- หน้าแรก
- กล้าท้าทายยมบาลน้อย เดี๋ยวจะส่งไปลงนรกให้เกลี้ยง
- บทที่ 7 บังคับชิงเป่าคุกเข่าต่อหน้าบรรพชน
บทที่ 7 บังคับชิงเป่าคุกเข่าต่อหน้าบรรพชน
บทที่ 7 บังคับชิงเป่าคุกเข่าต่อหน้าบรรพชน
บทที่ 7 บังคับชิงเป่าคุกเข่าต่อหน้าบรรพชน
"เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลซู จะไม่เคารพกราบไหว้ได้อย่างไร มารดาของซูเหมิงเหมิงสร้างความดีความชอบทางทหาร ต่อให้นางมาถึงก็ยังต้องคุกเข่าเลย!"
ผู้นำตระกูลอธิบาย โดยไม่ตั้งใจที่จะเปรียบเทียบระหว่างสองแม่ลูก แม้แต่ผู้นำตระกูลที่ยุติธรรมเช่นเขา ก็ยังเผลอลำเอียงเข้าข้างซือเหยาและลูกสาวอย่างไม่รู้ตัว
ทว่าชิงเป่าไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ การที่นางเคยรับหน้าที่เป็นผู้พิพากษามาหลายปี ย่อมเข้าใจดีว่าธรรมชาติของมนุษย์มักจะเข้าข้างผู้ที่แข็งแกร่งกว่าซึ่งตนสามารถหาผลประโยชน์ได้
ส่วนมารดาของนางนั้น ไม่เป็นที่รักของครอบครัวเดิม ทางบ้านสามีก็ไม่เหลียวแล ต้องทนอยู่ชนบทมาถึงสองปี ซ้ำรอยพ่อแม่บุญธรรมก็หายสาบสูญ ย่อมจัดอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่โชคดีที่นาง ชิงเป่า ได้กลับมาแล้ว ในชาตินี้ พวกนางจะไม่มีวันยอมทนรับความคับแค้นใจใดๆ อีกเด็ดขาด
"คนอื่นก็คือคนอื่น ข้าก็คือข้า พวกเขาจะมาเทียบกับข้าได้อย่างไร" ชิงเป่าตอบผู้นำตระกูลกลับไปโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ขณะที่ผู้นำตระกูลกำลังจะอ้าปากดุด่า ชิงเป่าก็จูงมือมารดาเดินกลับเรือนของตนไปแล้ว
ปัง— ร่างเล็กปิดประตูเสียงดังสนั่น
ผู้นำตระกูลถูกนางทำให้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "ดูบุตรสาวตัวดีของเจ้าสิ ข้าก็นึกว่าตกระกำลำบากมาสองปีจะทำให้นางรู้ความขึ้นบ้างเสียอีก" เขาหันไปบ่นกับซูเซียว
ซูเซียวมองไปยังเรือนหลังนั้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลายังเหลืออีกพักใหญ่กว่าจะรุ่งสาง ชาวบ้านต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับพิธีเซ่นไหว้บรรพชนของตระกูลในวันรุ่งขึ้น
รอยบาดเจ็บที่ชิงเป่าได้รับจากการทำร้ายของซูเหมิงเหมิงยังคงปรากฏให้เห็น ซือเหอนำไข่ต้มอุ่นๆ มาคลึงบนใบหน้าของชิงเป่าอย่างแผ่วเบาเพื่อลดรอยบวม นางเจ็บปวดใจจนน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม
"แม่เพิ่งจะออกไปได้ไม่นานแท้ๆ พวกเขากลับรังแกเจ้าถึงเพียงนี้"
เป็นความผิดของนางเองที่ถูกสลับตัวไปตั้งแต่เกิด ทำให้นางไร้ซึ่งอำนาจบารมีที่จะปกป้องบุตรสาวของตนเองได้
ใบหน้าของชิงเป่ากลมเกลี้ยงยิ่งกว่าไข่ต้ม นางลืมตาที่กลมโตหยาดเยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วว่า "ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลย ตอนนี้พวกเราสบายดีขึ้นมากแล้วนะเจ้าคะ"
นางไม่กล้าแม้แต่จะเล่าให้มารดาฟังเลยว่าในชาติก่อนชีวิตของพวกนางน่ารันทดเพียงใด สองแม่ลูกอาศัยอยู่ที่นี่มาถึงสองปี ปกติแล้วต้องรอนานนับสิบวันกว่าจะได้กินไข่สักฟอง และได้เสื้อผ้าชุดใหม่เพียงปีละชุดเท่านั้น
ขาดสารอาหารจนซือเหอผ่ายผอมและอ่อนแอลงมาก ทว่านางกลับเลี้ยงดูชิงเป่าจนมีพวงแก้มกลมยุ้ย ขาวอวบและนุ่มนิ่ม ดูงดงามยิ่งกว่าเด็กๆ ในภาพมงคลปีใหม่เสียอีก
"อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะท่านแม่ ไม่ร้องนะ ชิงเป่าจะกินขนมน้ำตาลปั้น" นางยังไม่ได้กินขนมน้ำตาลปั้นที่มารดานำกลับมาเมื่อตอนกลางวันเลยสักชิ้นเดียว
เมื่อเห็นขนมน้ำตาลปั้น ชิงเป่าก็ลังเลไปเล็กน้อย พลันนึกถึงความเจ็บปวดตอนที่ซูเหมิงเหมิงยัดมันเข้าปากนางอย่างแรงจนบาดเจ็บ แต่นางก็ไม่พูดอะไร หยิบมันขึ้นมาแล้วกัดคำโต
ร่างเล็กเคี้ยวตุ้ยๆ หยีตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวด้วยความพึงพอใจ "หวานจังเลย ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่"
ซือเหอเกรงว่าลูกจะติดคอจึงรินน้ำให้นาง หลังจากนั้นครู่หนึ่ง นางก็เก็บข้าวของแล้วเดินออกจากห้องไป นางหันหลังให้บุตรสาวและกินไข่ต้มที่เพิ่งใช้ประคบหน้าชิงเป่าเมื่อครู่นี้
ทันใดนั้น ในไข่ขาวที่นางกำลังเคี้ยวกลับมีรสชาติหวานกรอบปะปนอยู่ ซือเหอชะงักไป พลันนึกขึ้นได้ว่าตอนที่นางรินน้ำให้บุตรสาวเมื่อครู่ ขนมน้ำตาลปั้นบนโต๊ะหายไปชิ้นหนึ่ง
หัวใจของนางพลันรู้สึกหวานล้ำ
รุ่งอรุณมาเยือน ชาวบ้านเริ่มทยอยพากันมารวมตัวที่ศาลบรรพชน
ผู้นำตระกูลให้คนนำร่างไร้วิญญาณของซูต้าจ้วงและมารดาไปซ่อนไว้ในบ้านของพวกเขา โดยตั้งใจจะจัดงานศพให้หลังจากพิธีเซ่นไหว้เสร็จสิ้น
นับตั้งแต่ก่อตั้งตระกูลซูมา ยังไม่เคยมีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้มาก่อน ทุกคนจึงให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นอย่างมาก
ซือเหอก็พาบุตรสาวมาร่วมด้วยเช่นกัน ชิงเป่าสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่มารดานำกลับมาให้เมื่อวานนี้
ด้านนอกประตูศาลบรรพชน ฮูหยินเฒ่าซูถูกคนขวางไว้ตามคำสั่งของผู้นำตระกูล
"ผู้นำตระกูล ข้าแค่เลอะเลือนไปชั่วขณะ เรื่องเมื่อวานเอาไว้สะสางทีหลังได้หรือไม่ วันนี้ได้โปรดให้ข้าเข้าไปกราบไหว้เถอะ อย่างไรเสียคนที่กลับมาอย่างมีชัยก็คือบุตรชายของข้านะ"
แม้ว่าฮูหยินเฒ่าซูจะเป็นนายหญิงผู้เฒ่าแห่งจวนแม่ทัพ แต่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในตระกูลก็คือผู้นำตระกูลอยู่ดี ต่อให้เป็นแม่ทัพเฒ่าซูเองก็ยังมิอาจขัดคำสั่งผู้นำตระกูลได้ มิฉะนั้นจะถือเป็นการลบหลู่บรรพชน
"ฮูหยินผู้เฒ่า ถ้าท่านสำนึกผิดจริง ก็จงไปขอโทษซือเหอเถิด หากนางยอมยกโทษให้ ข้าก็จะถอนคำพูดที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้"
ผู้นำตระกูลไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าลำบากใจ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าทำลงไปนั้นผิดจริง และผู้ถูกกระทำก็คือลูกสะใภ้ของนางเอง หากเขาไม่ลงโทษการกระทำอันน่าอัปยศเช่นนี้ ย่อมเกิดเสียงครหาในหมู่คนในตระกูลอย่างไม่จบไม่สิ้น ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงโยนความขัดแย้งนี้ออกไป
ซือเหอที่เพิ่งจูงมือชิงเป่ามาถึง ก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าและผู้นำตระกูลเรียกตัวไปทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าจับมือซือเหอเอาไว้และเอ่ยว่า "ซือเหอ บอกผู้นำตระกูลไปสิว่าเจ้ายกโทษให้ข้าสำหรับเรื่องเมื่อวานแล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าเคยชินกับการออกคำสั่งกับซือเหอ จนไม่ตระหนักเลยว่าคำพูดของตนนั้นไม่เหมาะสมเพียงใด นางคิดแค่ว่าซือเหอก็เป็นเหมือนเครื่องมือที่เชื่องเชื่อ สั่งให้ทำอะไรก็ทำโดยไม่มีปากมีเสียง
ซือเหอเม้มริมฝีปากแน่นแล้วมองไปทางผู้นำตระกูล "ข้าไม่สามารถทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้เจ้าค่ะ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความบริสุทธิ์ของข้าและอีกสองชีวิต ข้าหวังว่าผู้นำตระกูลจะจัดการเรื่องนี้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่แค่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ" พูดจบ นางก็สะบัดมือฮูหยินเฒ่าซูออกแล้วจูงมือชิงเป่า
"ชิงเป่า ไปกันเถอะ"
ชิงเป่าพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง และก้าวขาสั้นๆ เดินตามมารดาเข้าไปในศาลบรรพชน
ฮูหยินเฒ่าซูโกรธจัด ตะโกนลั่นราวกับโดนตบหน้า รู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบทนไม่ไหว "ซือเหอ ท่าทีเช่นนี้คืออะไรกัน! หากเจ้าไม่กลับมาขอโทษข้า ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเสวยสุขในตระกูลซูอีกเลย!"
"ซือเหอ!!!"
เสียงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดของหญิงชราทำให้คนในตระกูลหลายคนหันมามอง
ฮูหยินเฒ่าซูรีบเอามือปิดปากตนเอง "ผู้นำตระกูล หากบุตรชายของข้าเห็นนางแข็งข้อกับแม่สามีเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องหย่านางแน่ ท่านไม่ต้องไปใส่ใจหรอกว่านางจะยอมยกโทษให้ข้าหรือไม่"
"มันไม่ใช่เรื่องที่ว่านางจะยกโทษให้ท่านหรือไม่" ผู้นำตระกูลกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ "ข้าเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทางที่ดีท่านรออยู่ข้างนอกเถิด"
กล่าวจบ ผู้นำตระกูลก็เดินตามเข้าไปเช่นกัน
นอกประตู ฮูหยินเฒ่าซูกระทืบเท้าด้วยความโกรธเกรี้ยว กัดฟันกรอดๆ จนแทบจะอกแตกตาย
ภายในศาลบรรพชน ผู้ที่เริ่มทำพิธีเซ่นไหว้เป็นคนแรกคือผู้นำตระกูล โดยมีซูเซียวคุกเข่าอยู่เคียงข้าง พวกเขาจุดธูป สวดมนต์ขอพร และเผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อบอกกล่าวแก่บรรพชนตระกูลซูทั้งสามรุ่นว่า ซูเซียวได้สร้างความดีความชอบทางทหารอันยิ่งใหญ่และกลับมารับราชการที่ราชสำนักแล้ว
เมื่อกลับไปถึงเมืองหลวง เขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพขั้นหกอย่างเป็นทางการ
ลำดับถัดมาคือการเซ่นไหว้ของคนในตระกูล หลังจากที่ซือเหอกราบไหว้เสร็จสิ้น ก็ถึงคราวของซูเหมิงเหมิง ท่าคุกเข่าของนางนั้นงดงามไร้ที่ติ และนางก็เอื้อนเอ่ยถ้อยคำอันไพเราะต่อบรรพชน
"เหมิงเหมิงกราบขอบพระคุณท่านทวด ท่านเทียด และท่านปู่ที่คอยคุ้มครอง ทำให้ท่านพ่อของเหมิงเหมิงกลับมาได้อย่างปลอดภัย ในชาตินี้ เหมิงเหมิงขอสาบานว่าจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ตระกูลซู และจะไม่มีวันทำให้ท่านทวด ท่านเทียด ท่านปู่ หรือท่านพ่อต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันขาด..."
น้ำเสียงของนางทั้งนุ่มนวลและอ่อนหวาน ทำให้พวกผู้ใหญ่ต่างพากันเอ่ยชมว่านางช่างรู้ความนัก ซูเหมิงเหมิงเงยหน้าขึ้นมองผู้ใหญ่แต่ละคน "เป็นเพราะท่านพ่อท่านแม่สั่งสอนข้ามาดีเจ้าค่ะ เหมิงเหมิงไม่ได้โดดเด่นอะไรขนาดนั้นหรอก"
ซูเซียวลูบศีรษะนาง ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ช่างเป็นบุตรสาวที่คู่ควรกับเขาและเหยาเอ๋อร์จริงๆ
คนต่อไป ถึงคราวของชิงเป่าที่ต้องคุกเข่ากราบไหว้แล้ว
ชิงเป่ายืนอยู่ด้านข้าง ดูดนิ้วโป้งพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ 'ถ้าข้าแกล้งเป็นลม ก็อาจจะไม่ต้องคุกเข่าก็ได้นะ'
"ชิงเป่า ถึงตาเจ้าแล้ว!" ผู้นำตระกูลเรียกนาง
ชิงเป่าหลุดออกจากภวังค์ความคิดและส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย "ท่านผู้นำตระกูล ข้าคุกเข่าไม่ได้หรอก"
นางเป็นถึงผู้พิพากษานะ ในปรโลก นอกจากพญายมราชแล้ว ทุกคนล้วนต้องคุกเข่าให้นางทั้งนั้น! หากนางคุกเข่าให้ เกรงว่าคงไม่มีวิญญาณดวงไหนรับการกราบไหว้นี้ได้หรอก
ชิงเป่าส่ายหัวดุจป๋องแป๋ง "อีกอย่าง เมื่อคืนข้าก็บอกพวกท่านไปแล้ว ข้ามาที่นี่ได้ แต่ข้าคุกเข่ากราบไหว้ไม่ได้เด็ดขาด"
นางพูดอย่างสุภาพมากแล้วนะ แต่คนพวกนี้ดูเหมือนจะไม่เข้าใจเอาเสียเลย
ผู้นำตระกูลเอ่ยว่า "ชิงเป่า เจ้าไม่รู้ความเหมือนเหมิงเหมิงเอาเสียเลย รีบมากราบไหว้เร็วเข้า มิเช่นนั้นก็อย่าหาว่าปู่ผู้นำตระกูลคนนี้โมโหก็แล้วกัน"
ชิงเป่าขมวดคิ้ว ผู้นำตระกูลคนนี้ฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร? ได้ งั้นเดี๋ยวนางจะพูดภาษาผีให้ฟังก็แล้วกัน