- หน้าแรก
- ระบบบำเพ็ญเพียรขั้นเทพ
- บทที่ 41 - ปากพวกเจ้ามันเหม็นเกินไปแล้ว
บทที่ 41 - ปากพวกเจ้ามันเหม็นเกินไปแล้ว
บทที่ 41 - ปากพวกเจ้ามันเหม็นเกินไปแล้ว
หวังเจี้ยนเฉียงเดิมทีตั้งใจว่า ระหว่างทางที่เดินทางไป เขาจะหาพวกตัวซวยสักสองสามคนเพื่อขอยืม 'โอสถสร้างรากฐาน' มาให้หวังอวี่เหยาใช้ทะลวงขั้นเสียหน่อย
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนอื่นๆ ล่วงหน้าไปยังเขตแก่นกลางกันหมดแล้ว หรือเป็นเพราะดวงของเขาซวยกันแน่
จนกระทั่งเดินทางมาถึงเขตแก่นกลาง พวกเขากลับไม่พบเงาของใครเลยแม้แต่คนเดียว
"ที่นี่คือสระเหมันต์งั้นรึ?"
ณ เขตแก่นกลาง
หวังเจี้ยนเฉียง หวังอวี่เหยา และเยี่ยชิงเสวี่ย ทั้งสามคนทอดสายตามองไปเบื้องหน้า
ห่างออกไปราวร้อยจั้ง มีสระน้ำที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสามจั้งตั้งอยู่
น้ำในสระใสสะอาด ทว่ากลับมีหมอกควันลอยกรุ่นอยู่เบื้องบน
หมอกควันเหล่านี้ไม่ใช่ไอน้ำธรรมดา แต่มันก่อตัวขึ้นจากปราณความเย็นที่ควบแน่น
แม้จะยืนอยู่ห่างออกไปถึงร้อยจั้ง แต่ทั้งสามคนก็ยังรู้สึกหนาวเหน็บจนแทบจะทนไม่ไหว
"รับไปสิ"
หวังเจี้ยนเฉียงหยิบมุกเหมันต์ออกมาสามเม็ด เขาเก็บไว้เองหนึ่งเม็ด ส่วนอีกสองเม็ดส่งให้หวังอวี่เหยาและเยี่ยชิงเสวี่ย
ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเขาได้สังหารสิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มุกเหมันต์ทั้งสามเม็ดนี้ถูกหลอมรวมและอัปเกรดจนถึงระดับสูงสุดแล้ว
ทันทีที่กำมุกเหมันต์ไว้ในมือ ความรู้สึกหนาวเหน็บก็มลายหายไปจนสิ้น
หวังเจี้ยนเฉียงหันไปมองนกน้อยสีชิงที่เกาะอยู่บนไหล่ "เจ้าลูกเจี๊ยบ เจ้ารออยู่ข้างนอกนี่แหละ"
'ลูกเจี๊ยบ' คือชื่อที่เขาตั้งให้กับนกน้อยสีชิงตัวนี้
ตอนแรกเจ้าลูกเจี๊ยบก็ต่อต้านชื่อนี้สุดฤทธิ์ แต่มันก็ไม่อาจต้านทานอำนาจเผด็จการของหวังเจี้ยนเฉียงได้ ในที่สุดก็ต้องยอมจำนน
เมื่อหวังเจี้ยนเฉียงเอ่ยปากสั่ง
เจ้าลูกเจี๊ยบก็พยักหน้ารับอย่างรู้ความราวกับเป็นมนุษย์
อันที่จริง มันเกลียดกลิ่นอายของสระเหมันต์เป็นอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะหวังเจี้ยนเฉียงพามันมา มันคงไม่มีวันเฉียดกรายเข้ามาใกล้ที่นี่เด็ดขาด
เมื่อได้รับคำสั่งจากหวังเจี้ยนเฉียง มันก็ไม่รอช้า รีบกระพือปีกบินหนีไปเกาะอยู่ที่ภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ห่างออกไปทันที
จากนั้น หวังเจี้ยนเฉียงและหญิงสาวทั้งสองก็เดินไปที่ริมสระเหมันต์ แล้วกระโดดลงไป
ทั้งสามคนดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ
สระเหมันต์แห่งนี้ราวกับก้นบึ้งที่ไร้จุดสิ้นสุด แม้จะดำดิ่งลงมานานกว่าครึ่งค่อนวันแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไปไม่ถึงก้นสระเสียที
โชคดีที่มุกเหมันต์ไม่ได้มีดีแค่ช่วยต้านทานปราณความเย็นของสระเหมันต์ แต่มันยังช่วยให้พวกเขาสามารถหายใจใต้น้ำได้ตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังช่วยต้านทานแรงดันมหาศาลของน้ำในสระได้อีกด้วย
หากไม่มีมุกเหมันต์ล่ะก็ ต่อให้พวกเขาไม่ถูกแรงดันน้ำทับจนแบนแต๊ดแต๋ ก็คงขาดอากาศหายใจตายไปตั้งนานแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถกลั้นหายใจได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำ
ถึงแม้ผู้บำเพ็ญเพียรจะกลั้นหายใจได้นานกว่าคนปกติ แต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะกลั้นหายใจติดต่อกันนานนับครึ่งค่อนวัน
ทั้งสามคนดำดิ่งลึกลงไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ในที่สุดก็มาถึงก้นสระเหมันต์
ลักษณะของสระเหมันต์แห่งนี้ คล้ายคลึงกับรูปทรงของแตร
ปากสระด้านบนนั้นแคบ แต่ยิ่งลึกลงไปก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ
และเมื่อมาถึงก้นสระ มันก็กว้างใหญ่ไพศาลราวกับเป็นอีกโลกใบหนึ่งเลยทีเดียว
หวังเจี้ยนเฉียงกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางรู้สึกปวดหัวตึบๆ
ตอนแรกเขาคิดว่าสระเหมันต์คงมีขนาดจำกัด การค้นหาสมุนไพรสำหรับปรุงโอสถสร้างรากฐานที่ก้นสระคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ใครจะไปคิดล่ะว่า สถานที่แห่งนี้มันจะกว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้
เขาหันไปมองหวังอวี่เหยาและเยี่ยชิงเสวี่ย "ข้าต้องการหาสมุนไพรบางอย่างเพื่อนำไปปรุงโอสถสร้างรากฐาน พวกเจ้าพอจะมีเบาะแสอะไรบ้างไหม?"
เยี่ยชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าสามารถหาให้ได้เจ้าค่ะ"
ดวงตาของหวังเจี้ยนเฉียงเป็นประกาย เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม "เสวี่ยเอ๋อร์เก่งจริงๆ ไม่เพียงแต่ทำงานเก่ง แต่ยัง 'ทำ' เก่งด้วย"
ใบหน้าของเยี่ยชิงเสวี่ยแดงซ่าน นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดสองแง่สองง่ามนั้น ก่อนจะหยิบเข็มทิศขนาดเท่าฝ่ามือออกมาเพื่อตรวจดูทิศทาง
"ตามข้ามาเจ้าค่ะ"
พูดจบ นางก็เดินนำหน้าไปในทิศทางหนึ่งทันที
หวังเจี้ยนเฉียงและหวังอวี่เหยารีบเดินตามไปติดๆ
...
หลายวันต่อมา
เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏลานกว้างที่ปูด้วยหินสีชิง
พื้นหินชิงดูผุพังทรุดโทรม แผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และโบราณกาลออกมา
ณ ใจกลางลานกว้าง มีแผ่นหินสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่
และรอบๆ แผ่นหินนั้น ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรหลายสิบคนกำลังต่อสู้ตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด
"พวกเขากำลังแย่งชิงเบาะรองนั่งกันอยู่"
เยี่ยชิงเสวี่ยมองดูการต่อสู้กลางลานกว้างจากระยะไกล พร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ
เบาะรองนั่งงั้นรึ?
หวังเจี้ยนเฉียงและหวังอวี่เหยากวาดสายตามองไปรอบๆ แผ่นหิน
และพวกเขาก็พบว่า รอบๆ แผ่นหินนั้น มีแท่นหินสูงถูกสร้างเอาไว้ถึงสิบแปดแท่น และบนแท่นหินบางแท่น ก็มีเบาะรองนั่งเก่าๆ วางอยู่
การต่อสู้บนลานกว้างแม้มองดูเผินๆ อาจจะดูวุ่นวายและไร้ระเบียบ
แต่แท้จริงแล้ว เป้าหมายของการต่อสู้ทั้งหมด ล้วนพุ่งเป้าไปที่แท่นหินซึ่งมีเบาะรองนั่งวางอยู่ทั้งสิ้น
"เบาะรองนั่งพวกนี้มีไว้ทำอะไรหรือ?" หวังเจี้ยนเฉียงหันไปถามเยี่ยชิงเสวี่ย
"เบาะรองนั่งคือกุญแจสำหรับใช้เข้าไปในสวนสมุนไพรเจ้าค่ะ เพียงแค่นั่งสมาธิลงบนเบาะ แล้วใช้พลังจิตสัมผัสสื่อสารกับแผ่นหิน ก็จะสามารถส่งตัวเข้าไปในสวนสมุนไพรได้" เยี่ยชิงเสวี่ยอธิบาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเจี้ยนเฉียงก็หูผึ่งทันที "สวนสมุนไพรคืออะไร?"
เยี่ยชิงเสวี่ยตอบ "สวนสมุนไพรคือมิติพิศวงแห่งหนึ่ง ที่ใช้สำหรับปลูกสมุนไพรวิเศษนานาชนิด เล่าลือกันว่ามันคือซากโบราณสถานที่ขุมกำลังในยุคบรรพกาลหลงเหลือเอาไว้"
"ในสวนสมุนไพรนั้น มีสมุนไพรสำหรับปรุงโอสถสร้างรากฐานด้วยหรือเปล่า?"
"มีเจ้าค่ะ และยังมีสมุนไพรล้ำค่าหายากชนิดอื่นๆ อีกมากมายด้วย" เยี่ยชิงเสวี่ยพยักหน้ายืนยัน
ดวงตาของหวังเจี้ยนเฉียงเปล่งประกาย แต่เขาก็ยังไม่ผลีผลามพุ่งตัวเข้าไปในลานกว้าง เขาเลือกที่จะสังเกตการณ์การต่อสู้บนลานกว้างอย่างละเอียดเสียก่อน
ผู้ที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในลานกว้าง ล้วนเป็นศิษย์จากทั้งสี่ขุมกำลังมหาอำนาจ
ในบรรดาคนเหล่านี้ มีศิษย์ระดับท็อปเท็นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจก็คือ... เขากลับไม่เห็นวี่แววของศิษย์อันดับหนึ่งและอันดับสองของทั้งสี่ขุมกำลังมหาอำนาจเลยแม้แต่คนเดียว
หรือว่าพวกเขาจะหาที่นี่ไม่เจอ?
เป็นไปไม่ได้มั้ง?
ถ้าแค่คนสองคนหาไม่เจอ ก็คงพอเข้าใจได้ แต่นี่หายหัวไปกันหมดเลย มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยไหม?
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของหวังเจี้ยนเฉียง เยี่ยชิงเสวี่ยก็พอจะเดาความคิดของเขาออก "บนลานกว้างมีแท่นหินทั้งหมดสิบแปดแท่น ดังนั้น ก็น่าจะมีเบาะรองนั่งสิบแปดใบเช่นเดียวกัน"
"แต่ตอนนี้ กลับเหลือเบาะรองนั่งอยู่บนแท่นหินแค่แปดใบเท่านั้น"
"แสดงว่าเบาะรองนั่งอีกสิบใบที่เหลือ น่าจะถูกคนอื่นแย่งชิงไปแล้ว"
"เจ้าหมายความว่า บรรดาศิษย์ระดับหัวกะทิของสี่ขุมกำลัง ได้เข้าไปในสวนสมุนไพรกันหมดแล้วงั้นรึ?" หวังเจี้ยนเฉียงถึงบางอ้อทันที
มิน่าล่ะ ถึงไม่เห็นพวกตัวตึงอันดับหนึ่งอันดับสองเลย ที่แท้ก็เข้าไปในสวนสมุนไพรกันหมดแล้วนี่เอง
"ไปกันเถอะ พวกเราก็ไปแย่งที่นั่งมาสักสองสามที่บ้างดีกว่า"
หวังเจี้ยนเฉียงหันไปบอกหญิงสาวทั้งสอง ก่อนจะเดินนำหน้าพุ่งตรงไปยังแท่นหินแท่นหนึ่งบนลานกว้าง
ข้างๆ แท่นหินแท่นนั้น มีคนเจ็ดคนกำลังต่อสู้ตะลุมบอนกันอยู่
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น ร่างของชายคนหนึ่งถูกแรงอัดกระเด็นออกมาจากการต่อสู้
ในขณะที่เขากำลังหัวเสียและเตรียมจะพุ่งตัวกลับเข้าไปร่วมวงต่อสู้ เขาก็เหลือบไปเห็นร่างที่ดูแก่หง่อมและแผ่กลิ่นอายแห่งความเสื่อมโทรม กำลังเดินเข้ามาใกล้
"ไอ้แก่เอ๊ย อายุปูนนี้จนใกล้จะลงโลงอยู่แล้ว ยังจะสะเออะมาผจญภัยอีกรึไง?"
เขาแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่หวังเจี้ยนเฉียงด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า
เขาเพิ่งจะโดนอัดจนกระเด็นออกมา กำลังหงุดหงิดได้ที่ พอเห็นตาเฒ่าคนนี้ดูท่าทางอ่อนแอและรังแกง่าย เขาก็เลยกะจะใช้ตาเฒ่านี่เป็นกระสอบทรายระบายอารมณ์เสียเลย
เมื่อเห็นว่ามีคนพุ่งเป้ามาโจมตีตน หวังเจี้ยนเฉียงก็ไม่ได้มีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจเลยแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งเฉย ไม่คิดแม้แต่จะลงมือป้องกันตัวด้วยซ้ำ
"อวี่เหยา จัดการที"
สิ้นเสียงอันราบเรียบของเขา กระบี่บินที่ดูงดงามราวกับสลักเสลาขึ้นจากผลึกน้ำแข็ง ก็พุ่งทะยานมาจากด้านหลังของเขาด้วยความเร็วสูง
ฉัวะ!
ร่างของชายที่กำลังพุ่งเข้ามาโจมตีชะงักงัน หน้าอกของเขาถูกกระบี่น้ำแข็งแทงทะลุในพริบตา
เพล้ง~
เพล้ง~
...
ร่างของเขาถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา ก่อนจะร่วงหล่นลงกระแทกพื้น และแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับสิบชิ้น
แม้การต่อสู้ในจุดนี้จะจบลงอย่างรวดเร็ว
แต่ปราณความเย็นที่แผ่ซ่านออกมาแล้วหดกลับไปในพริบตา ก็สามารถดึงดูดความสนใจของคนทั้งหกที่กำลังต่อสู้กันอยู่ข้างแท่นหินได้เป็นอย่างดี
ในบรรดาหกคนนั้น มีศิษย์จากสำนักเหอฮวนอยู่สองคน พอพวกเขาเห็นว่าเป็นหวังเจี้ยนเฉียง ก็ถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจ
"นั่นมันไอ้สวะหวังนี่!"
"มันรอดเข้ามาในสระเหมันต์ แถมยังมาถึงที่นี่ได้ยังไงเนี่ย!"
แต่ไม่นาน พวกเขาก็เหลือบไปเห็นหวังอวี่เหยาที่ยืนอยู่ด้านหลังหวังเจี้ยนเฉียง
"หวังอวี่เหยานี่เอง มิน่าล่ะ มีหวังอวี่เหยาคอยคุ้มกะลานี่เอง..."
"ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าหวังอวี่เหยาคิดอะไรอยู่ ถึงได้หอบเอาตัวถ่วงพรรค์นี้มาด้วย"
แม้ในใจของพวกเขาจะคิดดูถูกดูแคลน แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า แต่กลับหันไปพูดกับหวังอวี่เหยาแทน
"หวังอวี่เหยา มาร่วมมือกับพวกเราแย่งชิงเบาะรองนั่งตรงนี้ดีไหม?"
"แล้วพอเข้าไปในสวนสมุนไพร ค่อยแบ่งผลประโยชน์กัน"
ส่วนอีกสี่คนที่เหลือ สองคนมาจากสำนักหมื่นกระบี่ และอีกสองคนมาจากสำนักเจิ้งหยาง
เดิมที ขุมกำลังทั้งสามฝ่ายนี้มีกำลังคนและฝีมือสูสีกัน
แต่ถ้าสำนักเหอฮวนมีกำลังเสริมเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคน ฝั่งสำนักเหอฮวนก็จะสามารถกดดันอีกสองฝ่ายที่เหลือได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของศิษย์สำนักเหอฮวนทั้งสอง สีหน้าของคนจากสำนักหมื่นกระบี่และสำนักเจิ้งหยางก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"ต้องขออภัยด้วย พวกเราไม่คิดจะร่วมมือกับใคร พวกเราต้องการฮุบไว้เองทั้งหมด" หวังเจี้ยนเฉียงฉีกยิ้มบางๆ
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเจี้ยนเฉียง ศิษย์สำนักเหอฮวนทั้งสองก็หน้าตึงทันที "ไอ้สวะหวัง แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะมีสิทธิ์สอดปาก!"
สิ้นเสียงของทั้งสอง เสียงอันเย็นเยียบก็ดังแทรกขึ้นมาทันที "การตัดสินใจของเขาก็คือความต้องการของข้า"
"อีกอย่าง ปากของพวกเจ้ามันเหม็นเกินไปแล้ว เดี๋ยวข้าจะช่วยฉีกปากพวกเจ้าให้เอง"
ปราณความเย็นยะเยือกเสียดแทงทะลุถึงกระดูกพลันระเบิดออก
สีหน้าของศิษย์สำนักเหอฮวนทั้งสองซีดเผือดลงในพริบตา
(จบแล้ว)