เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - คำเชิญจากตระกูลเซียว!

บทที่ 12 - คำเชิญจากตระกูลเซียว!

บทที่ 12 - คำเชิญจากตระกูลเซียว!


บทที่ 12 - คำเชิญจากตระกูลเซียว!

สิ้นเสียงของหลิวอวิ๋น ร่างอันอรชรอ้อนแอ้นของหยาเฟยก็ก้าวเข้ามาภายในลานเรือน

ทันทีที่ก้าวเข้ามา หยาเฟยก็สังเกตเห็นหินศิลาเขียวที่ถูกหลิวอวิ๋นซัดจนแตกละเอียดในทันที

'ดูท่า นายน้อยจะมีความลับซุกซ่อนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว...'

ประกายความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาคู่สวย หยาเฟยลอบรำพึงในใจ

ทว่าแม้ภายในใจจะตื่นตะลึง แต่บนใบหน้าของนางกลับไม่เผยให้เห็นความผิดปกติแม้แต่น้อย

"หยาเฟยคารวะนายน้อยเจ้าค่ะ..."

นางเยื้องย่างเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลิวอวิ๋น ก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"พี่หยาเฟย ท่านมีธุระอันใดกับข้าหรือ?"

หลิวอวิ๋นเอ่ยถามตรงไปตรงมา

หยาเฟยยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มอันงดงาม นางยืนรับสายลมโชยพัด เรือนผมสีดำขลับนุ่มสลวยปลิวไสวไปตามแรงลม

"นายน้อยเจ้าคะ ตระกูลเซียวส่งเทียบเชิญมา อีกสามวันข้างหน้าตระกูลเซียวจะจัดการทดสอบประจำปีของคนรุ่นเยาว์ จึงขอเรียนเชิญนายน้อยไปร่วมเป็นเกียรติในงานเจ้าค่ะ"

"การทดสอบประจำปีงั้นหรือ?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวอวิ๋นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นมาได้

นี่มันฉากเปิดเรื่องของสัประยุทธ์ทะลุฟ้าไม่ใช่หรือ?

หากข้าไปร่วมงาน ก็เท่ากับจะได้เห็นฉากอันโด่งดังนั้นกับตาเลยน่ะสิ?

ไม่สิ เส้นเวลาในตอนนี้ยังเร็วไปอีกหนึ่งปี

ระยะเวลาก่อนที่เซียวเหยียนจะถูกถอนหมั้น อันเป็นจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องสัประยุทธ์ทะลุฟ้าอย่างเป็นทางการ ยังเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งปีเต็ม

แต่ถึงกระนั้น หลิวอวิ๋นก็อยากจะไปพบหน้าเซียวเหยียนดูสักครา เพื่อพิสูจน์ดูว่าบุตรแห่งโชคชะตาผู้นี้ จะเป็นไปตามที่หนังสือบรรยายไว้หรือไม่

ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านหัวของหลิวอวิ๋นอย่างรวดเร็ว เขาทอดสายตามองหยาเฟย ก่อนจะเอ่ยปากอย่างแช่มช้า

"พี่หยาเฟย รบกวนท่านช่วยตอบกลับตระกูลเซียวไปว่า อีกสามวันข้างหน้า ข้าจะเดินทางไปร่วมงานด้วยตนเอง"

"รับทราบเจ้าค่ะ นายน้อย!"

เมื่อได้ยินดังนั้น หยาเฟยก็ขานรับแผ่วเบา ก่อนจะหมุนตัวเตรียมตัวจากไป

"ช้าก่อน..."

"พี่หยาเฟย เรื่องงานประมูลเตรียมการไปถึงไหนแล้ว?"

เมื่อเห็นหยาเฟยกำลังจะเดินจากไป หลิวอวิ๋นก็เอ่ยถามขึ้นอย่างกะทันหัน

สำหรับหลิวอวิ๋นแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องงานประมูล

มีเพียงการจัดงานประมูลให้บ่อยขึ้นเท่านั้น เขาจึงจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อได้ยินคำถาม หยาเฟยก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยอปากสีแดงสดเอื้อนเอ่ย

"นายน้อย ข้าจัดเตรียมโอสถสร้างรากฐานซึ่งเป็นโอสถระดับสอง และแก่นอสูรระดับสามได้แล้วเจ้าค่ะ..."

กล่าวจบ หยาเฟยก็ช้อนตามองหลิวอวิ๋น แววตาแฝงความรู้สึกผิดเล็กน้อย

"นายน้อย ข้าทำสุดความสามารถแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ..."

"โอสถระดับสอง!"

"แก่นอสูรระดับสาม!"

เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของหยาเฟย หลิวอวิ๋นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาฉายความประหลาดใจออกมา

ของวิเศษทั้งสองชิ้นนี้ ล้วนไม่ใช่ของธรรมดาสามัญเลย

ในงานประมูลทั่วๆ ไป ของชิ้นใดชิ้นหนึ่งในสองชิ้นนี้ ก็มีมูลค่ามากพอที่จะนำมาเป็นสมบัติก้นหีบได้แล้ว

ในเวลาเพียงไม่กี่วัน หยาเฟยสามารถเสาะหาของระดับนี้มาได้ เห็นได้ชัดว่านางต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายไปมิใช่น้อย

"พี่หยาเฟย หลายวันมานี้ท่านลำบากมากแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด"

หลิวอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นท่าทีหงอยเหงาของหยาเฟย

"เช่นนั้นหยาเฟยขอตัวลาก่อนเจ้าค่ะ"

สิ้นคำกล่าว หยาเฟยก็ค่อยๆ เดินออกจากลานเรือนไป

"หวังว่าทางฝั่งอู๋หมิงจะมีข่าวดีแจ้งกลับมานะ"

หลังจากหยาเฟยจากไป หลิวอวิ๋นก็ยืนอยู่กลางลานเรือนเพียงลำพัง พลางพึมพำกับตนเอง

แดนเขาทมิฬคือดินแดนที่โกลาหลวุ่นวายถึงขีดสุด หลิวอวิ๋นเองก็มิกล้ารับประกันว่าอู๋หมิงจะสามารถเดินทางกลับมาได้อย่างปลอดภัย

ทว่าอย่างไรเสีย การปรากฏขึ้นของวิชายุทธ์ระดับตี้ ย่อมดึงดูดสายตาทุกคู่ในแดนเขาทมิฬอย่างแน่นอน

หลิวอวิ๋นจำได้ว่าในเนื้อเรื่องต้นฉบับ วิชาตัวเบาระดับตี้อย่างอสนีบาตสามพัน ก็ถูกนำมาประมูลที่โรงประมูลตราประทับทมิฬเช่นเดียวกัน

และเมื่องานประมูลครั้งนั้นจบลง ก็บังเกิดการเข่นฆ่าแย่งชิงกันอย่างดุเดือด จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

เซียวเหยียนเองก็ดวงดีราวกับเหยียบขี้หมา อาศัยจังหวะชุลมุนชุบมือเปิบ จึงได้ครอบครองวิชาอสนีบาตสามพันมา

ยามนี้ วิชายุทธ์ระดับตี้อย่างฝ่ามือบดบังนภา ไปปรากฏขึ้นในแดนเขาทมิฬอย่างกะทันหัน อู๋หมิงผู้เป็นผู้นำของไปประมูล ย่อมตกเป็นเป้าสายตาของขุมกำลังใหญ่ในแดนเขาทมิฬอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'ด้วยพลังฝีมือของอู๋หมิง ผนวกกับวิชามายามารเร้นเงา ภายใต้ระดับบรรพชนยุทธ์ ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถรั้งตัวมันเอาไว้ได้'

หลิวอวิ๋นรำพึงในใจ

จากนั้น หลิวอวิ๋นก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป และเริ่มทำการฝึกฝนต่อไป

…………

สามวันให้หลัง ณ ตระกูลเซียวแห่งเมืองอู๋ถาน

ยามนี้ บนลานฝึกซ้อมของตระกูลเซียว มีเด็กหนุ่มเด็กสาวรุ่นเยาว์นับร้อยชีวิตยืนรวมตัวกันอยู่ เสียงจอแจดังเซ็งแซ่กึกก้องไปทั่วบริเวณ

และที่ใจกลางลานฝึกซ้อม ก็มีศิลาทดสอบสีดำทะมึนขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่

ศิลาทดสอบชนิดนี้ สามารถใช้วัดระดับความเข้มข้นของปราณยุทธ์ในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ได้ มันมีมูลค่ามหาศาล มีเพียงตระกูลที่มีรากฐานแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ครอบครอง

และที่เบื้องล่างศิลาทดสอบสีดำ ก็มีผู้คุมสอบหน้าตาเย็นชายืนประจำการอยู่

บริเวณใจกลางลานฝึกซ้อม มีปะรำพิธีที่ยกพื้นสูงขึ้น ด้านบนนั้นมีผู้นำตระกูลเซียวและบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงนั่งประจำที่อยู่

บนปะรำพิธี เซียวจ้านทอดสายตามองลงไปยังเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเบื้องล่าง แววตาของมันฉายชัดถึงความกลัดกลุ้ม

'เหยียนเอ๋อร์ พรสวรรค์ของเจ้าเมื่อใดจึงจะหวนคืนกลับมาเล่า?'

เมื่อนึกถึงคำถากถางเยาะเย้ยที่บุตรชายต้องเผชิญมาตลอดหลายปี เซียวจ้านก็อดมิได้ที่จะรู้สึกปวดร้าวในใจ

"ท่านผู้นำตระกูล วันนี้นายน้อยแห่งตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ หมี่เท่อเอ่อร์ หลิวอวิ๋น จะมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย"

"การทดสอบในครั้งนี้ พวกเราจะต้องแสดงศักยภาพของคนรุ่นเยาว์ตระกูลเซียวให้เป็นที่ประจักษ์ อย่าได้ทำให้ตระกูลเซียวต้องเสียหน้าต่อหน้านายน้อยหลิวอวิ๋นเป็นอันขาด"

ผู้อาวุโสใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างเซียวจ้านปรายตามองเด็กหนุ่มท่ามกลางฝูงชน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ข้าว่าการทดสอบในครั้งนี้ ด้วยระดับพลังของนายน้อยสาม ก็ไม่จำเป็นต้องมาร่วมทดสอบหรอกกระมัง จะได้ไม่ต้องมาขายหน้าประจานตัวเองเปล่าๆ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเซียวจ้านก็ดูหมองคล้ำลง

"เหลวไหลสิ้นดี!"

"การทดสอบของตระกูล คนรุ่นเยาว์ทุกคนในตระกูลล้วนต้องเข้าร่วม นี่คือกฎเกณฑ์ที่บรรพชนตระกูลเซียวตั้งไว้ ผู้อาวุโสใหญ่คิดจะแหกกฎเช่นนั้นหรือ?"

เซียวจ้านตวัดสายตาจ้องมองผู้อาวุโสใหญ่อย่างดุดัน

เมื่อถูกเซียวจ้านตอกกลับจนหน้าหงาย สีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ก็แปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์เล็กน้อย

"หึ ข้าก็แค่หวังดีเท่านั้น เดี๋ยวท่านผู้นำตระกูลก็คอยดูเถิด ว่านายน้อยสามจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!"

กล่าวจบ ผู้อาวุโสใหญ่ก็ตวัดสายตาอันเย็นเยียบไปมองเด็กหนุ่มกลางลานฝึกซ้อม

ท่ามกลางฝูงชน ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มในชุดดำสนิทผู้หนึ่ง ยืนสงบนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่ในมุมอับอันห่างไกล

"พวกเจ้าว่า พลังฝีมือของเจ้าเซียวเหยียนในปีนี้จะก้าวหน้าขึ้นบ้างหรือไม่?"

"ก้าวหน้าบ้าบออันใดกัน ด้วยพรสวรรค์ห่วยแตกของมัน แค่พลังไม่ถดถอยลงไปอีกก็นับว่าบุญโขแล้ว ยังจะหวังให้ก้าวหน้าอีกหรือ ช่างเพ้อเจ้อสิ้นดี!"

"ได้ยินมาว่าวันนี้จะมีบุคคลภายนอกมาร่วมชมการทดสอบของตระกูลเราด้วย ครั้งนี้เจ้าเซียวเหยียนคงได้อับอายขายขี้หน้าไปยันบรรพบุรุษแน่ๆ"

รอบกายของเด็กหนุ่มชุดดำ มีศิษย์ตระกูลเซียวชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์อยู่เป็นระยะ

ถ้อยคำของพวกมันล้วนเต็มไปด้วยการถากถางเยาะเย้ยและสะใจในความโชคร้ายของผู้อื่น

เมื่อได้ยินเสียงรอบข้าง เด็กหนุ่มก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาที่ยังแฝงความเยาว์วัย

ดวงตาสีดำขลับของเขากวาดมองเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่กำลังเยาะเย้ยถากถางอย่างด้านชา รอยยิ้มสมเพชตนเองที่มุมปากของเขาดูเหมือนจะขมขื่นมากยิ่งขึ้น

'ทำไมปากของเจ้าพวกนี้ ถึงได้แกว่งหาเสี้ยนนักนะ?'

'หากข้ามีพลังล่ะก็ ข้าจะฉีกปากเหม็นๆ ของพวกเจ้าให้แหลกคามือเลยคอยดู'

ทว่าเมื่อนึกถึงสถานการณ์ของตนเองในยามนี้ เด็กหนุ่มก็อดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา

'สวรรค์ ท่านส่งข้ามาเกิดในตระกูลใหญ่นี้ ก็เพื่อจะเล่นตลกกับข้าอย่างนั้นหรือ?'

เด็กหนุ่มยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในมุมมืด แผ่นหลังอันอ้างว้างของเขา ดูราวกับแปลกแยกจากโลกทั้งใบ

และในวินาทีนั้นเอง บริเวณปลายสุดของลานฝึกซ้อมก็พลันบังเกิดความโกลาหลขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ศิษย์ตระกูลเซียวจำนวนไม่น้อยหันไปมอง ก็พบว่าเบื้องหน้าลานฝึกซ้อม มีเด็กหนุ่มในชุดขาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้

เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้มีรูปโฉมหล่อเหลา สง่างามเหนือสามัญ เพียงพริบตาเดียวก็สามารถขโมยหัวใจของหญิงสาวในลานฝึกซ้อมไปได้ไม่น้อย

และเมื่อทอดสายตาไปเห็นเด็กหนุ่มชุดขาว เซียวจ้านและบรรดาระดับสูงของตระกูลเซียวบนปะรำพิธีก็พากันหน้าถอดสี พวกเขารีบลุกลงจากปะรำพิธีอย่างรวดเร็ว

"นายน้อยหลิวอวิ๋นให้เกียรติมาเยือนตระกูลเซียว เซียวจ้านเสียมารยาทที่มิได้ออกไปต้อนรับให้ไกลกว่านี้ ขอท่านโปรดอภัย!"

เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นี้ ก็คือหลิวอวิ๋นที่เดินทางมาร่วมชมการทดสอบประจำปีของตระกูลเซียวนั่นเอง!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 12 - คำเชิญจากตระกูลเซียว!

คัดลอกลิงก์แล้ว