- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 71 อีกาขาว
บทที่ 71 อีกาขาว
บทที่ 71 อีกาขาว
บทที่ 71 อีกาขาว
ณ ที่ราบสีดำ จันทรากระจ่างแขวนเด่นอยู่กลางนภา
รากที่ยาวนับจั้งของเสี่ยวจื่อหยั่งลึกลงไปในผืนดิน เถาวัลย์ตั้งตรงไหวเอนเล็กน้อย ปลายเถาสีหยกม่วงพันม้วนรอบกำไลมรรคสูงสุด โยนมันขึ้นฟ้าแล้วรับไว้ ก่อนจะโยนขึ้นไปใหม่อีกครา
"เหตุใดพี่ใหญ่ถึงไปนานนัก ยังไม่กลับมาเสียที?"
"เจ้ากำไล เจ้ากำไล เจ้าว่าพี่ใหญ่จะเป็นอะไรหรือไม่ หากพี่ใหญ่เป็นอะไรไป เสี่ยวจื่อจะทำอย่างไรดี ฮือ ๆ ๆ..."
แสงจันทร์นวลกระจ่างสาดกระทบลงบนตัวกำไล เกิดเงาสะท้อนวับแวม ทว่ามันไม่อาจเอ่ยคำตอบใดแก่เสี่ยวจื่อได้ เสี่ยวจื่อยิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย จึงได้แต่โยนกำไลเล่นต่อไป
กา กา—
เสียงร้องแหบพร่าของอีกาดังแหวกความเงียบงันจากฟากฟ้ายามราตรี ปีกที่ขยับพึ่บพั่บนำพาร่างของอีกาที่มีขนสีขาวโพลนทั่วตัวร่อนลงบนต้นไม้แห้งตายริมขอบที่ราบสีดำ
อีกาขาวตนนี้ขาวโพลนไปทั้งร่าง ขาวอย่างน่าประหลาด แม้แต่ดวงตาก็ยังเป็นสีขาว ภายในเบ้าตามีเพียงความว่างเปล่าสีขาวโพลนดูสยดสยองยิ่งนัก
ท่ามกลางรัตติกาล ที่ราบสีดำ และต้นไม้แห้งสีดำ อีกาขาวโพลนกลับยืนเด่นอยู่บนกิ่งไม้ ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง มันดูเจิดจ้าเสียจนบาดตา
อีกาขาวเอียงคอ ดวงตาที่ว่างเปล่าจดจ้องไปยังเสี่ยวจื่อ หรือหากจะกล่าวให้ถูกคือมันกำลังจ้องมองกำไลมรรคสูงสุดที่ถูกเสี่ยวจื่อโยนขึ้นลง ศีรษะของนกขยับตามจังหวะการเคลื่อนที่ของกำไล สายตาสีขาวซีดนั้นยิ่งดูวิปริตพิกล
กา กา—
อีกาขาวแผดเสียงร้อง พรึบพับปีกโผทะยานเข้าหาเสี่ยวจื่อด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า ราวกับลำแสงขาวสายหนึ่ง กรงเล็บนกคว้าจับกำไลมรรคสูงสุดไว้ในพริบตา เสี่ยวจื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เถาวัลย์ที่พันรอบกำไลจึงไม่ยอมปล่อย
อีกาขาวตัวเล็กจ้อยกลับมีพละกำลังมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ รากของเสี่ยวจื่อถูกกระชากหลุดออกมาจากส่วนลึกใต้ดินในทันที
"เจ้านกบ้า! ปล่อยกำไลของพี่ใหญ่ข้านะ!"
เสี่ยวจื่อเข้าใจในทันทีว่าเจ้านกประหลาดสีขาวตัวนี้ต้องการแย่งชิงกำไลของพี่ใหญ่ เถาวัลย์สีหยกม่วงรัดกำไลไว้แน่น ขณะเดียวกันก็สะบัดเถาวัลย์หยกม่วงออกไปดุจแส้ ฟาดใส่เจ้าอีกาขาวอย่างรุนแรง
เพียะ เพียะ เพียะ!
กำลังของเสี่ยวจื่อใช่ว่าจะอ่อนด้อย เถาวัลย์หยกม่วงยิ่งเหนียวแน่นไร้เปรียบ แม้แต่หินยักษ์ก็สามารถฟาดให้แยกเป็นสองเสี่ยงได้ ทว่าอีกาขาวตัวนี้กลับยอมให้มันฟาดตีโดยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
คล้ายกับว่ารำคาญเสี่ยวจื่อเต็มทน อีกาขาวเอียงคอแล้วจิกเสี่ยวจื่อเบา ๆ ทีหนึ่ง
เถาวัลย์หยกม่วงของเสี่ยวจื่อราวกับถูกอัสนีบาตฟาดใส่ พลันอ่อนเปลี้ยเพลียแรง หดตัวลงกลายเป็นเถาวัลย์ขนาดเล็กจิ๋ว พันม้วนรอบกำไลเอาไว้เป็นวง ๆ
"อ๊าก! เจ็บเหลือเกิน! เจ้านกประหลาดน่าตาย พี่ใหญ่ของข้าต้องล้างแค้นให้ข้าแน่!"
"เจ้าจบสิ้นแล้วเจ้านกเหม็น พี่ใหญ่ของข้าโหดเหี้ยมมากนะ รีบปล่อยข้ากับกำไลเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นพี่ใหญ่ของข้าจะจับเจ้าไปย่างกิน!"
เสี่ยวจื่อส่งข้อมูลทางกระแสจิตข่มขู่อีกาขาวไม่หยุดหย่อน แต่อีกาขาวกลับทำราวกับไม่ได้ยิน ไม่สนใจเสียงนกเสียงกาของเสี่ยวจื่อแม้แต่น้อย
พรึบพับ พรึบพับ อีกาขาวสยายปีกบินขึ้นสู่เวหา เอียงคอราวกับกำลังสัมผัสถึงบางสิ่ง ครู่ต่อมามันก็ปรับทิศทาง มุ่งหน้าบินลึกเข้าไปในส่วนลึกของที่ราบสีดำ
"ฮ่า ๆ ๆ เจ้านกเหม็นเจ้าตายแน่ พี่ใหญ่ของข้าอยู่ในที่ราบสีดำนั่นแหละ เจ้ากำลังรนหาที่ตายเองนะ!"
กา กา—
เสียงร้องแหบพร่าของอีกาดังแว่วไปไกลในยามราตรี น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยลางร้าย
……
ณ ส่วนลึกของก้นหุบเขา ไป๋ตงหลินที่นั่งขัดสมาธิอยู่พลันขมวดคิ้ว เมื่อครู่คล้ายกับมีกลิ่นอายที่คุ้นเคยสายหนึ่งวาบผ่านไป เขาแผ่จิตสัมผัสเทพออกมา รวบรวมสมาธิตั้งใจสัมผัสอย่างละเอียด ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดเลย หรือจะเป็นเพียงภาพหลอน?
ไป๋ตงหลินที่คิดว่าตนเองรู้สึกไปเองไม่เก็บมาใส่ใจอีก เขาลุกขึ้นเดินต่อไปอีกสองสามก้าว เจตจำนงแห่งดาบ ณ ที่แห่งนี้ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราด แม้แต่ร่างกายที่เหนียวแน่นทนทานก็เริ่มถูกเจตจำนงแห่งดาบอันบริสุทธิ์เชือดเฉือน ต้องรู้ก่อนว่านี่คือเจตจำนงแห่งดาบที่ปราศจากพลังงานใด ๆ เจือปน กลับสามารถทำร้ายร่างกายของเขาได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
เช่นนี้ยิ่งดี การที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บจะช่วยให้เขาสามารถรวบรวมพลังงานเสริมแกร่งได้มากขึ้น พลังงานเสริมแกร่งที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ "พลิกผันความเสียหาย" อันเนื่องมาจากบาดแผลทางกาย ถูกเขาชี้นำไปเสริมแกร่งให้กับช่องวิญญาณทั้งหมด
ในยามนี้ดวงวิญญาณของเขาเริ่มเหนือล้ำกว่าร่างกายไปทีละน้อย นับตั้งแต่บรรลุระดับลวดลายเทพ ดวงวิญญาณภายในทะเลเทพวิญญาณก็ฝึกฝน "บทขัดเกลาวิญญาณ" ใน "คัมภีร์วิถีหลอมเทพปั้นมาร" อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ภายในทะเลเทพที่กว้างใหญ่ไร้ก้นบึ้งถูกจารึกไว้ด้วยกฎเกณฑ์มรรคาสายวิญญาณบางประการ ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ก็มีส่วนช่วยในการหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณเช่นกัน
การสวดคัมภีร์และอ่านมรรคาทั้งกลางวันและกลางคืนยังมีส่วนช่วยในการยกระดับและกลั่นกรองดวงวิญญาณของเขา ความเร็วในการเพิ่มพูนของดวงวิญญาณนั้นก้าวล้ำนำหน้าทางกายภาพไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทุ่มเทให้เป็นพิเศษอีก
ยิ่งไป๋ตงหลินเข้าใกล้ส่วนลึกของหุบเขามากเท่าใด เสียงกรีดร้องของดาบดำที่ปักอยู่ตรงระหว่างคิ้วของศพยักษ์ก็ยิ่งดุดันรุนแรงขึ้นเท่านั้น
เคร้ง!
เงาดาบขนาดยักษ์สายหนึ่งพลันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะฟาดฟันเข้าใส่ไป๋ตงหลินที่นั่งขัดสมาธิอยู่เพียงดาบเดียว ไร้ซึ่งสรรพเสียงใด ๆ ห้วงมิติถูกฉีกขาด ไป๋ตงหลินถูกฟันจนกลายเป็นความว่างเปล่าไปในพริบตาโดยไม่ทันได้ส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
เพียงไม่กี่อึดใจ ไป๋ตงหลินก็ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่า แววตายังคงดูเลื่อนลอยเล็กน้อย เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
มิใช่ว่าที่ผ่านมาก็ร่วมมือกันได้เป็นอย่างดีหรอกหรือ? เหตุใดอยู่ดี ๆ ถึงได้บ้าคลั่งขึ้นมาเช่นนี้!
ไป๋ตงหลินรู้สึกว่าสิ่งที่ฟาดฟันประกายดาบออกมานั้นคงจะถูกเขายั่วโทสะจนทนไม่ไหว คล้ายกับว่ามันกลัวการที่เขาเข้าใกล้ส่วนลึกของหุบเขาอย่างมาก ในนี้ต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่เป็นแน่ ในเมื่อเจ้าไม่ให้ข้าเข้า ข้าก็จะเข้าให้ได้!
เขาฝ่าการฟันแทงของเจตจำนงแห่งดาบที่มีต่อดวงวิญญาณต่อไป พลางก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ บางครั้งบางคราวก็ถูกประกายดาบที่ระเบิดออกมาฟาดฟันจนมอดม้วย ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจหยุดยั้งย่างก้าวของเขาได้ ดวงวิญญาณเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเริ่มมีความเข้าใจในเจตจำนงแห่งดาบเพิ่มขึ้นด้วย
พรสวรรค์ในการตระหนักรู้ของเขาภายใต้การเกื้อหนุนของดวงวิญญาณยิ่งทวีความวิปริตเหนือล้ำมนุษย์ เมื่อบวกกับคลังความรู้ที่กว้างขวางดุจมหาสมุทรและสภาวะการฝึกฝนในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าดวงวิญญาณของเขาในยามนี้กำลังอาบแช่อยู่ในทะเลแห่งเจตจำนงแห่งดาบเลยทีเดียว!
การที่สามารถตระหนักรู้ในเจตจำนงแห่งดาบได้เพียงเสี้ยวหนึ่งนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่งนัก!
ก้าวแล้วก้าวเล่าอย่างมั่นคงแน่วแน่ ในที่สุดหลังจากใช้เวลาไปไม่น้อย ไป๋ตงหลินก็ฝ่าผ่านม่านหมอกชั้นหนึ่งเข้าไป ภาพเบื้องหน้าคือทัศนียภาพ ณ ส่วนลึกของหุบเขา
ยักษ์ตนหนึ่งคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมกับดาบดำที่ปักอยู่ตรงระหว่างคิ้วของยักษ์ตนนั้น ดาบดำสั่นไหวและส่งเสียงร้องครางเบา ๆ ดึงดูดสายตาของไป๋ตงหลินไปในทันที
"ดาบดีแท้!"
ดวงตาเป็นประกาย แม้ไม่อาจยลโฉมทั้งหมดได้ในคราเดียว ทว่าเจตจำนงดาบอันดุดันถึงขีดสุดและกร้าวแกร่งจนน่าสยดสยอง ประกอบกับเงาดาบขนาดยักษ์ที่ลอยเด่นอยู่กลางเวหา ทั้งหมดนี้ล้วนดึงดูดเขาอย่างล้ำลึก
"ดาบล้ำค่าเช่นนี้กลับต้องมาจมปลักอาบฝุ่นธุลีอยู่ที่นี่ ช่างน่าเสียดายนัก เอาเถอะ วันนี้ถือเป็นวาสนาของเจ้าที่ได้พบข้า ถึงคราวที่เจ้าจะได้กลับมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้งแล้ว!"
สิ้นคำกล่าวของไป๋ตงหลิน ดาบดำส่งเสียงสั่นคำรามรุนแรงยิ่งขึ้น เงาดาบกลางอากาศพลันวูบผ่าน เพียงพริบตาเดียวก็ฟันร่างของไป๋ตงหลินจนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า
ไป๋ตงหลินที่ฟื้นคืนชีพกลับมาหาได้โกรธเคืองไม่ เขาแย้มยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยว่า
"ดาบดีเปรียบดั่งอาชาชั้นยอด พยศได้ใจ ยิ่งดุดันยิ่งถูกใจข้านัก! ข้าชักจะชอบเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เสียแล้วสิ!"
กล่าวจบเขาก็หยัดยืนต้านทานเจตจำนงดาบอันบ้าคลั่งแล้วก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ร่างกายเริ่มปรากฏรอยปริร้าวให้เห็น แม้แต่ดวงวิญญาณก็จวนเจียนจะแตกสลาย
ระยะห่างระหว่างเขากับดาบดำยังเหลืออีกนับพันจั้ง เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามรุกคืบ ทำได้เพียงค่อย ๆ ขยับไปข้างหน้าทีละก้าว รักษาสมดุลอันเปราะบางไว้ วงจรการทำลายล้างและการฟื้นฟูหมุนเวียนไม่จบสิ้น พลังงานเสริมแกร่งภายในกายไหลเวียนมาไม่ขาดสาย ร่างกายและวิญญาณเทพยกระดับขึ้นในทุกชั่วขณะ หนึ่งคนหนึ่งดาบพลันตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน
สามวันให้หลัง
ไป๋ตงหลินมาหยุดอยู่เบื้องหน้ายักษ์ปักหลั่น ในห้วงทะเลเทพ ร่างวิญญาณที่นั่งขัดสมาธิอยู่กึ่งกลาง จากเดิมที่สูงเพียงหนึ่งจั้งเศษ บัดนี้เติบโตขึ้นจนสูงสง่าถึงหนึ่งจั้งแปดเชียะ สาดประกายทองเจิดจรัส เปี่ยมด้วยตบะบารมีอันน่าเกรงขาม!
พลังวิญญาณเพิ่มพูนขึ้นเกือบเท่าตัว อีกทั้งอานุภาพของดาบดำก็ค่อย ๆ อ่อนแรงลง เพราะอย่างไรเสียมันก็เป็นเพียงสิ่งของไร้เจ้าของ ดั่งจอกแหนไร้รากที่ขาดการเติมเต็มพลัง นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาสามารถเข้าใกล้ดาบดำได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ถึงกระนั้น ไป๋ตงหลินยังคงรู้สึกเคลือบแคลงต่อท่าทีของดาบดำ ระหว่างเขากับมันหาได้มีความแค้นฝังลึก เหตุใดมันจึงมุ่งเป้าโจมตีเขาเช่นนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาถูกฟันสังหารไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่
วิญญาณเทพในทะเลเทพคลายมือที่พนมอยู่ แล้ววาดมุทราอันลี้ลับ รอยขีดสีทองแนวตั้งบนหน้าผากพลันเปิดออก เนตรสีทองที่ราวกับมองทะลุทุกสรรพสิ่งกวาดสายตาสำรวจดาบดำและศพยักษ์อย่างละเอียด
ครู่ต่อมา ไป๋ตงหลินชะงักงันไปเล็กน้อยก่อนจะเก็บอิทธิฤทธิ์ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดดาบดำเล่มนี้ถึงคอยขัดขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้ มันไม่ได้มุ่งร้ายต่อเขา แต่ต้องการจัดการกับศพยักษ์นั่นต่างหาก สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่ย่างกรายเข้ามาที่นี่จะถูกฟันสังหารโดยไม่เลือกหน้า
"ฮ่าฮ่าฮ่า ยอดดาบแท้ ๆ! ยังไม่ทันยอมรับเจ้านายก็รู้จักปกป้องเสียแล้ว วางใจเถอะ เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!"
แววตาของไป๋ตงหลินพลันวาววับ เขาตัดสินใจว่าจะไม่ถ่วงเวลาอีกต่อไป ดาบดำเล่มนี้ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว หากมัวแต่จะฟาร์มพลังงานเสริมแกร่งจนทำลายรากฐานดั้งเดิมของดาบไปคงจะไม่คุ้มเสียนัก!
ภายในทะเลเทพ ดวงตาข้างขวาที่ปิดสนิทของร่างทองพุทธะวิญญาณพลันลืมโพลง "แผนภาพไท่จี๋หยินหยาง" ที่อยู่ลึกในดวงตาค่อย ๆ ลอยออกมาแล้วตกลงสู่เบื้องล่าง กลายเป็นแผนภาพไท่จี๋ขนาดยักษ์ที่หมุนวนขาวดำสลับกันไม่หยุดยั้ง ตัดขาดจากทะเลเจตจำนงดาบโดยสิ้นเชิง
ไป๋ตงหลินทะยานร่างขึ้น เขากระโดดไปตามร่างของศพยักษ์เพียงไม่กี่คราก็เข้าใกล้ดาบดำ
ดาบดำส่งเสียงครางแผ่ว ราวกับรู้ดีว่าไม่อาจสังหารไป๋ตงหลินได้ จึงเลิกขัดขวางเขาแล้วเก็บรวบรวมเจตจำนงดาบทั้งหมดกลับคืนมา เงาดาบที่ลอยอยู่กลางอากาศถูกดูดกลืนเข้าไปในตัวดาบดำ ดาบเล่มนั้นคล้ายกำลังสะสมพลัง การโจมตีครั้งถัดไปจะต้องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพีเป็นแน่!
เมื่อดาบดำละทิ้งการต่อต้าน ความเร็วของไป๋ตงหลินก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพียงชั่วลมหายใจเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าดาบดำ
ด้ามดาบดำนั้นยาวนัก ยาวถึงห้าหกสิบเซนติเมตร สีดำสนิทล้ำลึกราวกับสามารถกลืนกินแสงสว่างได้
"ย้าก!"
ไป๋ตงหลินคำรามลั่น สองมือกุมด้ามดาบไว้แน่น สองเท้าเหยียบยันลงบนหน้าผากของยักษ์อย่างแรงแล้วออกแรงฉุดดึงดาบออกมา!
วึ้ง— วึ้ง—
ตัวดาบสั่นระริก ส่งเสียงครางก้องสะท้อน
เคร้ง!
สิ้นเสียงกัมปนาทของดาบ พลังที่สะสมไว้ของดาบดำก็ระเบิดออกในที่สุด!
ทว่าเป้าหมายการโจมตีหาใช่ไป๋ตงหลิน แต่เป็นศพยักษ์ที่อยู่ใต้เท้าเขาต่างหาก สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลงเล็กน้อย การจะสยบดาบดำเล่มนี้ได้หรือไม่ ช่วงเวลาต่อจากนี้แหละคือจุดสำคัญ เขาไม่กล้าประมาท เตรียมพร้อมระเบิดวิญญาณเทพออกมาได้ทุกเมื่อ!
ตูม! ตูม!
รัศมีดาบสายหนึ่งหนาทึบไร้เปรียบ ประดุจปืนใหญ่เลเซอร์ทำลายล้างดวงดาว พลันกลืนกินศพยักษ์เข้าไป เริ่มตั้งแต่ส่วนศีรษะที่ค่อย ๆ สลายกลายเป็นความว่างเปล่าไปทีละนิด!
"อ๊ากกกกก!"
เสียงหวีดร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัสสั่นสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน แสงสีขาวเจิดจ้าบาดตาทำให้ไป๋ตงหลินมองไม่เห็นสิ่งใด ทำได้เพียงยินเสียงกรีดร้องดังแว่วมาเป็นระลอกเท่านั้น
ครู่ต่อมา แสงสว่างก็มอดดับลง ไป๋ตงหลินกลับมามองเห็นอีกครั้ง โลหิตปฐมไหลเวียนไปทั่วร่าง เขายืนหยัดอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า แสงบนดาบดำในมือหม่นแสงลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าการโจมตีเมื่อครู่ได้ผลาญพลังงานไปจนหมดสิ้นแล้ว
ศพยักษ์อันตรธานหายไป สลายกลายเป็นธุลีอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงหลุมขนาดยักษ์เส้นผ่านศูนย์กลางนับพันจั้งที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น
ไป๋ตงหลินจ้องมองลงไปในก้นหลุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เนตรแห่งดวงวิญญาณเปิดออก ดวงตาสีทองล็อกเป้าหมายไปยังเศษเสี้ยวเจตจำนงชั่วร้ายขุมหนึ่งที่สถิตอยู่ภายในหลุมนั้นอย่างแน่นหนา
นี่คือสิ่งที่ดาบดำสะกดเอาไว้ เหตุที่มันขัดขวางไม่ให้ไป๋ตงหลินเข้าใกล้ ก็เพราะเกรงว่าเจตจำนงชั่วร้ายนี้จะเข้าสิงร่างเพื่อหลบหนีไป
ทว่าคนอย่างไป๋ตงหลินน่ะหรือจะเกรงกลัวเจ้าสิ่งนี้?
ในห้วงทะเลเทพ ร่างทองพุทธะวิญญาณนั่งขัดสมาธิอยู่บนแผนภาพไท่จี๋ขนาดยักษ์ สาดประกายทองอร่าม สองมือพนมเข้าหากัน "กษิติครรภ์โพธิสัตว์ปณิธานสูตร" และ "คัมภีร์โปรดสัตว์จ้าวสวรรค์ไท่อี่ช่วยผู้ยากไร้" สองมหาคัมภีร์สวดส่งวิญญาณเตรียมพร้อมปะทุอานุภาพ!
เข้ามาเลย!
ให้ปู่คนนี้ได้ดูหน่อยว่าเจตจำนงชั่วร้ายอย่างเจ้าจะมีฤทธิ์เดชสักแค่ไหน!
"ดาบดำ เจ้าถอยไปไกล ๆ หน่อย เดี๋ยวเลือดจะกระเด็นมาโดนตัวเจ้าเสียเปล่า ๆ มาดูให้เต็มตาว่าเจ้านายใหม่ของเจ้ามีความสามารถเพียงใด!"
วึ้ง— วึ้ง—
ดาบดำส่งเสียงสั่นสะเทือน มันถอยห่างออกไปร้อยจั้งในทันที บนตัวดาบมีมรรคาลี้ลับไหลเวียนอยู่อย่างเลือนลาง หากไป๋ตงหลินถูกเจตจำนงชั่วร้ายเข้าสิงสู่ ดาบดำพร้อมจะระเบิดต้นกำเนิดออกมาเพื่อสังหาร "ไป๋ตงหลิน" ให้สิ้นซากได้ทุกเมื่อ!