- หน้าแรก
- ระบบบำเพ็ญเพียรขั้นเทพ
- บทที่ 36 - ไสหัวไป!!!!
บทที่ 36 - ไสหัวไป!!!!
บทที่ 36 - ไสหัวไป!!!!
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเย็นยะเยือกที่พุ่งมาจากด้านหลัง สีหน้าของหวังอวี่เหยาก็เปลี่ยนไป
นางรีบกระตุ้นแหวนวารีเร้นลับบนนิ้ว แล้วตวัดนิ้วไปที่กระบี่บินใต้เท้า
กระบี่ประกายเย็นเมฆาวารีระดับสมบูรณ์แบบพุ่งทะยานออกไปทันที
ติ๊ง!
วินาทีต่อมา กระบี่ประกายเย็นเมฆาวารีก็กระเด็นสวนกลับมา
หวังอวี่เหยาส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ มีเลือดไหลซึมออกมาจากปากและจมูก ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งดูไร้สีเลือดหนักเข้าไปอีก
แต่อาศัยแรงสะท้อนกลับจากการปะทะเมื่อครู่ นางก็สามารถรักษาระยะห่างจากผู้ตามล่าได้อีกครั้ง
นางกำโอสถตี้หวงและโอสถฟื้นปราณ แล้วยัดทั้งหมดเข้าปากไปรวดเดียว ก่อนจะเร่งฝีเท้าหนีตายต่อไป
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ นางย่อมไม่มีเวลามานั่งทำสมาธิเพื่อหลอมรวมตัวยา
การใช้ยาวิธีนี้ ถือเป็นการผลาญทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองที่สุด เพราะสรรพคุณของยาจะสูญเปล่าไปมากกว่าแปดส่วน
หวังอวี่เหยารู้ข้อนี้ดี แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ตอนนี้นางมาถึงขีดจำกัดแล้ว ทั้งเรื่องอาการบาดเจ็บและพลังวิญญาณ
หากไม่มีโอสถคอยพยุงร่างเอาไว้ นางคงถูกศัตรูด้านหลังสับเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้ว
ก่อนเข้าดินแดนลับ ศิษย์พี่หวังได้มอบโอสถฟื้นปราณสิบเม็ด โอสถตี้หวงสิบเม็ด และโอสถระเบิดโลหิตอีกหนึ่งเม็ดให้นางติดตัวไว้
แต่ตอนนี้นางผลาญโอสถฟื้นปราณกับโอสถตี้หวงไปจนเกือบหมดแล้ว เหลืออย่างละเม็ดเท่านั้น
และถ้ายาพวกนี้หมดเมื่อไหร่ นางก็คงถึงคราวตายจริงๆ
หรือว่า... นางจะต้องใช้โอสถระเบิดโลหิตจริงๆ งั้นรึ?
โอสถระเบิดโลหิตมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงมาก
หากใช้แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาตรงหน้าได้ นางก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตายสถานเดียว
และนั่นคือการใช้ในสภาพร่างกายที่ปกติสมบูรณ์นะ
แต่สภาพของนางตอนนี้ย่ำแย่สุดๆ หากฝืนใช้ ร่างกายของนางอาจจะรับไม่ไหวและแหลกสลายไปเลยก็ได้
แต่นางถูกต้อนจนมุมแล้ว นางไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
และในจังหวะที่นางกำลังจะหยิบโอสถระเบิดโลหิตขึ้นมากินนั้นเอง
จู่ๆ นางก็สังเกตเห็นว่า สร้อยข้อมือที่สวมอยู่นั้นกำลังเปล่งประกายแสงจางๆ ออกมา
"ศิษย์พี่หวังอยู่แถวนี้!"
ดวงตาของนางเบิกกว้าง เปล่งประกายด้วยความหวัง
สร้อยข้อมือเส้นนี้ก็เป็นของที่ศิษย์พี่หวังมอบให้นางเช่นกัน
มันมีอยู่สองเส้น เป็นแบบจับคู่กัน ศิษย์พี่หวังสวมไว้อีกเส้นหนึ่ง
ตราบใดที่ทั้งสองคนอยู่ห่างกันไม่เกินสิบลี้ ก็จะสามารถรับรู้ตำแหน่งของกันและกันได้ผ่านสร้อยข้อมือคู่นี้
ตอนนี้นางสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของศิษย์พี่หวังลางๆ แล้ว
แถมดูเหมือนศิษย์พี่หวังเองก็สัมผัสได้ถึงตำแหน่งของนาง และกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยเช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เก็บโอสถระเบิดโลหิตกลับไป
นางกัดฟันแน่น แล้วเปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่สัมผัสได้ถึงหวังเจี้ยนเฉียงทันที
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่นางรู้ดีว่าศิษย์พี่หวังไม่ได้เป็นไอ้แก่ไร้น้ำยาอย่างที่ใครๆ เขาพูดกันหรอก
ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกเสมอว่าศิษย์พี่หวังนั้น ลึกลับและหยั่งไม่ถึง
ขอแค่นางไปสบทบกับศิษย์พี่หวังได้ ปัญหาที่ตามหลังมานี้ ต้องถูกจัดการได้อย่างง่ายดายแน่ๆ
...
บนท้องฟ้า
หวังเจี้ยนเฉียงกำลังเหาะทะยานไปข้างหน้า พลางขมวดคิ้วมุ่น
เมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของหวังอวี่เหยาผ่านสร้อยข้อมือเงิน จึงกำลังมุ่งหน้าไปหา
แต่ยิ่งเข้าใกล้ เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
ความเร็วของหวังอวี่เหยามันเร็วเกินไป
แถมยังดูรีบร้อนร้อนรนสุดๆ
นี่มันไม่ใช่อาการของคนกำลังเดินทางแล้ว แต่เหมือนคนกำลังวิ่งหนีตายมากกว่า!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ใจเขาก็กระตุกวูบ เร่งความเร็วขึ้นจนถึงขีดสุดทันที
...
พรวด~
หวังอวี่เหยากระอักเลือดออกมาอีกคำ ร่างของนางปลิวกลิ้งไปตามแรงกระแทก
นางรีบคว้าโอสถสองเม็ดสุดท้ายยัดเข้าปาก
"ยาหมดแล้ว!"
สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล
โอสถถูกใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว แต่จากสัมผัส นางยังอยู่ห่างจากศิษย์พี่หวังอีกประมาณห้าลี้
ด้วยสภาพร่อแร่แบบนี้ นางจะทนไปถึงตรงนั้นได้ไหมนะ?
สี่ลี้~
ห้าลี้~
สามลี้~
...
ครู่ต่อมา
ที่เส้นขอบฟ้าอันห่างไกล
เงาร่างเลือนลางสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ถึงแม้จะมองไม่เห็นหน้า แต่หวังอวี่เหยาก็มั่นใจเต็มร้อย ว่านั่นคือศิษย์พี่หวังอย่างแน่นอน
แต่ทว่า บนใบหน้าของนางกลับไม่มีความดีใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความสิ้นหวังเท่านั้น
มันสายเกินไปแล้ว
ศัตรูไล่ตามมาทันแล้ว และกำลังจะลงมือโจมตีนางอีกครั้ง
กลิ่นอายความเย็นเยือกอันรุนแรงพุ่งเข้าปะทะร่าง
ความเย็นนั้นทำให้นางดึงสติกลับมาได้
นางกัดฟันกรอด แล้วโยนโอสถระเบิดโลหิตเข้าปากกลืนลงไปทันที
วินาทีต่อมา นางก็รู้สึกได้ว่าเลือดในกายกำลังเดือดพล่าน
ราวกับน้ำที่ถูกต้มจนเดือดปุดๆ
ปราณโลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นมาจากสายเลือด ทะลุผ่านเส้นเลือดเข้าไปหลอมรวมกับพลังวิญญาณ จนเปลี่ยนพลังวิญญาณของนางให้กลายเป็นสีแดงเลือด
พลังวิญญาณที่เคยอ่อนโยน พลันแปรเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่งในพริบตา
ในขณะเดียวกัน
รูปลักษณ์ภายนอกของหวังอวี่เหยาก็เปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ
ผมสีดำขลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด ดวงตาของนางก็มีแสงสีเลือดเปล่งประกายออกมา
นางตวัดนิ้วชี้ออกไป
กระบี่ประกายเย็นเมฆาวารีที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีเลือด พุ่งเข้าปะทะกับนกน้ำแข็งที่พุ่งตามมา
เสียงระเบิดดังกึกก้อง
นกน้ำแข็งแตกกระจาย ส่วนแสงสีเลือดบนกระบี่ของนางก็จางหายไปเช่นกัน
"หืม?"
"ยาเพิ่มพลังการต่อสู้งั้นรึ? ของดีติดตัวเจ้ามีเยอะไม่เบาเลยนี่นา"
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวปรากฏตัวขึ้น ห่างจากหวังอวี่เหยาไปไม่ถึงสิบจั้ง
นางดูอายุน้อยมาก น่าจะราวๆ ยี่สิบต้นๆ เท่านั้น
หน้าตาสะสวย รูปร่างสูงโปร่ง
ดวงตาคู่สวยมองมาที่หวังอวี่เหยาด้วยความประหลาดใจ
ก่อนที่นางจะคลี่ยิ้มออกมา "แต่ดูเหมือนว่ายาเม็ดนี้ จะมีผลข้างเคียงไม่ใช่น้อย สภาพแบบนี้... เจ้าคงทนอยู่ได้อีกไม่นานหรอกมั้ง?"
หวังอวี่เหยาไม่ปริปากตอบโต้ นางหันหลังเตรียมจะพุ่งทะยานหนีต่อ
นางรู้สภาพร่างกายของตัวเองดี
พลังปราณโลหิตที่บ้าคลั่งกำลังฉีกกระชากเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกของนางไปทุกสัดส่วน
นางบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว
ขืนปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ต่อไป นางต้องตายจริงๆ แน่!
"คิดจะหนีรึ?"
หญิงสาวชุดขาวหัวเราะเบาๆ แล้วดีดนิ้วส่งพลังปราณเข้าใส่
หวังอวี่เหยาจำใจต้องหันกลับมาปัดป้อง
ฟิ้ว~
เสียงแหวกอากาศเบาๆ ดังขึ้น หญิงสาวชุดขาวก็พุ่งเข้ามาขวางหน้านางเอาไว้ได้สำเร็จ
นางปรายตามองไปยังทิศทางไกลๆ
มีเงาร่างหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
"นี่เจ้ากะจะไปสมทบกับเขางั้นรึ?"
"เจ้าคิดจริงๆ รึว่าแค่ไปรวมหัวกับเขา แล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือข้าไปได้?"
หวังอวี่เหยาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา ไม่เอ่ยปากพูดอะไร
หญิงสาวชุดขาวส่ายหน้ายิ้มๆ
"ถึงข้าจะอยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมเจ้าถึงได้ฝากความหวังไว้ที่หมอนั่นนักหนา แต่ข้าไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดหรอกนะ"
"เพราะฉะนั้น... ช่วยตายๆ ไปซะเถอะ"
สิ้นคำพูด หญิงสาวก็ตวัดนิ้วชี้
กระบี่บินอันคมกริบพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ทันที
หวังอวี่เหยาก็เรียกกระบี่บินออกมารับการโจมตีเช่นกัน พร้อมกับเร่งพลังจากแหวนวารีเร้นลับระดับสมบูรณ์แบบเข้าเสริมพลัง
ติ๊ง!
กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกัน
หวังอวี่เหยากระอักเลือด ถอยกรูดไปด้านหลัง
แต่ก็ยังถือว่านางสามารถรับการโจมตีของอีกฝ่ายเอาไว้ได้
"เพิ่มพลังได้เยอะขนาดนี้เลยรึ ยานั่นสรรพคุณร้ายกาจจริงๆ แฮะ"
หญิงสาวชุดขาวอุทานด้วยความทึ่ง ก่อนจะควบคุมกระบี่บินให้พุ่งเข้าแทงหวังอวี่เหยาอีกครั้ง
หวังอวี่เหยากัดฟันแน่น ฝืนต้านรับการโจมตี
แต่คราวนี้ พลังที่ส่งผ่านมามันมหาศาลมาก นางรู้สึกเหมือนโดนภูเขาทั้งลูกกระแทกเข้าอย่างจัง พลังวิญญาณสีเลือดบนร่างแตกซ่าน นางลอยละลิ่วกระเด็นออกไปอย่างหมดสภาพ
ในตอนนี้ หวังเจี้ยนเฉียงอยู่ห่างจากจุดปะทะไม่ถึงหนึ่งลี้ เขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างชัดเจน
"จบเกมแล้วล่ะ!"
หญิงสาวชุดขาวเงยหน้ามองหวังเจี้ยนเฉียง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงาม
ราวกับจะบอกว่า 'เจ้ามาสายไปแล้ว'
จากนั้นนางก็ตวัดมือ บังคับกระบี่บินพุ่งเข้าแทงซ้ำหมายจะปลิดชีพ
เมื่อเห็นภาพนั้น
สายตาของหวังเจี้ยนเฉียงก็เย็นเยียบลงสุดขีด
แสงสีเขียววาบขึ้นที่ใต้เท้าของเขา
คลื่นพลังอันแข็งแกร่งระเบิดออก พายุหมุนก่อตัวขึ้นครอบคลุมร่างของเขาเอาไว้ในพริบตา
ภายใต้การหอบหิ้วของพายุหมุน หวังเจี้ยนเฉียงก็พุ่งทะยานด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ ข้ามระยะทางหนึ่งลี้มาได้อย่างพริบตาเดียว
เขามาโผล่ขวางหน้าหวังอวี่เหยาเอาไว้ได้ทันเวลา ก่อนที่กระบี่ของหญิงสาวจะแทงทะลุร่างนางเพียงเสี้ยววินาที
"ไสหัวไป!!!!"
น้ำเสียงอันเย็นชาและทรงพลังดังก้อง
กระบี่บินถูกกระแทกจนกระเด็นถอยกลับไป
(จบแล้ว)