้กำกับก็ตะโกนสั่งให้เริ่มถ่ายฉากต่อไป จี้อี๋เฉินจึงละสายตาออกไปในที่สุด
เฮ่อหนิงลอบระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ อย่างโล่งอก