เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 73 ลางตาย

บทที่ 73 ลางตาย

บทที่ 73 ลางตาย


บทที่ 73 ลางตาย

ครืนนน—

เสียงกัมปนาทสะท้านฟ้าก้องไปถึงชั้นเมฆา ยักษ์ใหญ่ในชุดเกราะดำพังทลายมิติล่วงหล่นลงมาจากชั้นคั่นมิติ ก่อนจะกระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต

"ไอ้หนูแห่งเขตแดนยมโลกดำ เจ้าหนีไม่พ้นหรอก..."

ห้วงมิติแตกสลาย ชายชราผมขาวโพลนก้าวย่างออกมา แววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก จ้องมองไปยังยักษ์เกราะดำที่กำลังโงนเงน

"ฮ่า ๆ ๆ ดี ดีเหลือเกิน! นึกไม่ถึงเลยว่าแดนเฉียนหยวนที่ยกหางตัวเองว่าเป็นฝ่ายธรรมะ จะวางแผนการใหญ่อันน่าตระหนกเช่นนี้ได้..."

"บ้าไปแล้ว! พวกเจ้ามันบ้ากันไปหมดแล้ว! พวกเจ้าเฒ่าทารกทั้งหลาย ช่างอำมหิตยิ่งกว่าพวกข้าในเขตแดนยมโลกดำเสียอีก!"

"เหอะ! เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว!"

ชายชราเตรียมจะลงมือ ทว่าพลันชะงักงัน เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟากฟ้า หัตถ์ยักษ์สีทองอร่ามพุ่งทะลุมิติออกมา กดทับลงไปยังยักษ์เกราะดำโดยตรง!

"มอหลัว!"

ยักษ์เกราะดำแหงนหน้าคำรามก้องอย่างโกรธเกรี้ยว ทว่ากลับไร้สิ้นเรี่ยวแรงขัดขืน ถูกหัตถ์ยักษ์สีทองสยบลงบนที่ราบสีดำในชั่วพริบตา

เคร้ง!

เสียงดาบกู่ร้องกังวาน

ดาบยาวสีดำสนิทเล่มหนึ่งกรีดผ่านมิติ พุ่งทะยานเข้าหายักษ์ใหญ่ คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวฟันที่ราบสีดำอันกว้างใหญ่แยกออกเป็นสองเสี่ยงในทันที เจตจำนงแห่งดาบกดทับร่างยักษ์ลึกลงไปในโตรกผาจนต้องคุกเข่าลง

"ไม่!"

ยักษ์เกราะดำที่แหงนหน้าคำรามถูกดาบดำเสียบทะลุหว่างคิ้วอย่างลึกล้ำ วิญญาณเทพแตกดับ กระทั่งวิญญาณแท้ก็ถูกฟันจนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า เศษเสี้ยวเจตจำนงสุดท้ายคล้ายจะได้ยินเสียงแว่วดังมาจากห้วงมิติ

"แย่แล้ว! 'มัน' ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นแล้ว!"

"รีบถอยเร็ว!"

ภาพจากเศษเสี้ยวความทรงจำยุติลงเพียงเท่านี้ ไป๋ตงหลินที่อยู่ในทะเลเทพลืมตาขึ้น เศษเสี้ยวความทรงจำของวิญญาณร้ายนี้แตกกระจายเกินไป ข้อมูลที่หลงเหลืออยู่จึงเบาบางยิ่งนัก

มีเพียงการต่อสู้อันดุเดือดในช่วงสุดท้ายเท่านั้นที่ค่อนข้างชัดเจน อย่างไรเสียมันก็เป็นเพียงวิญญาณร้ายที่เกิดจากเศษเสี้ยวเจตจำนงไม่ได้มีสภาพเป็นวิญญาณที่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ การสกัดข้อมูลออกมาได้บ้างก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว

เขาขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนว่าตนเองจะล่วงรู้ความลับบางอย่างที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ตั้งใจเสียแล้ว

การที่แดนเฉียนหยวนสำรวจเขตแดนโบราณมาหลายต่อหลายครั้ง เป็นเพียงการส่งลูกศิษย์เข้ามาเสี่ยงโชคเป็นระลอก ๆ จริงหรือ?

ดูท่าพวกเขามิใช่ว่าไม่มีหนทางเข้าไปในแดนโบราณหมิงยวี่ แล้วแผนการใหญ่อันน่าตระหนกที่ยักษ์เกราะดำพูดถึงนั้นคืออะไรกันแน่?

ไป๋ตงหลินรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า ข้าแค่มาท่องเที่ยวพักผ่อนไม่ใช่หรือ? ปล่อยใจไปตามน้ำแล้วค่อยกลับไปอย่างสงบสุขไม่ดีกว่าหรืออย่างไร?

การมาเยือนเขตแดนโบราณครั้งนี้เต็มไปด้วยความประหลาดตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องราวเริ่มจะหลุดลอยเหนือการควบคุมของเขาไปทีละน้อย ซึ่งมันขัดกับสไตล์การทำงานของเขาเหลือเกิน

ช่วยไม่ได้ ข้อมูลในความทรงจำมีน้อยเกินไป คงต้องเดินหมากไปตามสถานการณ์ อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีวันตายอยู่แล้ว พยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองไว้ให้มั่น หากมีโอกาสฉกฉวยลาภลอยได้ย่อมดีที่สุด ส่วนพวกเฒ่าทารกเหล่านั้นจะสู้กันจนตายก็ไม่เกี่ยวกับเขา ตัวเขาในยามนี้ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะลงไปร่วมนั่งบนกระดานหมากนั้นได้

เขาลืมตาขึ้น พยุงกายยืนตระหง่านอยู่กลางห้วงมิติ ดาบยาวสีดำส่งเสียงร้องหึ่ง ๆ พลางบินวนเวียนอยู่รอบกายเขา

ด้ามดาบยาวมาก มีความยาวถึงห้าสิบหกสิบเซนติเมตร กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับตัวดาบสีดำสนิท สันดาบตั้งตรง ปลายดาบโค้งมนเล็กน้อย ตัวดาบกว้างเท่าฝ่ามือ และยาวถึงหนึ่งร้อยสี่สิบเซนติเมตร เมื่อตั้งขึ้นมันยังสูงกว่าตัวเขาเสียอีก!

ดาบยาวที่ดูองอาจทรงพลังเช่นนี้ ยิ่งไป๋ตงหลินมองก็ยิ่งพึงใจ รูปลักษณ์ภายนอกเป็นเพียงเรื่องรอง ทว่ากลิ่นอายมรรคาที่ไหลเวียนอยู่บนตัวดาบสีดำ และโลกต้นกำเนิดภายในดาบที่เขาสังเกตเห็นผ่านเนตรแห่งดวงวิญญาณ ทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกว่ามันคือศาสตรามรรคา!

หากเป็นอาวุธชิ้นอื่น ไป๋ตงหลินคงไม่ตื่นเต้นขนาดนี้ แต่นี่คือศาสตรามรรคาเชียวนะ! เป็นสมบัติระดับเดียวกับภูเขาตำราเลยทีเดียว!

น่าเสียดายที่ที่มาของดาบดำเล่มนี้ช่างน่าตระหนกนัก ไม่รู้ว่าเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังมันตายไปแล้วหรือยัง หากยังไม่ตายเขาก็คงไม่มีโอกาสครอบครอง ดังนั้นเขาจึงลองเอ่ยหยั่งเชิงดู

"ดาบดำเอ๋ย เจ้าดูสิ ข้าช่วยเจ้ากำจัดวิญญาณร้ายนั่นแล้ว ตอนนี้เจ้าก็ไร้บ้าน ไฉนไม่ยอมรับข้าเป็นนายเสียเลยล่ะ?"

"วางใจเถอะ ติดตามข้า รับรองว่าเจ้าจะได้กินหรูอยู่สบาย อนาคตไกลแน่นอน เจ้าลองเก็บไปคิดดู ข้าไป๋ตงหลินมิใช่คนประเภทชอบบังคับดาบข่มเหงใจใคร!"

ดาบดำตั้งตรงอยู่กลางห้วงว่างเปล่า มันส่งเสียงร้องหึ่ง ๆ คล้ายกำลังใช้ความคิด ดวงตาของไป๋ตงหลินเป็นประกายทันที มีลุ้นแฮะ!

การที่ดาบดำไม่ปฏิเสธในทันที แสดงว่ามันเป็นของไร้เจ้าของจริง ๆ ในภาพความทรงจำ ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งที่สังหารยักษ์เกราะดำคงจะดับสูญไปแล้ว มิเช่นนั้นเขาไม่มีทางสยบดาบดำเล่มนี้ได้อย่างแน่นอน!

หึ่ง ๆ —

ดาบดำส่งเสียงร้องเบา ๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีดำ พุ่งทะลวงผ่านหน้าอกของไป๋ตงหลินในชั่วพริบตา แล้วเริ่มสูบกินโลหิตปฐมของเขาอย่างตะกละตะกลาม

ใบตงหลินเผยสีหน้ายินดี เขาไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าสำเร็จแล้ว ดาบดำเล่มนี้ย่อมรู้ดีว่าไม่อาจสังหารเขาได้ จึงไม่โจมตีเขาโดยไร้เหตุผล นี่คือการใช้โลหิตหลอมพิธีรับนาย!

การจะให้ศาสตรามรรคาลงนามรับนายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มิใช่เพราะเขากำจัดวิญญาณร้าย หรือเพราะเขามีเสน่ห์เหลือล้น และเขาก็ไม่มี "รัศมีราชัน" ที่จะทำให้ของวิเศษมาสยบแทบเท้าเอง สิ่งเดียวที่เตะตาศาสตรามรรคาก็คงมีเพียงคุณลักษณะอมตะไม่ดับสูญของเขาเท่านั้น

ดาบดำฟาดฟันสังหารเขามานับพันครั้ง มีหรือจะไม่เข้าใจความวิปริตของเขา? การรับเขาเป็นนาย จากนี้ไปก็ไม่ต้องกังวลว่าเจ้านายจะตายดับอนาถอีก เช่นนี้ไม่ดีหรอกหรือ?

หากไป๋ตงหลินเป็นศาสตรามรรคาชิ้นหนึ่ง เขาเองก็คงอดไม่ได้ที่จะรับตัวเองเป็นนายเช่นกัน!

ชั่วครู่ต่อมา ไป๋ตงหลินเกือบจะถูกสูบจนกลายเป็นศพแห้ง ในที่สุดดาบดำก็อิ่มหนำ ตัวดาบถอนออกจากร่างของเขา ลอยคว้างอยู่กลางนิมิตว่างเปล่า แสงสีแดงวาบผ่านตัวดาบสีดำสนิท สัมผัสลึกลับเชื่อมโยงทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ไป๋ตงหลินจึงได้รับรู้ข้อมูลพื้นฐานของดาบดำเล่มนี้

นามของดาบคือ——ลางตาย!

"ลางตาย! ลางแห่งความตาย! ฮ่า ๆ ๆ เยี่ยมมาก เป็นชื่อที่ดี ดุดันยิ่งนัก!"

ดาบดำลางตายส่งเสียงกรีดร้องแผ่วเบาอันเสนาะหู ดูจะปรีดาเป็นอย่างยิ่ง ราวกับพึงพอใจที่ไป๋ตงหลินขานเรียกนามแท้ของมัน

ลางตายบินวนรอบกายไป๋ตงหลินหนึ่งรอบ ก่อนจะกลายเป็นแสงสีดำพุ่งเข้าสู่ทะเลโลหิตอันไร้ขอบเขตของเขา เผยร่างจริงอันมหึมาปักลงสู่ทะเลโลหิต ด้ามดาบยักษ์และส่วนหนึ่งของตัวดาบโผล่พ้นเหนือผิวน้ำ

โลหิตปฐมจำนวนมหาศาลไหลเวียนรอบตัวดาบ ค่อย ๆ ขัดเกลาเจียระไนดาบดำลางตายอย่างช้า ๆ

การจะหลอมรวมศาสตรามรรคาอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย การใช้โลหิตเซ่นสรวงเป็นเพียงการรับนายในขั้นต้นเท่านั้น ยังต้องอาศัยการบ่มเพาะและหลอมรวมต่อไป

ด้วยความแข็งแกร่งของไป๋ตงหลินในยามนี้ เขายังไม่อาจสำแดงอานุภาพของลางตายได้อย่างเต็มที่ แต่สามารถใช้เป็นไพ่ตายได้ หากวิวัฒนาการถึงขีดสุด เขายังพอจะเหวี่ยงดาบออกไปได้หนึ่งครั้ง ซึ่งมีพลังทำลายล้างรุนแรงยิ่งกว่าการระเบิดตัวเองเสียอีก!

เมื่อธุระเสร็จสิ้นเขาก็ไม่รั้งอยู่นาน ไป๋ตงหลินกลายเป็นแสงสีแดงโลหิตทะยานออกจากหุบเขา

เขาไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนักจากความทรงจำของวิญญาณร้าย เกี่ยวกับทางออกของเขตฝังศพนั้นยิ่งไม่รู้อะไรเลย รู้เพียงว่าภายในเขตฝังศพแห่งนี้กาลอวกาศไม่แน่นอน ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าทางออกที่ตายตัว

กล่าวคือ ทางออกอาจอยู่ในส่วนลึกของเขตฝังศพ หรือพื้นที่รอบนอกอาจกลายเป็นพื้นที่แกนกลางกะทันหัน ทุกอย่างล่องลอยไม่แน่นอน ไร้ร่องรอยให้สืบค้น

เพราะเสียเวลาไปกับลางตายมากเกินไป ไป๋ตงหลินจึงตัดสินใจถอยออกจากที่ราบสีดำก่อน การที่ลางตายยอมรับนายทำให้เขามีวิธีจัดการกับปัญหาของเสี่ยวจื่อแล้ว

ทันทีที่บินออกจากหุบเขา ไป๋ตงหลินก็ขมวดคิ้วมุ่น เนื่องจากหุบเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยเจตจำนงแห่งดาบที่ไม่มีวันสลายไป ทำให้ประสาทสัมผัสของเขาถูกปิดกั้น เขาจึงไม่สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายของเสี่ยวจื่อและกำไลมรรคสูงสุดได้จากข้างล่างนั้น

เสี่ยวจื่อถือกำเนิดจากการรดชโลมด้วยโลหิตของเขา อาจกล่าวได้ว่ามีต้นกำเนิดเดียวกัน แม้จะอยู่ห่างไกลก็ยังสามารถสัมผัสถึงกันได้อย่างเลือนราง ส่วนกำไลนั้นผูกพันกับวิญญาณของเขา การสัมผัสจึงยิ่งชัดเจนกว่า

ทว่าในตอนนี้ จากการสัมผัสของเขา เสี่ยวจื่อและกำไลไม่ได้อยู่ที่นอกที่ราบสีดำแล้ว เสี่ยวจื่อไม่มีทางวิ่งเล่นซุกซนไม่ฟังคำสั่งของเขา พวกมันต้องพบกับปัญหาเข้าแล้ว

แววตาของไป๋ตงหลินเย็นเยียบลง นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาจ่อเข้าที่ระหว่างคิ้ว เจตจำนงวิญญาณเทพพลันระเบิดออก เขาจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเสี่ยวจื่อและกำไลที่ส่วนลึกที่สุดของที่ราบสีดำ

เมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของทั้งสองยังคงมั่นคงและปลอดภัยดี เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ทั้งเสี่ยวจื่อและกำไลต่างสำคัญต่อเขามาก จะสูญเสียไปไม่ได้ ดูท่าคงต้องบุกเข้าไปในที่ราบสีดำนี้เสียแล้ว

ร่างพุ่งทะยานกลายเป็นแสงโลหิตมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของที่ราบสีดำ ในเวลานี้เขาไม่สนแล้วว่าการบินจะนำพาปัญหามาให้หรือไม่ หากหาตัวเสี่ยวจื่อพบเร็วขึ้นเพียงนิด ความเสี่ยงของพวกมันก็จะลดลงไปส่วนหนึ่ง

……

สุดขอบที่ราบสีดำมืดมิด ยอดเขามหึมาสีขาวโพลนตั้งตระหง่านอยู่บนผืนดินสีดำขลับ ภูเขาลูกนี้ราวกับถูกประกอบขึ้นจากแร่สีขาวนวลก้อนยักษ์เรียงต่อกันไปมา มันช่างแห้งแล้ง ไม่มีแม้แต่ดินหรือโคลน ไร้ซึ่งร่องรอยของพืชพรรณไม้ใด ๆ

บนยอดภูเขาสีขาวมีถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำมีต้นไม้ประหลาดสีดำทมิฬเติบโตอยู่ เปลือกไม้ดูคล้ายเกล็ด กิ่งก้านคล้ายกรงเล็บสัตว์ ดูแข็งแกร่งและทรงพลัง

อีกาขาวประหลาดที่ชิงเอาเสี่ยวจื่อและกำไลไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ดวงตาทั้งสองปิดสนิท ราวกับกำลังสัปหงก

ส่วนเสี่ยวจื่อคืนสู่ร่างเดิมที่มีความยาวหนึ่งจั้ง หัวและหางของมันพันรอบกิ่งไม้ประหลาด โดยมีกำไลมรรคสูงสุดร้อยอยู่ตรงกลาง แกว่งไปมาเหมือนชิงช้าด้วยความเบื่อหน่าย

"นี่ ๆ ๆ เจ้านกเหม็น ถ้าเจ้ายังไม่ปล่อยข้า พอพี่ใหญ่ของข้ามาถึง เจ้าจบเห่แน่!"

"พี่ใหญ่ของข้าโหดร้ายและรุนแรงมากนะ เวลาเขาคลุ้มคลั่งขึ้นมา แม้แต่ตัวเองเขายังแทงได้ลงคอ ถ้าเจ้าปล่อยเสี่ยวจื่อตอนนี้ เสี่ยวจื่อยังพอจะช่วยพูดอ้อนวอนให้เจ้าได้บ้าง!"

"นี่ อย่าเมินข้าสิ อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยนะเจ้านกเหม็น..."

เสี่ยวจื่อส่งเสียงจ้อไม่หยุดหย่อน ใช่ว่ามันไม่คิดจะหนี แต่ทุกครั้งที่ไปถึงปากถ้ำก็จะถูกอีกาขาวจับกลับมาแล้วจิกเข้าให้อย่างแรง จนตอนนี้มันไม่กล้าหนีอีกแล้ว

ลึกเข้าไปพ้นจากต้นไม้ประหลาดที่ปากถ้ำ พื้นที่ภายในนั้นกว้างขวางและลึกยิ่งนัก สุดปลายถ้ำเป็นโถงใหญ่ และเหนือโถงนั้นมีบัลลังก์อันโอ่อ่าตั้งอยู่

โครงกระดูกร่างหนึ่งนั่งตัวตรงอย่างสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมีอยู่บนบัลลังก์ เจตจำนงที่ไม่ยอมสยบสั่นสะเทือนขวัญผู้คน จนมิอาจกล้าสบตาตรง ๆ

แขนซ้ายของโครงกระดูกที่วางอยู่บนที่เท้าแขนของบัลลังก์ สวมกำไลสีแดงฉานดั่งโลหิตเอาไว้ รูปแบบดูโบราณ ลวดลายซับซ้อน ท่ามกลางลวดลายที่พันเกี่ยวกันนั้น สามารถมองเห็นตัวอักษรขนาดเล็กได้อย่างเลือนราง

อักษรตัวนั้นก็คือ——"จี๋" (สูงสุด)!

จบบทที่ บทที่ 73 ลางตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว