- หน้าแรก
- ฟุตบอล ยิงครั้งเดียว ตาข่ายสะเทือนทั้งสนาม
- บทที่ 13 เพชฌฆาตโดยกำเนิด
บทที่ 13 เพชฌฆาตโดยกำเนิด
บทที่ 13 เพชฌฆาตโดยกำเนิด
บทที่ 13 เพชฌฆาตโดยกำเนิด
ฟลอเรสตอนนี้มีอารมณ์ผสมปนเปทั้งตื่นเต้นและสับสน
เมื่อครู่...จากข้างสนาม...เขาเห็นหลินหรานใช้ท่า “สับขาหลอก” สองครั้งติด เพื่อเลี้ยงผ่านกองหลังและผู้รักษาประตูทีมสีเหลือง ก่อนจะส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย... มันทำเอาเขาแทบกรามค้าง
ท่ายากขนาดนี้ แถมยังทำด้วยความเร็วสูงและต่อเนื่องลื่นไหล... เขาเคยเห็นแค่โรนัลโด้ตอนพีคเท่านั้นที่ทำได้
และตอนนี้...แม้แต่ตัวโรนัลโด้เองที่เลยจุดพีคและยังค้าแข้งอยู่กับเรอัล มาดริด ก็เลิกใช้ท่านี้ไปนานแล้วเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บ
ท่านี้เรียกร้องสภาพร่างกายของผู้เล่นสูงเกินไป ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของแกนกลางลำตัวและหัวเข่าที่มั่นคงอย่างมหาศาล... ไม่อย่างนั้นแรงกดดันมหาศาลที่เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหวจะนำไปสู่อาการบาดเจ็บแน่นอน
แต่ไอ้หนูจีนคนนั้นกลับใช้ท่านี้ติดกันสองครั้ง แถมยังมีองศาการโยกหลอกที่กว้างมาก... นี่ถือเป็นภาระหนักอึ้งต่อร่างกายสุด ๆ
เขาไม่คาดคิดเลยว่าเด็กจีนที่ดูรูปร่างผอมบางคนนี้ จะมีสมรรถภาพร่างกายที่น่าทึ่งขนาดนี้... หากให้เวลาเขาพัฒนา เขาจะกลายเป็นโรนัลโด้คนต่อไปได้หรือไม่?
ฟลอเรสไม่กล้าจินตนาการ...ภาพมันสวยงามเกินไป
นั่นเป็นเหตุผลที่เขาสั่งให้กองกลางทีมสีแดงขยันส่งบอลให้หลินหราน เขาอยากเห็นกับตาว่าศักยภาพที่แท้จริงของเด็กจีนคนนี้มีมากแค่ไหนกันแน่
ขณะเดียวกัน โมย่าที่รับหน้าที่จดบันทึก ก็เริ่มตวัดปากกาเขียนยุกยิกลงบนหน้ากระดาษของหลินหรานในสมุดโน้ต
“ทักษะการเลี้ยงกินตัวช่ำชอง ร่างกายแข็งแกร่ง เยือกเย็นหน้าปากประตูมาก”
นี่เป็นข้อดีข้อแรกเกี่ยวกับหลินหรานที่ถูกบันทึกลงในสมุดของเขา
การแข่งขันในสนามดำเนินต่อ...ทีมสีเหลืองเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มเล่น
เพิ่งจะเสียประตูไปหมาด ๆ คราวนี้ทีมสีเหลืองจึงเล่นดุดันขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นหน้าใหม่ 3 คนในทีมสีเหลืองที่กระตือรือร้นอยากโชว์ฟอร์มให้เข้าตาเฮดโค้ช
ทว่าระดับฝีเท้าของพวกเขามีจำกัด ผลงานจึงยังดูจืดชืด
ไม่กี่นาทีต่อมา ความผิดพลาดของผู้เล่นใหม่คนหนึ่งทำให้ทีมสีแดงตัดบอลได้ในแดนตัวเอง กองหลังวางยาวข้ามไปแดนกลางทันที...กองกลางหมายเลข 11 ของทีมสีแดงเก็บบอลได้
ด้วยการจับบอลแล้วพลิกตัวอย่างนิ่มนวล เขาหลบการเข้าบีบของกองหลังทีมสีเหลืองได้อย่างหมดจด แล้วเลี้ยงจี้เข้าสู่แดนบุก
เขาเร็วมาก...เพียงไม่กี่วินาทีก็พาบอลมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ
กองหลังทีมสีเหลืองรีบเข้ามาสกัด กองกลางหมายเลข 11 เหลือบมองเข้าไปในเขตโทษคู่แข่ง เห็นหลินหรานสปีดทำทางเข้าไปแล้ว เขาจึงจ่ายทะลุช่องทันที...ลูกบอลไหลผ่านกองหลังทีมสีเหลือง พุ่งตรงเข้าหาหลินหราน
หลินหรานยื่นเท้าแตะบอลที่พุ่งเข้ามา ด้วยสัมผัสแรกที่เป็นธรรมชาติ เขาพาบอลไปข้างหน้าและเผชิญหน้ากับประตูโดยตรง
เซ็นเตอร์แบ็กทีมสีเหลืองสองคนพุ่งเข้ามาปิดทันควัน
หลังจากได้รับบทเรียนจากความผิดพลาดครั้งก่อน คราวนี้พวกเขาไม่กล้าปล่อยให้หลินหรานดวลตัวต่อตัวอีกแล้ว
ทั้งสองคนมีท่าทีราวกับกำลังเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ สายตาจ้องเขม็งไปที่ลูกบอลแทบเท้าหลินหราน ระแวดระวังตลอดเวลาว่าหลินหรานจะงัดท่าเลี้ยงหลอกออกมาใช้อีก
พวกเขาไม่อยากโดนหลินหรานเลี้ยงเผาเครื่องซ้ำสองแน่ ๆ
ทว่า...สิ่งที่ทำให้พวกเขาแปลกใจคือ คราวนี้หลินหรานไม่ได้เลี้ยงจี้ต่อ แต่เลือกที่จะยิงประตูจากจังหวะยืนนิ่ง ๆ ดื้อ ๆ เลย
เห็นดังนั้น กองหลังทีมสีเหลืองทั้งสองคนก็ลอบถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน... ขอแค่ไม่เลี้ยงหลอกก็พอ
พวกเขาปิดมุมยิงไว้แทบหมดแล้ว การรีบร้อนยิงในสถานการณ์แบบนี้โอกาสพลาดเป้ามีสูงมาก
และต่อให้ยิงตรงกรอบ ผู้รักษาประตูข้างหลังพวกเขาก็ไม่ใช่หมูที่จะเคี้ยวได้ง่าย ๆ
แต่ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว พวกเขาก็ต้องตะลึงงันกับภาพตรงหน้า
ลูกยิงของหลินหรานไม่ใช่การหวดเต็มข้อ ไม่ใช่การชิพข้ามหัว และไม่ใช่การแปด้วยข้างเท้าด้านใน
เขาใช้ “ปลายเท้าจิ้ม” ลูกบอลไปข้างหน้าฉึกเดียว...ลูกบอลพุ่งวาบราวกับกระสุนปืนใหญ่ ลอดผ่านหว่างขาที่กางออกของกองหลังทีมสีเหลืองคนหนึ่ง แล้วเสียบโคนเสาขวาล่างของประตูอย่างแม่นยำ
ผู้รักษาประตูที่ถูกกองหลังบังทางมองไม่เห็นจังหวะง้างเท้าของหลินหรานชัดเจน กว่าลูกบอลจะโผล่พ้นหว่างขากองหลังมาถึงหน้าประตู ก็สายเกินกว่าจะตอบสนองทัน
เขาทำได้เพียงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนที่ลูกบอลจะเบียดเสาในเข้าไปนอนสงบนิ่งที่มุมล่างขวา
“ปี๊ด!”
ผู้ตัดสินชั่วคราวในสนามเป่านกหวีด สัญญาณว่าประตูนี้เป็นประตูที่ถูกต้อง
วินาทีนั้นเอง กองหลังและผู้รักษาประตูทีมสีเหลืองถึงเพิ่งรู้ตัวว่าประตูที่พวกเขาเฝ้าระวังถูกเจาะทะลวงเสียแล้ว
นึกย้อนถึงลูกยิงสุดพิสดารเมื่อครู่ ผู้เล่นเกมรับต่างก็พูดไม่ออก... ประตูนี้มันน่าเจ็บใจเกินไปแล้ว
พวกเขายังไม่ทันได้ตอบโต้ บอลก็เข้าไปกองก้นตาข่ายแล้ว
มันเหมือนกับนักฆ่าไร้เงาที่ลงมือสังหารเงียบเชียบในพริบตา
เป้าหมายยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกปลิดชีพไปอย่างงงงวย
มันช่างน่าหงุดหงิดหัวใจเหลือเกิน
ทีมสีแดงเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหมายเลข 11 ที่เป็นคนจ่ายบอลให้หลินหราน
เขาแค่ทำตามคำสั่งเฮดโค้ชที่ให้ส่งบอลให้หลินหรานบ่อย ๆ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนลูกจ่ายนี้เป็นสกอร์ได้จริง ๆ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกองหลังสองคนขวางอยู่ และสองคนนั้นก็ไม่ใช่ไก่กา
แต่ที่ทำให้เขาทึ่งสุด ๆ คือหลินหรานทำประตูด้วยวิธีพิสดารแบบนั้น
ยังไงซะ มันก็เป็นประตู...เขารีบวิ่งไปแท็กมือฉลองกับหลินหราน พร้อมเอ่ยชม
“ไอ้หนูจีน ลูกเมื่อกี้โคตรเหลือเชื่อ!”
เพื่อนร่วมทีมสีแดงคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงก็เข้ามาตบไหล่แสดงความยินดีกับหลินหราน
“พระเจ้าช่วย! หมอนั่นทำได้ยังไง? สองคนนั้นยังเอาไม่อยู่”
“เขาหาช่องว่างเล็กนิดเดียวเจอได้ยังไง... ไม่มีใครเหมือนจริง ๆ”
“ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าผู้รักษาประตูทีมสีเหลืองจะหลอนขนาดไหน”
“ฮ่าฮ่า! นายตลกเกินไปแล้วเพื่อน ฉันว่าเราควรถามถึงสภาพจิตใจของกองหลังที่โดนลอดดากด้วยนะ”
ทีมงานโค้ชและบุคลากรข้างสนามต่างก็ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง
วินาทีที่หลินหรานทำประตูได้ ฟลอเรสกำหมัดแน่นแล้วเหวี่ยงแขนลงอย่างแรง ปลดปล่อยความสะใจออกมา
เขากล่าวอย่างตื่นเต้นกับโมย่าข้าง ๆ
“โมย่า ฉันว่าเราเจอสุดยอดกองหน้าเข้าให้แล้ว... หมอนี่จะเป็นฝันร้ายของแนวรับคู่แข่งแน่นอน”
โมย่าที่ยังคงจดบันทึกฟอร์มของหลินหรานอยู่ แปลกใจเล็กน้อย
“แค่ลูกเดียวเนี่ยนะ คุณมั่นใจขนาดนั้นเลย?”
“ประตูนี้สะท้อนอะไรหลายอย่าง ทั้งการเลือกวิธีจบสกอร์ ความเยือกเย็นหน้าปากประตู และสัญชาตญาณนักล่า... ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ประตูนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด”
ฟังการวิเคราะห์ของฟลอเรส โมย่าพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเขาจึงเขียนประโยคหนึ่งลงในสมุดโน้ต
“เพชฌฆาตโดยกำเนิด”
การแข่งขันในสนามดำเนินต่อ...เนื่องจากหลินหรานซัดไปแล้วสองประตู ทีมสีเหลืองจึงเพิ่มความเข้มข้นในการประกบตายเขาอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องนี้ทำให้หลินหรานที่มีทักษะพื้นฐานไม่ค่อยดีนักเล่นยากขึ้นมากในการจะรับบอล แม้จะเก็บบอลได้บ้างบางครั้ง แต่ก็จะถูกเข้าปะทะทำลายจังหวะอย่างรวดเร็ว
ทว่า...สิ่งนี้กลับเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นเกมรุกคนอื่นของทีมสีแดง ในช่วงท้ายเกม กองหน้าทีมสีแดงอีกคนที่ไม่มีตัวประกบก็ทำประตูได้ในที่สุด
จบเกมการแข่งขัน ทีมสีแดงถล่มชนะไป 3–0