- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 74 สายหมอก
บทที่ 74 สายหมอก
บทที่ 74 สายหมอก
บทที่ 74 สายหมอก
เหนือห้วงนภาของที่ราบสีดำ แสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไป๋ตงหลินที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงพลันสีหน้าเปลี่ยนไป แสงหลบหนีแตกกระจายออกในพริบตา แรงดึงดูดมหาศาลอันน่าสะพรึงกลัวฉุดกระชากร่างของเขาลงสู่เบื้องล่างอย่างรุนแรง
ตูม!
ร่างที่ร่วงหล่นลงมาจากความสูงนับหมื่นเมตรด้วยความเร็วสูง กระแทกเข้ากับที่ราบสีดำจนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา เมื่อฝุ่นควันจางหายไป ไป๋ตงหลินผู้ไร้รอยขีดข่วนก็ก้าวเดินออกมาจากหลุมนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ห้ามบินงั้นหรือ?"
หลังเร่งเดินทางมาครึ่งชั่วยาม ระยะทางสู่ส่วนลึกที่สุดของที่ราบสีดำที่เขาสัมผัสได้ยังคงห่างไกลนัก ที่ราบสีดำแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
การที่สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ราบรื่นดั่งใจนับว่าอยู่ในความคาดหมาย ภายในเขตฝังศพแห่งนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เขาเตรียมใจเอาไว้พร้อมแล้ว
"เหอะ คนอื่นเขามีแต่หลานช่วยปู่ แต่ข้านี่สิ กลับต้องไปช่วยหลานตัวเอง"
เขาส่ายหน้า ในเมื่อบินบนอากาศไม่ได้ ก็ต้องไปทางภาคพื้นดิน ร่างของเขาไหววูบหายวับไปในพริบตา หลงเหลือเพียงหลุมที่แตกระเบิดไว้ ณ จุดเดิม
พละกำลังกายาของไป๋ตงหลินในยามนี้แข็งแกร่งเพียงใด?
เมื่อเปิดช่องวิญญาณแห่งมนุษย์หนึ่งจุด จะเพิ่มพละกำลังกายาได้หนึ่งพันชั่ง เมื่อเปิดช่องวิญญาณแห่งปฐพีหนึ่งจุด จะเพิ่มได้สองพันชั่ง ส่วนช่องวิญญาณแห่งสวรรค์นั้นเป็นการเพิ่มพูนปัญญาทางจิตวิญญาณ มิเกี่ยวข้องกับพละกำลังหรือโลหิตปฐม
การเปิดออกของช่องวิญญาณมนุษย์และปฐพีทำให้พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้นสี่แสนชั่ง ทว่านั่นเป็นเพียงการยกระดับขั้นพื้นฐานจากการเปิดช่องวิญญาณเท่านั้น การบำรุงช่องวิญญาณและการสลักกฎเกณฑ์ในช่วงที่ผ่านมายังช่วยเพิ่มพลังขึ้นอีกไม่น้อย รวมกับกายาเดิมที่เคยถูกหล่อหลอมด้วยพลังงานเสริมแกร่งมาแล้ว
ในยามที่มิได้ระเบิดโลหิตปฐมหรือใช้วิชาลับ พละกำลังกายาบริสุทธิ์ของเขามีมากถึงแปดแสนชั่ง!
ร่างกายเล็ก ๆ กลับซ่อนเร้นไว้ด้วยพลังประหลาดอันน่าหวาดหวั่น ลำพังเพียงหมัดเหล็กที่ใช้แรงกายล้วน ๆ หมัดหนึ่งก็หนักถึงสี่ร้อยตัน!
หมัดเล็ก ๆ ที่หนักถึงสี่ร้อยตัน หากซัดเข้าที่หน้าอก ดูสิว่าใครจะทนไหว!
ผู้บำเพ็ญกายาคืออะไร? นี่แหละคือผู้บำเพ็ญกายา!
เพียงก้าวเท้าลงเบา ๆ พื้นพสุธาก็ปริแตก แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลทำให้ความเร็วของเขาแทบไม่ต่างจากการพุ่งทะยานด้วยแสงหลบหนี ดังนั้นกฎต้องห้ามบินจึงมิอาจส่งผลกระทบต่อเขาได้เลย ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความระมัดระวัง ในเมื่อเขตอาคมต้องห้ามบินปรากฏขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เกรงว่าภยันตรายคงอยู่ไม่ไกลแล้ว
"อืม... อื้ม... อา... อ้า..."
สีหน้าของไป๋ตงหลินเปลี่ยนไปเล็กน้อย ใบหูขยับไหว เสียงเพลงที่ค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นดังมาจากเบื้องหน้า
เสียงเพลงอันไพเราะ นุ่มนวล และอ่อนหวาน ประหนึ่งมีมือน้อย ๆ นุ่มนิ่มนับไม่ถ้วนกำลังนวดเฟ้นไปบนสมองของเขา ถึงกับทำให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง ความรู้สึกรื่นรมย์ถาโถมจนเขามิอาจห้ามรอยยิ้มบนใบหน้าได้
ณ ใจกลางทะเลเทพ ดวงวิญญาณลืมตาขึ้น ริมฝีปากขยับไหว เสียงแห่งพุทธะอันทรงอำนาจและยิ่งใหญ่ดังพ้องกังวานไปทั่วทะเลเทพ
"โอม! มณี! ปัท! เม! หุม!"
ไป๋ตงหลินดึงสติกลับมาได้ในพริบตา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบ วิชามายาช่างน่าหวาดหวั่นนัก! ด้วยเจตจำนงอันแกร่งกล้าของเขา กลับหลงระเริงไปในนั้นโดยไม่รู้ตัว หากมิใช่เพราะเขามีไพ่ตายซ่อนไว้มากมาย คงจะตกหลุมพรางเข้าเสียแล้ว
มือทั้งสองตั้งดัชนีกระบี่ รวบรวมกำลัง พุ่งทะลวงเข้าใส่หูทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
ไร้ผล!
เสียงเพลงนี้ประหนึ่งดังมาจากเบื้องลึกของห้วงคำนึง มิจำเป็นต้องผ่านโสตประสาทแต่อย่างใด หูทั้งสองที่ถูกทะลวงฟื้นฟูสภาพอย่างรวดเร็ว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย วิชามายาเช่นนี้ค่อนข้างข่มทางเขาอยู่บ้าง ทว่าดวงวิญญาณของเขาในยามนี้ก็มิใช่ดั่งวันวาน ในใจจึงยังคงมีความมั่นใจอยู่บ้าง
เขาเคลื่อนร่างมุ่งหน้าต่อไป ข้าอยากจะเห็นนักว่าสิ่งใดกันที่ขับขานบทเพลงไพเราะปานนี้ได้ หรือจะเป็นนางเงือกในตำนานกันแน่?
ยิ่งลึกเข้าไป ชั้นหมอกสีขาวก็เริ่มปรากฏขึ้นบนที่ราบสีดำอย่างไม่รู้ตัว หมอกขาวหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่สายตาของไป๋ตงหลินก็มองเห็นได้เพียงระยะหนึ่งจั้งเท่านั้น
จิตสัมผัสเทพแผ่ซ่านออกมา ทว่าหมอกประหลาดนี้กลับข่มจิตสัมผัสเทพได้อย่างรุนแรง ยิ่งกว่าชั้นหินเสียอีก ทำได้เพียงแผ่ขยายออกไปได้แค่พันจั้ง
เสียงเพลงที่เคยระบุตำแหน่งได้ชัดเจนว่าอยู่เบื้องหน้า บัดนี้กลับเลื่อนลอยไม่แน่นอน เสียงเพลงแว่วมาจากทุกสารทิศจนแยกแยะไม่ได้
หากเป็นผู้อื่นในยามนี้คงสูญเสียทิศทางและหลงทางอยู่ในม่านหมอกอย่างสิ้นเชิง แต่ไป๋ตงหลินมิต้องกังวลเรื่องนี้ กำไลมรรคสูงสุดที่เชื่อมต่อกับดวงวิญญาณของเขาเปรียบเสมือนประภาคารที่คอยนำทางเขาจากระยะไกล
เขาหาได้นำพาต่อเสียงเพลงและม่านหมอกไม่ ยังคงมุ่งหน้าทะยานไปในทิศภาพของกำไลอย่างไม่ลดละ
การเคลื่อนที่อย่างไม่หยุดยั้งของไป๋ตงหลินส่งผลให้ม่านหมอกแปรเปลี่ยนไปอีกครา หมอกรอบกายเริ่มม้วนตลบ ปรากฏเงาร่างอ้อนแอ้นร่ายรำอยู่กลางกลุ่มหมอก อาภรณ์บางเบาดุจปีกจักจั่นปกปิดจุดลี้ลับเพียงหมิ่นเหม่ วูบวาบเลือนราง เย้ายวนใจจนถึงที่สุด
เหอะ! กลเม็ดเด็กร้าย!
ภายใต้การแผ่ขยายของจิตสัมผัสเทพ ในม่านหมอกนั้นว่างเปล่าสิ้น เป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น เขาเคยผ่านประสบการณ์โชกโชนมามาก ภาพเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่ภาพโฮโลแกรมสามมิติสำหรับเขา จิตใจของเขาหาได้สั่นคลอนไม่ ซ้ำยังรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมาเสียด้วยซ้ำ
ทว่ายามที่เขากำลังจะผ่านร่างของสตรีอ้อนแอ้นเหล่านั้น ลางสังหรณ์ในใจพลันเตือนภัยวูบ ในเสี้ยวพริบตาที่มือเรียวงามดุจหยกของสตรีโฉมงามลูบไล้มายังลำคอ มันกลับกลายเป็นกรงเล็บสัตว์ป่าสีขาวอันคมกริบ!
เขาเบี่ยงกายหลบการจู่โจม พลิกฝ่ามือฟาดกลับหวังจะบดขยี้สตรีผู้นั้นให้แหลกเหลว ทว่าเหนือความคาดหมาย ร่างของนางกลับสลายประดุจฟองสบู่ในความฝัน ฝ่ามือของเขาทะลุผ่านร่างนางไปราวกับฟาดใส่ความว่างเปล่า
เป็นไปได้อย่างไร?
แววตาฉายแววตระหนกเล็กน้อย เขามั่นใจว่าสัญชาตญาณเมื่อครู่ไม่มีทางผิดพลาด หากไม่หลบหลีกย่อมต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่ แต่เหตุใดการตอบโต้ของตนจึงพลาดเป้าเช่นนี้
สีหน้าของไป๋ตงหลินแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ในทะเลเทพดวงวิญญาณประสานดรรชนีร่ายเวท รอยแยกที่หว่างคิ้วเปิดออก เนตรแห่งดวงวิญญาณกวาดมองไปทั่วบริเวณ สรรพสิ่งลวงตาล้วนไม่อาจปิดบังเนตรดวงนี้ได้
ไม่ใช่ภาพมายางั้นรึ?
ภายใต้การจ้องมองของเนตรทะลวงว่าง "สตรีอ้อนแอ้น" เหล่านี้มีตัวตนอยู่จริง เพียงแต่ถูกคลุมไว้ด้วยภาพลักษณ์หญิงงาม ภายในนั้นคืออสูรร้ายที่มีโครงกระดูกภายนอกสีขาวโพลน ร่างกายสูงเพรียวร่วมสองเมตร กรงเล็บแหลมคม และหางที่มีเหล็กไนยาวเหยียด ประดุจเครื่องจักรสังหารก็ไม่ปาน
ทว่าการโจมตีเมื่อครู่มันคืออะไรกันแน่ ไป๋ตงหลินเคลื่อนกายวูบ ปล่อยหมัดทะลวงร่างอสูรร้ายตนหนึ่ง แต่มันยังคงเหมือนเดิม ร่างนั้นสลายประดุจฟองอากาศ ไร้ซึ่งสัมผัสของการกระทบถูกกายเนื้อ
แต่ภายใต้การจับจ้องของเนตรทะลวงว่าง อสูรร้ายตนนี้มีอยู่จริงแน่นอน มิใช่ภาพมายา!
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะทอประกาย เมื่อหวนระลึกถึงสิ่งหนึ่งในส่วนลึกของความจำจากชาติปางก่อน ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ถึงกับเป็นความสามารถประเภทนี้เชียวหรือ เขากวาดตามองอสูรร้ายสีขาวจำนวนมากรอบกาย ช่างน่าหวาดหวั่นนัก ความสามารถอันแข็งแกร่งเพียงนี้ กลับเป็นพรสวรรค์ติดตัวของเผ่าพันธุ์หนึ่ง
การสลับเปลี่ยนระหว่างจริงเท็จ มิน่าเล่าเนตรแห่งดวงวิญญาณถึงมองไม่เห็นความผิดปกติ นี่ไม่ใช่ภาพมายาจริง ๆ เพียงแต่กายเนื้อซ่อนตัวอยู่ในชั้นคั่นมิติ ส่วนที่ปรากฏภายนอกเป็นเพียงภาพสะท้อนเท่านั้น!
เมื่อได้แผนรับมือในใจ ไป๋ตงหลินยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งแล้วเดินหน้าต่อไป อสูรร้ายสีขาวตนหนึ่งไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีก มันพุ่งกรงเล็บคมกริบหมายจะทะลวงหัวใจของเขา
ไป๋ตงหลินไม่หลบไม่เลี่ยง ปล่อยให้กรงเล็บแหลมคมทิ่มแทงเข้าที่ทรวงอก ในเสี้ยววินาทีที่อสูรร้ายลงมือสำเร็จ ฝ่ามือขวาของเขาก็ฟาดฟันดุจดาบ รวดเร็วปานสายแลบ แฝงไปด้วยกลิ่นอายของเจตจำนงดาบทำลายสิ้นเพียงเบาบาง ฝ่ามือเนื้อหนังที่คมกริบดุจศาสตราตัดศีรษะอันดุร้ายของอสูรร้ายสีขาวจนขาดสะบั้น โลหิตสีขาวพุ่งกระฉูดออกมา
หลังจากลงมือสำเร็จ ไป๋ตงหลินหาได้หยุดฝีเท้าไม่ เขาพะบัดของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนออกจากมือ บาดแผลที่ทรวงอกสมานตัวอย่างรวดเร็ว เขาเมินเฉยต่อความวุ่นวายของเหล่าอสูรร้ายรอบกายแล้วเดินต่อไป
"อ๊าาา~ อา~ อื้อ! อื้มมม~"
เสียงเพลงในม่านหมอกยิ่งทวีความสูงกังวาน เหล่าอสูรร้ายสีขาวหยุดความสับสนและพุ่งเข้าโจมตีไป๋ตงหลินพร้อมกัน มุมปากของเขาหยักยิ้มเล็กน้อย มาได้จังหวะพอดี เช่นนั้นก็จัดการให้สิ้นซากในคราเดียว ด้วยความสามารถไม่ตายที่เมินเฉยต่ออาการบาดเจ็บและสัญชาตญาณอันน่าสะพรึงกลัว กำหนดให้เขาเป็นดาวข่มของอสูรร้ายเหล่านี้โดยแท้
โครม! ปัง ปัง!
ไป๋ตงหลินละทิ้งการป้องกันโดยสิ้นเชิง เผชิญหน้ากับอสูรร้ายสีขาวทั้งเจ็ดตนพร้อมกัน เขาอาศัยสัญชาตญาณ ทุกคราที่ได้รับแรงจู่โจมถึงชีวิต เขาจะสวนกลับและสังหารอสูรร้ายลงได้ในพริบตา
เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก อสูรร้ายสีขาวทั้งหมดก็ถูกเขากำจัดจนสิ้น กลายเป็นกองเนื้อเละเทะกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ บาดแผลตามร่างกายสมานตัวอย่างรวดเร็ว เกราะโลหิตที่ฉีกขาดทอแสงสีแดงวาบและกลับคืนสู่สภาพเดิม
แววตาของเขาฉายความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวทันควัน พวกนี้เป็นแค่อสูรร้าย ไม่ใช่คนเสียหน่อย ไม่นับว่าวิปริตหรอก ไป๋ตงหลินปลอบใจตัวเองเสร็จก็เริ่มลงมืออย่างว่องไว
โลหิตหลอมรวมกับโลหิตปฐม กลายเป็นขันสีแดงขนาดใหญ่ เขาเก็บซากอสูรร้ายรอบด้านขึ้นมา เริ่มรวบรวมโลหิตสีขาวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง แม้ส่วนใหญ่จะซึมลงดินไปแล้ว แต่เมื่อรีดเค้นจากซากทั้งหมด ก็ได้มาเต็มขันพอดี
อึก!
เขาหน่วงรั้งความรู้สึกก่อนจะยกขันสีแดงขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น ช่องปาก ลิ้น หลอดอาหาร และอวัยวะภายในเริ่มถูกกัดกร่อนอย่างบ้าคลั่ง พลังการฟื้นฟูอันน่าหวาดหวั่นช่วยยื้อชีวิตของเขาไว้ได้อย่างหวุดหวิด เขานั่งขัดสมาธิลง เมินเฉยต่อความเจ็บปวดอันแสนสาหัส เริ่มชักนำพลังแห่งการเสริมแกร่งไปเสริมสร้างช่องวิญญาณ
เสียงเพลงในม่านหมอกหยุดกะทันหัน ราวกับถูกการกระทำอันพิลึกพิลั่นของไป๋ตงหลินทำให้ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
โลหิตสีขาวนี้ทรงพลังยิ่งนัก ความเสียหายที่เกิดกับเขานั้นรุนแรงกว่ายาพิษที่ซื้อจากซูชีเสียอีก และที่สำคัญที่สุดคือนี่เป็นของฟรี ได้พลังเสริมแกร่งมากลุ่มใหญ่โดยไม่ต้องเสียสิ่งใดแลกมา ในใจของเขาช่างอิ่มเอมยิ่งนัก
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ไป๋ตงหลินที่ย่อยสลายโลหิตสีขาวจนหมดสิ้นก็ลืมตาขึ้น ช่องวิญญาณที่สลักกฎเกณฑ์มิติถูกเสริมความแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ทำให้การหยั่งรู้ในกฎเกณฑ์มิติง่ายดายยิ่งขึ้น
ม่านหมอกยังไม่จางหายไป แต่เสียงเพลงอันไพเราะนั้นเงียบหายไปแล้ว ไป๋ตงหลินหาได้ใส่ใจไม่ ลุกขึ้นออกเดินทางต่อ
เขาล็อกตำแหน่งของกำไลไว้มั่น แล้วร่างก็เลือนหายไปในพริบตา