- หน้าแรก
- ระบบบำเพ็ญเพียรขั้นเทพ
- บทที่ 23 - ซ้อนแผนเยี่ยหลิงอวิ๋น
บทที่ 23 - ซ้อนแผนเยี่ยหลิงอวิ๋น
บทที่ 23 - ซ้อนแผนเยี่ยหลิงอวิ๋น
ในยามคับขัน หวังอวี่เหยาไม่มีเวลามาใส่ใจกับบาดแผลของตัวเองอีกต่อไป
นางรีบเรียกตราประทับพันขุนเขาน้อยระดับสมบูรณ์แบบออกมา พร้อมกับดึงพลังจากแหวนวารีเร้นลับระดับสมบูรณ์แบบมาเสริมอานุภาพ
วินาทีต่อมา การโจมตีของเยี่ยหลิงอวิ๋นก็พุ่งเข้าปะทะ
ตู้ม!
เสียงระเบิดของมวลอากาศดังกึกก้องกัมปนาท
หวังอวี่เหยาส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ ร่างของนางปลิวว่อนราวกับหุ่นฟาง ลอยกระเด็นไปทางที่นั่งผู้ชม
และในจังหวะที่ร่างของนางกำลังจะร่วงลงกระแทกพื้น ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง และคว้าร่างของนางมากอดไว้ในอ้อมแขน
"ศิษย์พี่หวัง"
ดวงตาของหวังอวี่เหยาที่ใบหน้าซีดเผือด เปล่งประกายขึ้นมาทันที
หวังเจี้ยนเฉียงพยักหน้า ก่อนจะค่อยๆ ร่อนลงพื้นอย่างนุ่มนวล
"รักษาแผลก่อนเถอะ"
เขาคลายวงแขนที่โอบเอวของหวังอวี่เหยาออก
การโจมตีของเยี่ยหลิงอวิ๋นนั้นดุดันและรุนแรงมาก
แม้ว่าหวังอวี่เหยาจะดูสะบักสะบอม แต่ด้วยการคุ้มกันของกระโปรงวารีจันทราระดับสมบูรณ์แบบ อาการบาดเจ็บของนางจึงไม่ได้สาหัสอย่างที่เห็น
หวังอวี่เหยาพยักหน้า และทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นเพื่อเดินพลังรักษาตัวทันทีโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นว่าหวังอวี่เหยาเข้าสู่สมาธิแล้ว
หวังเจี้ยนเฉียงก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังลานประลองหมายเลข 9
ในเวลานี้ เยี่ยหลิงอวิ๋นยืนอยู่ริมลานประลอง จ้องมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดูแคลน
ไอ้สวะนี่ กล้าดียังไงมาต่อกรกับข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย
ถ้าไม่ติดว่านี่อยู่ในเขตของสำนัก ข้าคงทำให้ไอ้สวะนี่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่
หวังเจี้ยนเฉียงสบตาเยี่ยหลิงอวิ๋นครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาขึ้นไปบนท้องฟ้า
"เรียนผู้อาวุโส หวังอวี่เหยากระโดดลงจากลานประลองแล้ว ซึ่งก็ชัดเจนว่าเป็นการยอมแพ้ แต่เยี่ยหลิงอวิ๋นกลับยังคงไล่ล่าหมายเอาชีวิตนาง แบบนี้ถือว่าผิดกฎการประลองหรือไม่ขอรับ?"
หยุนจงเชวี่ยมีสีหน้าเรียบเฉย เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตราบใดที่ยังไม่แตะพื้น ก็ถือว่ายังไม่หลุดออกจากลานประลอง ในตอนที่เยี่ยหลิงอวิ๋นลงมือโจมตีครั้งสุดท้าย หวังอวี่เหยายังไม่ตกลงถึงพื้น ดังนั้น... จึงไม่ถือว่าผิดกฎ..."
ตามกฎของการประลอง เพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาจะยอมแพ้ ก็ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการประลอง ฝ่ายตรงข้ามจะลงมือโจมตีซ้ำไม่ได้อีก
เห็นได้ชัดว่าหยุนจงเชวี่ยกำลังพูดจาเหลวไหลเพื่อเข้าข้างเยี่ยหลิงอวิ๋น
ทว่าหวังเจี้ยนเฉียงกลับไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวใดๆ ออกมา เขาเพียงแค่ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ แล้วประสานมือคารวะหยุนจงเชวี่ย "ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยไขข้อข้องใจ"
เมื่อเห็นท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของหวังเจี้ยนเฉียง หยุนจงเชวี่ยก็ขมวดคิ้ว รู้สึกขัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชาใส่หวังเจี้ยนเฉียง "การประลองมีกฎห้ามผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมเข้าไปสอดแทรกเด็ดขาด การกระทำของเจ้าเมื่อครู่ถือว่าละเมิดกฎ หากมีครั้งต่อไป จะต้องถูกลงโทษตามกฎของสำนัก"
ได้ยินเช่นนั้น หวังเจี้ยนเฉียงก็แค่นหัวเราะในใจ
เขายังไม่ได้ก้าวออกไปจากเขตผู้ชมเลยด้วยซ้ำ แค่รับตัวหวังอวี่เหยาเอาไว้ แบบนี้เรียกว่าเข้าไปสอดแทรกด้วยงั้นรึ?
ข้ออ้างนี้ฟังดูแถจนสีข้างถลอกไปหน่อยมั้ง
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นแก่นทองคำ เขาก็ไม่กล้าปริปากเถียงอยู่ดี
นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าปอดแหกหรือไม่ปอดแหก
แต่มันเป็นเรื่องของความโง่หรือความฉลาดต่างหาก
บนลานประลองหมายเลข 9 เมื่อเห็นหวังเจี้ยนเฉียงถูกตอกกลับ เยี่ยหลิงอวิ๋นก็ยิ่งยิ้มเยาะอย่างสะใจ
ไอ้สวะหวังเจี้ยนเฉียงนี่นอกจากจะไร้น้ำยาแล้ว สงสัยสมองคงจะมีปัญหาด้วย
ตอนนี้เขาคือศิษย์ที่เก่งกาจที่สุดในสายนอก
ส่วนซูอวี่ถงก็เป็นถึงอัจฉริยะเหนือล้ำ เข้าสำนักมาเพียงสามปีก็มีพลังฝีมือที่น่าทึ่งขนาดนี้
ในสายตาของผู้อาวุโสหยุนจงเชวี่ย หวังเจี้ยนเฉียงกับหวังอวี่เหยาเทียบชั้นกับพวกเขาไม่ได้แม้แต่น้อย
ไอ้สวะนี่ถึงกับคิดตื้นๆ หวังจะให้ผู้อาวุโสหยุนจงเชวี่ยมาทวงความยุติธรรมให้งั้นรึ?
ช่างโง่เง่าเต่าตุ่นเสียจริง
จากนั้นเขาก็หันไปมองหวังอวี่เหยาอีกครั้ง
"มีข้าอยู่ทั้งคน การประลองครั้งนี้เจ้าอย่าหวังเลยว่าจะติดหนึ่งในสิบได้"
คำพูดที่เต็มไปด้วยความโอหังดังกล่าวกระจายออกไปโดยไม่มีการปิดบังใดๆ
หวังอวี่เหยาลืมตาขึ้น ใบหน้าของนางฉายแววโกรธเคือง
"ไม่ต้องไปสนใจเขา รีบพักฟื้นพลังซะ"
หวังเจี้ยนเฉียงบอกนางด้วยความใจเย็น
หวังอวี่เหยาพยักหน้า ก่อนจะหลับตาลงเพื่อเดินพลังพักฟื้นต่อ
เยี่ยหลิงอวิ๋นเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังผู้ท้าประลองที่อยู่ด้านล่างลานประลอง "ลานประลองหมายเลข 9 นี้เป็นของซูอวี่ถง ใครกล้าขึ้นมาแย่งชิง ก็เท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า เยี่ยหลิงอวิ๋น"
พูดจบ เขาก็กลายร่างเป็นลำแสงสีทองพุ่งกลับไปที่ลานประลองหมายเลข 1
หลังจากเขาจากไป ลานประลองหมายเลข 9 ก็ว่างเปล่า
ด้านล่างลานประลอง บรรดาผู้เข้าร่วมที่ยังมีสิทธิ์ท้าประลองเหลืออยู่ต่างพากันมองไปที่ลานประลองหมายเลข 9 ด้วยสายตาที่เป็นประกาย
แต่ด้วยความหวาดกลัวต่อคำขู่ของเยี่ยหลิงอวิ๋น สุดท้ายก็ยังไม่มีใครกล้าก้าวขึ้นไปบนนั้นอยู่ดี
เวลาล่วงเลยไป
เมื่อการประลองดำเนินมาจนเกือบจะถึงช่วงสุดท้าย ในที่สุดหวังอวี่เหยาก็หยุดการพักฟื้น
"ฟื้นฟูพลังเป็นยังไงบ้าง?"
หวังเจี้ยนเฉียงเอ่ยถาม
"สะกดอาการบาดเจ็บเอาไว้ได้แล้วเจ้าค่ะ ส่วนพลังวิญญาณก็ฟื้นกลับมาได้ประมาณเจ็ดส่วน" หวังอวี่เหยาตอบ
หวังเจี้ยนเฉียงพยักหน้า "ขึ้นไปบนลานประลองเถอะ ไปที่หมายเลข 9"
หวังอวี่เหยาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่นางไม่ได้เอ่ยปากถามเหตุผลแต่อย่างใด นางเพียงแค่ก้าวขึ้นไปบนลานประลองที่ว่างเปล่านั้นอย่างไม่ลังเล
คำประกาศกร้าวของเยี่ยหลิงอวิ๋นนางก็ได้ยินชัดเจน
แต่... แล้วยังไงล่ะ?
ในเมื่อศิษย์พี่หวังบอกให้นางขึ้นไป นางก็จะขึ้นไป
เมื่อเห็นหวังอวี่เหยากล้าก้าวขึ้นไปบนลานประลองหมายเลข 9 อีกครั้ง ผู้คนรอบข้างต่างก็หูตาสว่างขึ้นมาทันที
หวังอวี่เหยาคนนี้ช่างใจกล้าบ้าบิ่นเสียจริง ถึงขนาดยังกล้าท้าทายเยี่ยหลิงอวิ๋นอีก
นางไม่กลัวตายหรือไงกัน?
ในเวลาเดียวกันนั้น เยี่ยหลิงอวิ๋นที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานประลองหมายเลข 1 ก็มีสีหน้าดำทะมึนลงทันที
"รนหาที่ตายนักนะ!"
เขาแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงสีทอง พุ่งออกจากลานประลองหมายเลข 1 ด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงอวิ๋นพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
หวังอวี่เหยาก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ตราประทับพันขุนเขาน้อยระดับสมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นและลอยหมุนวนอยู่เบื้องหน้าของนาง
และในขณะที่นางกำลังเตรียมจะเปิดฉากโจมตีก่อน จู่ๆ ก็มีเสียงถ่ายทอดปราณดังขึ้นในหัว
นางชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองหวังเจี้ยนเฉียงที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์
หวังเจี้ยนเฉียงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่พยักหน้าให้นาง
หวังอวี่เหยาเห็นดังนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับไปมองเยี่ยหลิงอวิ๋นอีกครั้ง
ในตอนนี้ อีกฝ่ายได้มาปรากฏตัวอยู่บนลานประลองหมายเลข 9 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากพุ่งขึ้นมาบนลานประลองหมายเลข 9 เขาไม่มีการหยุดพักใดๆ พุ่งเข้าใส่หวังอวี่เหยาอย่างดุดันราวกับลูกศรที่หลุดจากแล่ง
และในขณะที่ทุกคนคิดว่าการต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะระเบิดขึ้นนั้น จู่ๆ หวังอวี่เหยาก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
นางหันหลังและกระโดดลงจากลานประลองไปดื้อๆ
"หนี... หนีไปแล้วงั้นรึ?"
ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
"นี่มันจะปอดแหกเกินไปหน่อยมั้ง?"
"ถ้าจะทำแบบนี้ สู้ซ่อนตัวอยู่ข้างล่างลานประลองไปเลยไม่ดีกว่ารึ? จะขึ้นไปให้ขายหน้าทำไม?"
...
"เดี๋ยวก่อน ดูเหมือนว่านางจะยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ท้าประลองเลยนะ นางต้องการจะหลอกให้เยี่ยหลิงอวิ๋นใช้สิทธิ์ท้าประลองจนหมดต่างหาก!"
ทันทีที่มีคนพูดขึ้นมา เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นรอบทิศ
จริงด้วยสิ!
ผู้เข้าร่วมแต่ละคนมีสิทธิ์ท้าประลองได้แค่สองครั้งเท่านั้น
เยี่ยหลิงอวิ๋นใช้สิทธิ์ครั้งแรกไปแล้ว และการลงมาครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการท้าประลองครั้งที่สองของเขา
นั่นหมายความว่า เขาต้องติดแหง็กอยู่บนลานประลองหมายเลข 9 นี้แล้ว
ในทางกลับกัน หวังอวี่เหยายังเหลือสิทธิ์ท้าประลองอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งนางสามารถนำสิทธิ์นั้นไปชิงลานประลองหมายเลข 1 กลับมาก็ย่อมได้
ช่างเป็นแผนการที่แยบยลจริงๆ!
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง
ใบหน้าของเยี่ยหลิงอวิ๋นก็เปลี่ยนสีไปทันที
ก่อนหน้านี้เขามัวแต่คิดจะระบายอารมณ์แทนซูอวี่ถง จนไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลย
จนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองถูกหลอกเข้าให้แล้ว
"นังแพศยา ร้ายนักนะ!"
เขากัดฟันกรอด เดินไปที่ขอบลานประลองแล้วก้มมองลงไปด้านล่าง
จากนั้นเขาก็ต้องชะงัก
หวังอวี่เหยาหายไปไหนแล้วล่ะ?
ฟิ้ว~
ทันทีที่ใบหน้าของเขาฉายแววงุนงง จู่ๆ ก็มีกระบี่บินและตราประทับชิ้นหนึ่งพุ่งสวนขึ้นมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
"ศาสตราเวทของนังแพศยานั่น!"
"หลงกลเข้าแล้ว!"
"นางไม่ได้คิดแค่จะผลาญสิทธิ์ท้าประลองของข้า แต่นางกะจะเขี่ยข้าตกรอบไปเลยต่างหาก!!"
สีหน้าของเยี่ยหลิงอวิ๋นเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว "นังแพศยา ฝันไปเถอะ!"
"ระเบิด!"
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีเสียงตวาดแหลมของหญิงสาวดังขึ้น
กระบี่ประกายเย็นเมฆาวารีระดับสมบูรณ์แบบและตราประทับพันขุนเขาน้อยระดับสมบูรณ์แบบ ระเบิดขึ้นพร้อมกันอย่างรุนแรง!
(จบแล้ว)