- หน้าแรก
- ระบบบำเพ็ญเพียรขั้นเทพ
- บทที่ 18 - แพ้กินขี้
บทที่ 18 - แพ้กินขี้
บทที่ 18 - แพ้กินขี้
หลังจากที่ผู้ท้าชิงตำแหน่งบนลานประลองทั้งสิบคนเปิดหน้าท้าทาย
ด้านล่างลานประลอง ผู้เข้าประลองที่เหลืออีกสี่สิบคนก็เริ่มประเมินและสังเกตการณ์ผู้ท้าชิงตำแหน่งทั้งสิบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ดูเหมือนทุกคนกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะเลือกท้าประลองกับใครดี
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง บรรยากาศก็ยังคงเงียบกริบ
"ฮ่าๆ ในเมื่อทุกคนเกรงใจกันนักล่ะก็ ข้าขอเป็นคนเปิดประเดิมคนแรกก็แล้วกันนะ!"
ในจังหวะนั้นเอง ร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานพุ่งเข้าใส่ลานประลองหมายเลข 8 อย่างรวดเร็ว
การกระทำของชายผู้นี้เป็นเหมือนชนวนที่จุดประกายให้คนอื่นๆ ทันทีที่มีคนเปิดฉาก ร่างอีกหลายร่างก็พุ่งทะยานตามกันขึ้นไปบนลานประลองอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตา
ยกเว้นลานประลองหมายเลข 1 ลานประลองที่เหลืออีกเก้าแห่ง ล้วนมีผู้ท้าชิงกระโดดขึ้นไปประจันหน้ากับเจ้าของพื้นที่ทั้งสิ้น
บนลานประลองทั้งเก้าแห่ง การต่อสู้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือด เสียงปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว
แต่ทว่า... ลานประลองหมายเลข 1 กลับเงียบสงัดไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ดูแปลกประหลาดและโดดเด่นท่ามกลางความวุ่นวายอย่างเห็นได้ชัด
หวังเจี้ยนเฉียงอดไม่ได้ที่จะเบนสายตาไปพิจารณาร่างที่นั่งขัดสมาธิอย่างสงบอยู่บนลานประลองหมายเลข 1
"ชื่อ: เยี่ยหลิงอวิ๋น
เพศ: ชาย
ระดับบำเพ็ญเพียร: ขั้นกลั่นลมปราณระดับสมบูรณ์แบบ
อายุ: 30/100
รากฐานกระดูก: รากวิญญาณคู่ธาตุทองและดิน
ค่าความรู้สึก: 0"
"ที่แท้ก็เขานี่เอง มิน่าล่ะ!"
เมื่ออ่านข้อมูลของอีกฝ่าย หวังเจี้ยนเฉียงก็ม่านตาหดเกร็งลงทันที
ชื่อเสียงเรียงนามของชายผู้นี้ โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วทั้งสำนักสายนอก
เยี่ยหลิงอวิ๋น เข้าร่วมสำนักมาเมื่อสิบปีก่อน ใช้เวลาเพียงแค่เก้าปีสั้นๆ ก็สามารถบรรลุถึงขั้นกลั่นลมปราณระดับสมบูรณ์แบบได้
หลังจากที่เพิ่งจะทะลวงขั้นมาได้ไม่นาน เขาก็ออกเดินทางไปหาประสบการณ์นอกสำนัก และในการปะทะกับศิษย์ของพรรคมารครั้งหนึ่ง เขาสามารถใช้วิชาสังหารศิษย์พรรคมารระดับกลั่นลมปราณขั้นสมบูรณ์แบบได้ถึงสามคนด้วยตัวคนเดียว!
เขาถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักสายนอก และกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก
ตั้งแต่ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น เขาก็ถูกวางตัวให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ในงานนี้ไปครอง
มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครกล้าแหยมขึ้นไปท้าประลองกับเขาเลย
ในขณะที่หวังเจี้ยนเฉียงกำลังลอบประเมินเยี่ยหลิงอวิ๋น การต่อสู้บนลานประลองทั้งเก้าแห่งก็เริ่มจะรู้ผลแพ้ชนะกันแล้ว
หวังเจี้ยนเฉียงดึงสติกลับมา แล้วกวาดสายตามองไปทีละลานประลอง
ลานประลองสี่ในเก้าแห่ง ถูกเปลี่ยนมือเจ้าของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนทางด้านซูอวี่ถงนั้น ฟอร์มของนางก็ยังคงดุดันและแข็งแกร่ง เอาชนะผู้ท้าชิงมาได้อย่างง่ายดาย
หลังจากนั้น ก็เป็นการหยุดพักครึ่งชั่วยามเพื่อฟื้นฟูพลัง
เมื่อผู้ท้าชิงตำแหน่งบนลานประลองฟื้นฟูพลังจนเต็มร้อยแล้ว การท้าประลองรอบที่สองก็ดำเนินต่อไป
กระบวนการนี้วนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งผ่านการท้าประลองไปถึงห้ารอบ ผู้ท้าชิงตำแหน่งที่ยังคงยืนหยัดรักษาตำแหน่งเดิมตั้งแต่เริ่มแรกเอาไว้ได้ ก็เหลือแค่บนลานประลองหมายเลข 1 และหมายเลข 9 เท่านั้น
เยี่ยหลิงอวิ๋น ก็ยังคงนั่งตบยุงอยู่บนลานประลองอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครกล้าขึ้นไปท้าประลองแม้แต่คนเดียว
ส่วนซูอวี่ถง ก็สามารถเอาชนะผู้ท้าชิงมาได้ถึงห้าคนรวดอย่างง่ายดาย
และแล้ว การท้าประลองรอบที่หกก็เริ่มต้นขึ้น
ในที่สุด หวังอวี่เหยาที่ยืนรอดูท่าทีมาตลอด ก็เริ่มขยับตัวเสียที
แสงสีม่วงวาบขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้าของนาง ร่างของนางพุ่งทะยานขึ้นไปบนลานประลองหมายเลข 9 ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
เมื่อเห็นการกระทำของหวังอวี่เหยา หวังเจี้ยนเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม
ซูอวี่ถงนั้นมีฝีมือไม่ธรรมดา เมื่อเทียบกับผู้เข้าประลองทั้งหมด นางก็น่าจะติดสิบอันดับแรกได้ชัวร์ๆ ดีไม่ดีอาจจะติดหนึ่งในหกอันดับแรกด้วยซ้ำ
การเลือกที่จะท้าประลองกับนางในตอนนี้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเลย
ด้วยความฉลาดปราดเปรื่องของหวังอวี่เหยา ไม่มีทางที่นางจะดูไม่ออก
แต่เหตุผลที่นางทำแบบนี้ ก็เห็นได้ชัดว่านางยังคงเก็บความแค้นที่ซูอวี่ถงเคยพูดจาดูถูกเขาเอาไว้ในใจ และต้องการจะล้างแค้นเพื่อกู้หน้าให้เขานั่นเอง
"หวังอวี่เหยา... เป็นเจ้าเองงั้นรึ!"
เมื่อเห็นว่าผู้ท้าชิงคนใหม่เป็นใคร ซูอวี่ถงก็หรี่ตาลงทันที ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"เจ้านี่มันโง่เง่าจริงๆ หลงคิดว่าแค่มีระดับบำเพ็ญเพียรถึงขั้นกลั่นลมปราณระดับสมบูรณ์แบบ แล้วก็ได้รับเศษเดนเป็นศาสตราเวทระดับสูงสองชิ้นจากไอ้แก่ไร้ค่านั่น จะเอาชนะข้าได้งั้นรึ?"
"จะชนะเจ้าได้หรือไม่ ประเดี๋ยวสู้กันก็คงรู้เอง"
สีหน้าของหวังอวี่เหยาก็เย็นชาไม่แพ้กัน น้ำเสียงที่ตอบกลับไปก็เฉียบขาดและไม่มีการอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย
คนเรานั้นมีบรรทัดฐานและมุมมองที่แตกต่างกัน
สำหรับเฉินเจียวเจียว ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหวังเจี้ยนเฉียง อาจจะเป็นแค่ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ได้มีบุญคุณความแค้นอะไรติดค้างกัน
แต่สำหรับหวังอวี่เหยานั้น มันแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
นางเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น ชีวิตในวัยเด็กต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก ถ้าหากไม่ได้มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ป่านนี้นางก็คงจะตายไปตั้งแต่ยังเล็กแล้ว
ด้วยเหตุนี้ นางจึงเป็นคนที่รู้ซึ้งถึงคำว่า 'บุญคุณต้องทดแทน' เป็นอย่างดี
ในอดีต ด้วยพรสวรรค์อันน้อยนิดของนาง โอกาสที่จะสร้างรากฐานได้นั้น แทบจะเป็นศูนย์
แต่ตอนนี้ ด้วยความช่วยเหลือของหวังเจี้ยนเฉียง ระดับบำเพ็ญเพียรของนางพุ่งกระฉูดจนเป้าหมายในการสร้างรากฐานอยู่แค่เอื้อม
หากนางสามารถสร้างรากฐานได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งของนางก็จะก้าวกระโดด ตัวตนของนางก็จะถูกยกระดับขึ้น และอายุขัยก็จะยืนยาวขึ้นอีกเท่าตัว
บุญคุณในครั้งนี้ สำหรับนางแล้ว มันยิ่งใหญ่ประหนึ่งการให้ชีวิตใหม่เลยทีเดียว
เดิมที หวังอวี่เหยากับซูอวี่ถงนั้นไม่ได้มีเรื่องบาดหมางหรือความแค้นส่วนตัวอะไรกันเลย
แต่การที่ซูอวี่ถงตั้งตนเป็นศัตรูและคอยด่าทอหวังเจี้ยนเฉียงอย่างหยาบคาย นั่นก็เท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับนางไปโดยปริยาย
"หึ! ไม่รู้จักเจียมตัว!"
ซูอวี่ถงหน้าบึ้งตึง
พูดกันตามตรง ในใจลึกๆ ของนาง นางมองหวังอวี่เหยาเป็นแค่คนไร้ค่าอยู่แล้ว
ถึงแม้ตอนนี้ระดับบำเพ็ญเพียรของหวังอวี่เหยาจะเทียบเท่ากับนาง แต่นางก็คิดว่านั่นมันก็เป็นแค่ความฟลุคชั่วคราวเท่านั้น
ทั้งชาติตระกูลและพรสวรรค์ของพวกนางทั้งสองคน แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อเทียบกับนางแล้ว หวังอวี่เหยาก็เป็นได้แค่ลูกเป็ดขี้เหร่
ในอนาคต ความสำเร็จของนางจะต้องก้าวข้ามหวังอวี่เหยาไปไกลลิบอย่างแน่นอน
ดังนั้น การที่หวังอวี่เหยากล้ามายืนจ้องหน้าและต่อปากต่อคำกับนางอย่างเท่าเทียม ในสายตาของนาง มันคือการไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง และเป็นการหยามเกียรตินางอย่างให้อภัยไม่ได้
"นังตัวดี ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจที่มาท้าทายข้า"
นางแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะตวัดนิ้วชี้ออกไป กระบี่บินพุ่งทะยานแหวกลมเข้าหาหวังอวี่เหยาด้วยรังสีอำมหิตที่รุนแรง
หวังอวี่เหยาก็ไม่ยอมน้อยหน้า นางเรียกกระบี่บินของตัวเองออกมาต้านรับทันที
ตู้ม!
กลางอากาศ กระบี่ทั้งสองเล่มเข้าปะทะกันอย่างจัง ก่อนจะถูกแรงกระแทกซัดจนกระเด็นถอยกลับไปทั้งคู่
คลื่นกระแทกที่แผ่ออกมา ทำให้หวังอวี่เหยาถึงกับต้องถอยหลังไปหลายก้าว ในขณะที่ซูอวี่ถงแค่ร่างสั่นสะท้านเล็กน้อยเท่านั้น
"แข็งแกร่งมาก! ใช้แค่ศาสตราเวทระดับต่ำขั้นต้น ก็สามารถกดดันหวังอวี่เหยาได้ขนาดนี้"
"แม่นางซูยอดเยี่ยมจริงๆ"
"จะตีเหล็กก็ต้องใช้ค้อนที่แข็งแกร่ง นังหวังอวี่เหยานี่มีแต่พลังที่กลวงโบ๋ ที่รอดมาได้ถึงตอนนี้ก็เพราะพึ่งพาอานุภาพของศาสตราเวทล้วนๆ พอเจอกับศัตรูระดับธรรมดาๆ ก็คงพอเอาตัวรอดได้ แต่พอมาเจอกับอัจฉริยะตัวจริงเข้า ก็สู้ไม่ติดหรอก"
...
เมื่อเห็นฉากนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังกระหึ่มขึ้นรอบๆ ลานประลอง
โดยเฉพาะไอ้อ้วนที่นั่งอยู่ข้างๆ หวังเจี้ยนเฉียง คำพูดคำจาของมันยิ่งฟังดูหยาบคายและระคายหูที่สุด
"นังสารเลวหวังอวี่เหยานี่ มันต้องไปจับผู้ชายรวยๆ สักคนแน่ๆ"
"หลงคิดว่าตัวเองจะได้บินขึ้นไปเป็นนางพญาหงส์งั้นสิ? พอมาเจอของจริงเข้า เดี๋ยวก็ถูกกระชากหน้ากากกลับไปเป็นอีกาเหมือนเดิม"
ตอนนี้ ไอ้อ้วนกำลังทำหน้าเยาะเย้ยถากถาง จ้องมองหวังอวี่เหยาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ราวกับว่ามันกับหวังอวี่เหยาไปมีความแค้นลึกซึ้งต่อกันมาแต่ชาติปางก่อนยังไงยังงั้น
ไอ้ผอมแห้งที่นั่งอยู่ข้างๆ ไอ้อ้วน พอได้ยินดังนั้น ก็รีบผสมโรงเห็นพ้องต้องกันทันที "พี่ปู้พูดถูกเผงเลย นังหวังอวี่เหยานี่มันก็แค่ดวงดีไปหน่อยเท่านั้นเอง บังอาจมาทำเป็นหยิ่งใส่พี่ปู้ น่ารังเกียจจริงๆ"
"อย่าว่าแต่นางยังเป็นแค่ศิษย์สายนอกกระจอกๆ เลย ต่อให้นางได้เข้าไปเป็นศิษย์สายใน นางก็ไม่มีสิทธิ์มามองพี่ปู้ด้วยหางตาหรอก"
ดูเหมือนว่าไอ้อ้วนจะพอใจกับคำเยินยอของไอ้ผอมแห้งมาก มันยิ้มแป้นอย่างพึงพอใจ
"ไม่ทราบว่าสหายท่านนี้ มีนามกรว่ากระไรหรือ?"
ในขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงทักทายดังขึ้น
ไอ้อ้วนหันไปมอง ก็พบว่ามีร่างของชายชราผมหงอกขาว หน้าตาเหี่ยวย่น ดูซอมซ่อและแก่หง่อมจนเหมือนจะลงไปนอนในโลงได้ทุกเมื่อ ค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ
"ไอ้ขยะหวังเรอะ?"
เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ไอ้อ้วนก็แววตาฉายแววรังเกียจออกมาทันที "แกมีธุระอะไรกับคุณชายอย่างข้า? ข้าไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับไอ้ขยะอย่างแกหรอกนะ"
หวังเจี้ยนเฉียงไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีอันหยาบคายของไอ้อ้วน เขายิ้มแย้มแล้วถามต่อ "ดูเหมือนว่าเจ้า... จะไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวหวังอวี่เหยาสักเท่าไหร่เลยนะ?"
ไอ้อ้วนหัวเราะเยาะ "นั่นมันก็แน่อยู่แล้วล่ะวะ แค่มีตา ไม่ต้องให้ใครมาบอก ก็ดูออกกันทั้งนั้นแหละ"
หวังเจี้ยนเฉียงส่ายหน้า "แต่ข้ากลับมองว่าหวังอวี่เหยามีโอกาสชนะมากกว่านะ ข้าว่านางน่าจะเป็นฝ่ายชนะ"
"ไอ้ขยะอย่างแกจะไปรู้อะไรวะ" ไอ้อ้วนหัวเราะลั่น "ถ้านังสารเลวนั่นมันชนะได้จริงๆ นะ ข้ากล้าไปกินขี้โชว์เลยเอ้า!"
"ฮ่าๆๆ ขำจนท้องกรามจะค้างแล้วโว้ย"
ในจังหวะนั้น ไอ้ผอมแห้งก็เหมือนจะอดรนทนไม่ไหว หัวเราะผสมโรงขึ้นมาทันที "ไอ้สวะอย่างแก กล้าดียังไงมาทำเป็นวิเคราะห์สถานการณ์สั่งสอนคุณชายของพวกข้า?"
"ถ้านังหวังอวี่เหยาชนะได้ ข้าก็จะขอกินขี้ด้วยอีกคน!"
"โอ้โห ใจเด็ดดีนี่นา" หวังเจี้ยนเฉียงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะก๊าก "งั้นเรามาพนันกันดูไหมล่ะ"
"ไสหัวไปไกลๆ เลยไป ไอ้สวะอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาท้าพนันกับข้า? แกมีอะไรมาวางเดิมพันล่ะวะ ข้าพนันเลยว่าโครตเหง้าศักราชของแก..."
ไอ้อ้วนด่าสาดเสียเทเสีย แต่ด่าได้ครึ่งประโยค เสียงของมันก็ขาดห้วงไปดื้อๆ
ไอ้ผอมแห้งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อ้าปากค้างตาเหลือกไปเหมือนกัน
ทั้งสองคนทำท่าทางเหมือนกันเป๊ะ คือยืนเบิกตากว้าง จ้องมองไปที่แทบเท้าของหวังเจี้ยนเฉียงตาเป็นมัน
ตรงนั้น... มีกองหินวิญญาณกองพะเนินเทินทึกวางอยู่!
หวังเจี้ยนเฉียงมองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
"ตรงนี้มีหินวิญญาณอยู่หนึ่งหมื่นก้อน ถ้าหากหวังอวี่เหยาแพ้ หินวิญญาณทั้งหมดนี้ตกเป็นของพวกเจ้าสองคน"
"แต่ถ้าหวังอวี่เหยาชนะ ข้าก็ไม่เอาหินวิญญาณของพวกเจ้าหรอกนะ"
"เอาตามที่พวกเจ้าลั่นวาจาไว้เมื่อกี้เลย... กินขี้โชว์ ตกลงไหม?"
"ว่าไงล่ะ... จะพนันหรือไม่พนัน?"
(จบแล้ว)