- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 39 - เหี้ยมโหด ดึงดูดพวกพ้อง
บทที่ 39 - เหี้ยมโหด ดึงดูดพวกพ้อง
บทที่ 39 - เหี้ยมโหด ดึงดูดพวกพ้อง
บทที่ 39 - เหี้ยมโหด ดึงดูดพวกพ้อง
◉◉◉◉◉
"ไม่ว่าเจ้าอยากจะพูดอะไร ข้าก็จะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าได้พูดมันออกมา"
ร่างของซูเฉินมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเหลยเย่า เขายกมือขึ้นแล้วคว้าหมับเข้าที่ศีรษะของอีกฝ่าย
ฉัวะ!
เขาออกแรงกระชากศีรษะของอีกฝ่ายหลุดออกมาโดยตรง
คนของตระกูลเหลยบอกว่าไม่รู้เรื่องที่เหลยอ้าวกระทำลงไป นั่นก็เป็นเพียงคำพูดของตระกูลเหลยเท่านั้น ซูเฉินจะไปเชื่อได้อย่างไร
แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความผูกพันใดๆ กับซูเมิ่งไป๋ แต่ในเมื่อมาครอบครองร่างกายของเจ้าของร่างเดิมแล้ว การช่วยเจ้าของร่างเดิมฆ่าศัตรูเพิ่มสักหน่อยก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมต้องกระชากศีรษะออกมาด้วยนั้น
ดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงแค่ความเคยชินเท่านั้น
ตุบ!
ในขณะที่ซูเฉินจัดการปิดฉากการต่อสู้เสร็จสิ้น
ทางด้านชายชุดดำกับหลิ่วอู๋เหมยที่ปะทะกันก็แยกตัวออกจากกัน สายตาของคนผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองซูเฉินที่กำลังหิ้วศีรษะคนอยู่
เลือดสดๆ ไหลหยดลงมาจากศีรษะนั้นดูน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
แววตาภายใต้หมวกสานของคนชุดดำหดเกร็งลง ร่างนั้นหมุนตัวแล้วจากไปในทันที
"ทำไมถึงหนีไปเสียแล้วล่ะ"
ซูเฉินมองเงาร่างที่จากไปพลางทำหน้าเหลอหลา
เขามองแผ่นหลังที่หายลับไปแล้วก็โยนศีรษะของเหลยเย่าทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ
"เมื่อครู่ที่เจ้าหิ้วศีรษะของเหลยเย่าอยู่ เจ้าตั้งใจจะข่มขวัญอีกฝ่ายอย่างนั้นหรือ"
หลิ่วอู๋เหมยมองซูเฉินที่โยนศีรษะเปื้อนเลือดทิ้งแล้วเดินเข้ามาถาม
"ก็แค่ติดมือมาเท่านั้น ท่านพ่อของข้าถูกฆ่า ตระกูลเหลยก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การกระชากศีรษะของมันออกมาก็ถือเป็นเรื่องปกติ"
"เมื่อครู่ที่พวกท่านประมือกัน ท่านพอมองออกหรือไม่ว่าอีกฝ่ายใช้กระบวนท่าของสำนักใด"
ซูเฉินเอ่ยถาม
"อีกฝ่ายจงใจซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเอง แต่ข้ามั่นใจได้เลยว่าคนผู้นั้นเป็นผู้หญิง!"
หลิ่วอู๋เหมยกล่าว
"ผู้หญิงอย่างนั้นหรือ!"
ซูเฉินมีสีหน้าตกตะลึง อีกฝ่ายลงมือด้วยกระบวนท่าที่ดุดันและเหี้ยมโหด จะเป็นผู้หญิงไปได้อย่างไรกัน
"กลิ่นหอมบนตัวข้าจางมาก แต่อีกฝ่ายก็ยังได้กลิ่น มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่ไวต่อกลิ่นหอม ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ปะทะกันเมื่อครู่ แม้ฝ่ามือของนางจะถูกห่อหุ้มด้วยปราณสีดำ แต่ข้าก็ยังมองออกว่านั่นคือมือของผู้หญิง"
"ไปกันเถอะ อีกสองวันสถานที่แห่งนี้อาจจะกลายเป็นจุดสนใจของทุกคน!"
"ต่อให้พวกเราไม่ปล่อยข่าว อีกฝ่ายก็ต้องปล่อยข่าวแน่ ใครๆ ก็อยากจะรอชุบมือเปิบกันทั้งนั้น"
หลิ่วอู๋เหมยกล่าว
จากนั้นนางก็เบนสายตามามองซูเฉิน
"ซูเฉิน เจ้ามองว่าพี่สาวคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง"
"ผิวขาว หน้าตาสวย ขาเรียวยาว เป็นสาวงามที่ดูเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว!"
ซูเฉินมองอีกฝ่ายแล้วตอบกลับอย่างจริงจัง
"เจ้าสรุปได้ตรงจุดมาก ขอเพียงเจ้าเข้าร่วมกับตำหนักแค้นนิรันดร์ของข้า ข้าก็จะเป็นของเจ้า!"
"พี่สาวของเจ้าคนนี้แม้จะถูกเรียกว่าฮูหยิน แต่ก็ยังไม่เคยผ่านชายใดมาก่อน ยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่นะ"
"นี่ถือเป็นการให้โอกาสเจ้าแล้วนะ!"
หลิ่วอู๋เหมยกำลังคิดจะดึงตัวซูเฉินให้เข้าร่วมกับตำหนักแค้นนิรันดร์ของพวกนาง
ซูเฉินเพิ่งจะแสดงฝีมือไปเมื่อครู่ เพลงดาบดุดันเฉียบขาด ลงมือเด็ดเดี่ยวและโหดเหี้ยม
เหลยเย่าที่อยู่ขั้นก่อกำเนิดระดับปลายยังถูกเขาฆ่าตายในดาบเดียว
และเมื่อครู่นี้นางยังสัมผัสได้ถึงเจตนาดาบที่ราวกับสายฝนโปรยปราย
วิชาดาบพิรุณยามอัสดง ซูเฉินไม่ได้ด้อยไปกว่าซูเมิ่งไป๋ที่ตายไปแล้วเลยแม้แต่น้อย
นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง นางจึงอยากจะดึงตัวซูเฉินเข้าสู่ตำหนักแค้นนิรันดร์
"ข้าตะหงิดใจว่าจุดประสงค์ของท่านไม่ค่อยบริสุทธิ์เท่าใดนัก ข้าเป็นถึงประมุขหอพิรุณทอง การที่ท่านมาดึงตัวข้าก็เท่ากับว่าเป็นการฮุบหอพิรุณทองของข้าไปโดยตรงเลยไม่ใช่หรือ"
"อีกอย่างข้าก็ยังมีสำนักขุนเขาสายน้ำและตำหนักจันทน์ม่วงคอยหนุนหลังอยู่"
"จะให้เข้าร่วมกับตำหนักแค้นนิรันดร์ของพวกท่านอย่างนั้นหรือ การค้าขายครั้งนี้ดูเหมือนจะขาดทุนไปหน่อยนะ"
ซูเฉินมองหลิ่วอู๋เหมยพร้อมกับเอ่ย
"สำนักขุนเขาสายน้ำก็แค่มีชื่อเสียงอยู่ในมณฑลหลิ่งหนานนิดหน่อยเท่านั้น ตำหนักจันทน์ม่วงแข็งแกร่งมากในแถบนอกด่าน แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมพวกเขาถึงเข้ามาในด่านไม่ได้"
"นั่นก็เป็นเพราะพวกเขามีคู่ปรับอยู่ในด่าน ซึ่งก็คือวัดมหาพุทธะที่เป็นหนึ่งในห้ามหาอารามพุทธะแห่งราชวงศ์ต้าโจวอย่างไรล่ะ"
"ตำหนักแค้นนิรันดร์ของข้าไม่เหมือนกับพวกเขา อยู่ที่ไหนก็เจริญรุ่งเรือง เรื่องนี้เจ้ายังไม่ต้องรีบให้คำตอบข้าหรอก เก็บไปคิดดูให้ดีก่อนก็ได้!"
พูดจบนางก็พาซูเฉินจากไป
เวลาผ่านไปไม่นานพวกเขาก็มาถึงตีนเขา
ทั้งสองขึ้นรถม้าแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองชิ่ง
หลังจากที่พวกเขาจากไปได้ไม่นาน
เงาร่างสายหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมมืด ซึ่งก็คือคนที่สวมหมวกสานที่เพิ่งจากไปก่อนหน้านี้นั่นเอง
"ซูเฉิน ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะซ่อนคมไว้ได้มิดชิดถึงเพียงนี้!"
"หากไม่ได้มาที่นี่ ข้าก็คงดูเจ้าไม่ออกจริงๆ วิชาดาบพิรุณยามอัสดงของเจ้าไม่ได้ด้อยไปกว่าพ่อของเจ้าเลย ความแข็งแกร่งของเจ้าก็เหนือความคาดหมายของข้าเช่นกัน"
"มิน่าล่ะเจ้าถึงได้ทำตัวตามสบาย ที่แท้เจ้าก็ไม่ได้เห็นหลิงเทียนเหออยู่ในสายตาเลยนี่เอง"
เงาร่างนั้นกล่าวเสียงเบา
น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นเสียงของหญิงสาว ซึ่งแตกต่างจากน้ำเสียงทุ้มต่ำก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
หากซูเฉินได้ยินเขาจะต้องคุ้นเคยอย่างแน่นอน เพราะคนผู้นี้ก็คือช่างกวนจื่ออวิ๋นที่อยู่ในจวนตระกูลซูนั่นเอง
หรือก็คือจื่อหานเยว่สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิหานเยว่
เมื่อครู่นี้นางก็สัมผัสได้ถึงเจตนาดาบของซูเฉินเช่นกัน ดังนั้นจึงเลือกที่จะถอยออกมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นยาวิเศษก็ยังไม่เติบโตเต็มที่ ตอนนี้จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องต่อสู้กัน
จันทร์กระจ่างลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ยามราตรีมืดมิดและเงียบสงัด
รถม้าแล่นไปตามถนนที่ขรุขระทำให้รู้สึกสั่นสะเทือนอยู่บ้าง
"กว่าพวกเราจะไปถึงหน้าประตูเมือง ประตูเมืองก็คงจะปิดแล้วล่ะมั้ง มิสู้พวกเราหาสถานที่พักผ่อนแถวชานเมืองสักคืนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับเข้าเมืองชิ่งดีหรือไม่"
หลิ่วอู๋เหมยที่อยู่ในรถม้าเอ่ยขึ้น
"ตกลง!"
ซูเฉินพยักหน้ารับ
แม้ว่าเมื่อไปถึงประตูเมืองแล้ว การยัดเศษเงินให้ยามเฝ้าประตูก็สามารถทำให้เข้าเมืองได้ แต่การนั่งรถม้าในตอนกลางคืนก็ค่อนข้างสั่นสะเทือน สู้พักค้างคืนด้านนอกสักคืนยังจะดีกว่าจริงๆ
รถม้าแล่นต่อไป
ผ่านไปไม่นานบนท้องฟ้าก็มีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ให้ความรู้สึกเหมือนฝนกำลังจะตกในยามค่ำคืน
รถม้ายังคงแล่นต่อไป
เวลาผ่านไปสักพักรถม้าก็มาหยุดอยู่ที่หน้าวัดร้างแห่งหนึ่ง
ชายชราที่ถือกล้องยาสูบจอดรถม้าไว้ด้านนอกวัดร้าง หยิบเสบียงแห้งจากรถม้าแล้วเดินเข้าไปในวัดร้าง
ครืน!
จากนั้นเสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้น หยาดฝนเม็ดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
"สภาพอากาศของเมืองชิ่งนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ซูเฉินมองดูฝนที่ตกลงมาแล้วเอ่ยปาก
"สภาพอากาศแปรปรวน อาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามมา!"
หลิ่วอู๋เหมยมองออกไปด้านนอกแล้วกล่าวเสียงขรึม
สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงหมายถึงการปรากฏของภัยพิบัติบางอย่าง และเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นนั่นก็หมายถึงความวุ่นวาย
ซูเฉินส่ายหน้าแล้วหันหลังเดินเข้าไปในวัดร้าง
ในเวลานี้ชายชราที่ถือกล้องยาสูบได้ก่อกองไฟขึ้นมาแล้ว
อีกด้านหนึ่ง
ภายในจวนตระกูลซู
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดอยู่ บนร่างกายมีหยาดฝนเกาะติดมาด้วย
เสี่ยวหลานที่อยู่ในห้องรีบจุดตะเกียงและปิดหน้าต่างทันที
เงาดำนั้นถอดชุดสีดำที่เปียกชื้นออก เปลี่ยนเป็นชุดสีขาวแล้วเดินออกมา ซึ่งก็คือช่างกวนจื่ออวิ๋นนั่นเอง
"เอาชุดพรางตัวยามวิกาลของข้าไปจัดการทิ้งเสีย"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นสั่งการ
เสี่ยวหลานรีบนำชุดสีดำของช่างกวนจื่ออวิ๋นไปจัดการทิ้งทันที ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงได้กลับเข้ามาในห้อง
ในเวลานี้ภายในห้อง
ช่างกวนจื่ออวิ๋นกำลังขมวดคิ้วแน่น ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
"คุณหนู นั่นไม่ใช่ฐานบัวห้าชั้นหรือเจ้าคะ"
นางรู้ดีว่าคุณหนูของนางออกไปทำไม ตอนนี้เมื่อเห็นคุณหนูมีท่าทีเช่นนี้ นางจึงคิดว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ฐานบัวห้าชั้น
"มันไม่ใช่ฐานบัวห้าชั้นจริงๆ แต่มันคือบุปผาโลหิตมาร สรรพคุณก็ใกล้เคียงกัน"
"หากข้าได้กลืนกินบุปผาโลหิตมาร มันก็จะช่วยยกระดับพรสวรรค์ของข้าได้บ้าง การก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมวิญญาณก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น"
"จริงสิ วันนี้ซูเฉินอยู่ที่ใด"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นจู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมา
แม้ว่าจะรู้จากบทสนทนาของอีกฝ่ายว่านั่นคือซูเฉิน แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังไม่เห็นใบหน้าของซูเฉิน
"ซูเฉิน ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ที่หอวสันต์หยกนะเจ้าคะ!"
เสี่ยวหลานนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
"หอวสันต์หยก หลิ่วอู๋เหมย ดูท่าจะเป็นพวกเขาสองคนจริงๆ"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นกล่าว
"คุณหนู ท่านพบพวกเขาแล้วหรือเจ้าคะ"
เสี่ยวหลานที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"ใช่แล้ว! ข้าบังเอิญเจอพวกเขาที่ภูเขาฉินชุ่ย แถมยังได้ปะทะฝีมือกันด้วย ซูเฉินใช้วิชาดาบพิรุณยามอัสดงสังหารเหลยเย่าในดาบเดียว"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นบอกเล่า
[จบแล้ว]