- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาก็เริ่มด้วยการลงชื่อเข้าใช้ได้รับตบะระดับปราชญ์ยุทธ์
- ตอนที่3 ยืนยันตัวตน ปราชญ์ยุทธ์หลี่ลั่ว!
ตอนที่3 ยืนยันตัวตน ปราชญ์ยุทธ์หลี่ลั่ว!
ตอนที่3 ยืนยันตัวตน ปราชญ์ยุทธ์หลี่ลั่ว!
ตอนที่3 ยืนยันตัวตน ปราชญ์ยุทธ์หลี่ลั่ว!
เมื่อหลี่ลั่วร่อนลงจอด
กลิ่นอายระดับปราชญ์ยุทธ์อันรุนแรงก็แผ่ซ่านออกไปในพริบตา มันกวาดล้างไปทั่วทั้งฐานราวกับพายุโหมกระหน่ำ
ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยำเกรง
“ปะ ปราชญ์ยุทธ์!”
“กลิ่นอายน่ากลัวมาก นี่คือยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์งั้นเหรอ?”
“ตกลงว่าเป็นท่านปราชญ์ยุทธ์คนไหนมาเยือนกันเนี่ย?”
“เพิ่งจะออกมาจากเขตรกร้างก็ได้เจอกับยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์เลย ฉันนี่มันโชคดีจริงๆ!”
“.......”
เหล่าทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ รวมถึงผู้ฝึกยุทธ์ที่เตรียมตัวจะเข้าไปในเขตรกร้างต่างก็พากันสงสัยและตื่นเต้น
พวกเขารีบมุ่งหน้ามายังลานกว้างตรงกลางที่หลี่ลั่วร่อนลงมา
อยากจะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์และถือโอกาสดูด้วยว่าเป็นปราชญ์ยุทธ์คนไหนในสี่สิบเอ็ดปราชญ์ที่เสด็จมา...
“ทำไมท่านปราชญ์ยุทธ์ถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?”
หลินเยว่หัวหน้าฐานเสบียงซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันยุทธ์ขั้นกลางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ที่หลี่ลั่วแผ่ออกมา
เขารีบเดินออกมาจากด้านในของฐาน และเดินไปยังลานกว้างตรงกลางตามตำแหน่งที่กลิ่นอายแผ่ออกมา
บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความนอบน้อมและสงสัย ไม่รู้ว่าจู่ๆท่านปราชญ์ยุทธ์มาที่นี่ด้วยธุระอะไร
เมื่อหลินเยว่มาถึงบริเวณลานกว้างอย่างรวดเร็ว และเห็นคนที่มาเยือนชัดๆ เขาก็ชะงักงันอยู่กับที่ทันที
คนผู้นี้สวมเกราะศึกระดับEที่พังเสียหาย สภาพดูมอมแมมคลุกฝุ่น แต่บนร่างกลับแผ่กลิ่นอายระดับปราชญ์ยุทธ์ของแท้ออกมา!
‘เขาคือ...?’
ยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ปรากฏตัวด้วยสภาพแบบนี้
หลินเยว่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แววตาของเขาจึงฉายแววความสงสัยออกมาเล็กน้อย
เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนที่จำท่านปราชญ์ยุทธ์ไม่ได้ สมองของเขาจึงทำงานอย่างรวดเร็ว
แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก ว่าปราชญ์ยุทธ์ที่ดูอายุน้อยแถมสภาพยังดูทุลักทุเลคนนี้เป็นใครกันแน่?
อดไม่ได้ที่จะคาดเดาอยู่ในใจ
‘หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ที่เพิ่งทะลวงระดับได้ใหม่? ก็ไม่เห็นเคยได้ยินข่าวอะไรทำนองนี้เลยนี่นา?’
“ท่าน... ท่านปราชญ์ยุทธ์ครับ”
“ผมหลินเยว่ ไม่ทราบนามอันสูงส่งของท่านคืออะไรหรือครับ?” หลินเยว่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
หลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็มองไปที่หลินเยว่
ดูจากอินทรธนูแล้วน่าจะเป็นพันเอก
ประกอบกับกลิ่นอายผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันยุทธ์ที่แผ่ออกมาน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งใหญ่ที่สุดในฐานเสบียงแห่งนี้แล้ว
หลี่ลั่วไม่ได้ปิดบังตัวตนของตัวเอง
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฉันคือหลี่ลั่ว เป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีมไฟป่า”
ทีมไฟป่าคือทีมที่หลี่ลั่วเลือกเข้าร่วมตอนที่เข้าไปในเขตรกร้างก่อนหน้านี้
เพียงแต่ตอนนี้ยกเว้นตัวเขาเองแล้ว เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆต่างก็ตายกันหมดแล้ว
“หา?”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ หลินเยว่ก็ชะงักไปทันที
สีหน้าของเขากลายเป็นดูตลกขบขัน รู้สึกเหมือนหลี่ลั่วกำลังล้อเขาเล่น
จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา แล้วเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อยว่า “ท่านปราชญ์ยุทธ์ ท่านอย่าล้อเล่นสิครับ”
เขาไม่เชื่อสิ่งที่หลี่ลั่วพูดเลยสักนิด
ยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์เนี่ยนะจะไปตั้งทีมกับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆเข้าไปในเขตรกร้าง
ฟังยังไงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง...
แต่หลี่ลั่วกลับจ้องมองหลินเยว่ด้วยสายตาเรียบเฉยแล้วเน้นทีละคำว่า “คิดว่าฉันดูเหมือนกำลังล้อเล่นอยู่หรือไง?”
เมื่อมองดูแรงกดดันระดับปราชญ์ยุทธ์ที่เผยออกมาจากแววตาของหลี่ลั่ว หลินเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่น
“.......”
เพื่อตรวจสอบตัวตนของปราชญ์ยุทธ์ลึกลับผู้นี้ หลินเยว่จึงทำได้เพียงจัดคนมารับรองให้หลี่ลั่วได้พักผ่อนอย่างนอบน้อม
พร้อมกับส่งคนไปสืบข้อมูลของหลี่ลั่ว และทีมไฟป่าที่หลี่ลั่วเพิ่งพูดถึงเมื่อครู่นี้
หลี่ลั่วไปอาบน้ำอุ่นอย่างสบายตัวในโซนพักผ่อนVIPของฐานเสบียงก่อน สายน้ำอุ่นชะล้างร่างกายอันกำยำของเขา
เมื่ออาบน้ำเสร็จ
ก็เปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ คนทั้งคนดูสดใสขึ้นมาทันตา
ประกอบกับกลิ่นอายระดับปราชญ์ยุทธ์ที่แผ่ออกมานั้น ทำให้ไม่มีใครกล้าเมินเฉยต่อการมีอยู่ของหลี่ลั่วเลยแม้แต่คนเดียว
“ท่านปราชญ์ยุทธ์ เชิญทางนี้ค่ะ...” พนักงานสาวที่มีรอยยิ้มหวานประดับอยู่บนใบหน้า พาหลี่ลั่วที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จไปที่ห้องอาหาร
“อืม”
เนื่องจากเพิ่งออกมาจากเขตรกร้าง ท้องของหลี่ลั่วก็เลยรู้สึกหิวอยู่บ้างจริงๆ
เมื่อมาถึงห้องส่วนตัว
บนโต๊ะก็มีอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ร้ายวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด พนักงานยืนรอรับคำสั่งจากหลี่ลั่วอยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อม
แววตาของพวกเธอเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
พวกเธอเพิ่งจะได้ใกล้ชิดกับยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ขนาดนี้เป็นครั้งแรก...
หลี่ลั่วนั่งลงโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด
เขาเริ่มชิมเนื้อสัตว์ร้ายซึ่งเป็นของขึ้นชื่อเฉพาะของดาวเคราะห์สีน้ำเงินคำโตๆ เมื่อเทียบกับอาหารในชาติก่อนแล้วมันก็มีรสชาติที่ต่างออกไปอีกแบบ
เนื้อสัตว์ร้ายไม่เพียงแต่อร่อยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยพลังงานและสารอาหารอีกด้วย
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้วมันคือเสบียงชั้นยอดเลยล่ะ...
และในช่วงที่หลี่ลั่วกำลังเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศอยู่นั้น
หลินเยว่ก็ตรวจสอบข้อมูลระบุตัวตนของเขาเสร็จเรียบร้อย บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“จะ... จริงงั้นเหรอเนี่ย?!”
จากข้อมูลที่สืบมา ในทีมผู้ฝึกยุทธ์ไฟป่ามีผู้ฝึกยุทธ์ที่ชื่อหลี่ลั่วอยู่จริงๆ
นอกจากข้อมูลระดับพลังที่ไม่ตรงกันแล้ว อย่างอื่นก็ตรงกันหมดเลย!
“ปรมาจารย์ยุทธ์ระยะสูงสุดกลายเป็นปราชญ์ยุทธ์เหรอ? จะเป็นไปได้ยังไง?” หลินเยว่ขมวดคิ้วแน่น เรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ทีมไฟป่าเข้าไปในเขตรกร้างเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์กว่าๆก่อนหน้านี้ จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาอีกเลย
แล้วหลี่ลั่วใช้ช่วงเวลานี้ทะลวงจากปรมาจารย์ยุทธ์ไปเป็นปราชญ์ยุทธ์ได้ยังไงล่ะ?
‘หรือว่าจะได้พบกับวาสนาครั้งใหญ่ในเขตรกร้าง?’
คิดไปคิดมาก็มีคำอธิบายเดียวเท่านี้นี่แหละ
ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จริงๆว่าจะมีวิธีไหน ที่สามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงผ่านเจ็ดระดับรวดในเวลาสั้นๆแบบนี้ได้!
“ปาฏิหาริย์ นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ...”
จากนั้นหลินเยว่ก็ไม่กล้าชักช้า
เขารีบรายงานข้อมูลสำคัญเรื่องที่ปรมาจารย์ยุทธ์หลี่ลั่วทะลวงสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์หลังจากเข้าไปในเขตรกร้างให้เบื้องบนทราบทันที
เชื่อว่าข่าวนี้จะต้องทำให้ทั่วทั้งประเทศต้าเซี่ยสั่นสะเทือนในไม่ช้าอย่างแน่นอน!
........
“เอิ๊ก~”
หลี่ลั่วกินอิ่มน้ำสำราญแล้วก็เรอออกมาอย่างสบายใจ
ตอนนี้เขาเป็นยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์แล้ว การกินเนื้อสัตว์ร้ายที่ระดับต่ำกว่าลอร์ดลงไปแทบจะไม่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายของเขาเลย
แต่ก็ทนความอยากลองชิมเป็นครั้งแรกไม่ได้ เลยกินเข้าไปเยอะหน่อย
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
ในตอนนั้นเอง หัวหน้าฐานหลินเยว่ก็ประดับรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า เคาะประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องส่วนตัว
เบื้องบนส่งคำตอบกลับมาอย่างรวดเร็วหลังจากที่เขารายงานข้อมูลขึ้นไป
โดยสั่งให้เขาต้องหาความจริงเรื่องขั้นตอนการทะลวงสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ของหลี่ลั่วให้จงได้
หากอยากรู้สาเหตุที่แน่ชัด ก็ทำได้เพียงมาถามจากเจ้าตัวเท่านั้น...
หลังจากที่หลินเยว่เคาะประตูเข้ามา เขาก็ส่งสายตาให้พนักงานที่แต่งตัววาบหวิวอยู่ด้านข้างออกไปก่อน
จากนั้นเขาก็ยิ้มและถามหลี่ลั่วที่นั่งอยู่ว่า “ปราชญ์ยุทธ์หลี่ ไม่ทราบว่าท่านพอใจกับการจัดเตรียมของผมไหมครับ?”
“ก็ดี ใช้ได้เลย”
หลี่ลั่วหยิบกระดาษทิชชู่ที่อยู่ด้านข้างมาเช็ดปากแล้วตอบกลับ
หลินเยว่พยักหน้า รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
หัวข้อสนทนาต่อไปค่อนข้างจะละเอียดอ่อนสักหน่อย
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า
“ปราชญ์ยุทธ์หลี่ลั่ว ผม... ผมอาจจะเสียมารยาทไปสักหน่อยนะครับ”
“แต่ผมสงสัยจริงๆครับว่าท่าน... ท่านทะลวงจากปรมาจารย์ยุทธ์ไปเป็นปราชญ์ยุทธ์ในเวลาอันสั้นขนาดนี้ได้ยังไงกันครับ?”
หลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้าคือยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ตัวจริงเสียงจริง
หากเขาไม่อยากตอบ หลินเยว่ก็ไม่มีปัญญาทำอะไรได้อยู่ดี
หลังจากพูดจบเขาก็คอยสังเกตสีหน้าของหลี่ลั่วด้วยความอกสั่นขวัญแขวน โชคดีที่ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอะไรแสดงออกมา
ระหว่างทางกลับมาที่ฐานเสบียง หลี่ลั่วก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะอธิบายเรื่องนี้ยังไง
เขาแกล้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“หลังจากเข้าไปในเขตรกร้างได้ไม่นาน ทีมไฟป่าก็ถูกสัตว์ร้ายระดับแม่ทัพขั้นกลางโจมตี”
“ทั้งทีมถูกล้างบางจนเกือบหมด มีแค่ฉันที่โชคดีรอดมาได้ในสภาพบาดเจ็บสาหัส แล้วหนีเข้าไปซ่อนตัวในถ้ำลับแห่งหนึ่ง”
“ในถ้ำฉันบังเอิญเจอหินผลึกพลังงานที่น่าจะมาจากจักรวาลสองสามก้อน หินพวกนี้มีพลังงานมหาศาลอัดแน่นอยู่”
“ฉันลองดูดซับมันดู ไม่คิดเลยว่าพลังงานอันมหาศาลในนั้นจะผลักดันให้ฉันทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ได้โดยตรง”
“........”
หลี่ลั่วเล่าขั้นตอนทั้งหมดจบอย่างใจเย็น
การทะลวงจากปรมาจารย์ยุทธ์ไปเป็นปราชญ์ยุทธ์ในเวลาแค่สัปดาห์กว่าๆมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
เขาจึงทำได้แค่พยายามเล่าให้คนอื่นฟังแล้วดูสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อยเท่านั้น
ดาวเคราะห์สีน้ำเงินของคุณไม่มีหินผลึกพลังงานแบบนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าในจักรวาลจะไม่มีนี่
ยังไงซะตอนนี้เขาก็เป็นปราชญ์ยุทธ์แล้ว ต่อให้ไม่เชื่อก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี
จะจับเขาไปทดลองงั้นเหรอ?
พลังหมัดเจ็ดแสนสองกิโลน่ะ ขอถามหน่อยเถอะว่านายจะรับไหวไหม?