เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 62 เจดีย์จักรวาล

บทที่ 62 เจดีย์จักรวาล

บทที่ 62 เจดีย์จักรวาล


บทที่ 62 เจดีย์จักรวาล

เหง่ง... เหง่ง... เหง่ง...

เสียงระฆังทุ้มหนักสามคราแว่วดังมาจากส่วนลึกของสำนักศักดิ์สิทธิ์ พลังเสียงนั้นเปี่ยมด้วยอำนาจทะลุทะลวง กวาดผ่านไปทั่วทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์ในชั่วพริบตา เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของสำนักศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากที่กำลังปิดด่านบำเพ็ญตบะต่างลืมตาขึ้นพร้อมกัน เจตจำนงอันเกรียงไกรพุ่งทะยานเข้าสลายหมู่เมฆเบื้องบนที่กินอาณาเขตนับหมื่นหมื่นลี้จนมลายสิ้น

ณ วิหารกาล ภายในวิหารหลักทองสัมฤทธิ์

เหล่าศิษย์นับหมื่นที่นั่งขัดสมาธิอยู่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงระฆัง แต่ละคนแผ่กลิ่นอายองอาจดุจพยัคฆ์ ทะยานฟ้า ตบะบารมีของเกือบทุกคนได้บรรลุถึงระดับจุดเปิดเทพที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว!

ศิษย์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์นั้นล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์เป็นเลิศ เมื่อผนวกกับการหยั่งรู้ในแดนศิลา การฟังมรรคสี่ครา และความช่วยเหลือจากปราณวิญญาณที่หนาแน่นกว่าปกติร้อยเท่าในวิหารกาล การเลื่อนระดับพลังจึงเป็นเรื่องที่ดำเนินไปตามครรลองอย่างเป็นธรรมชาติ

ไป๋ตงหลินผู้เข้าสู่ภวังค์หยั่งรู้มรรคามาเนิ่นนานสิบเดือนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ส่วนลึกในดวงตาซ้ายปรากฏอักขระ ‘สวัสติกะ’ (卍) หมุนวนอย่างรวดเร็วพร้อมสาดประกายแสงสีทองเจิดจรัส ส่วนลึกในดวงตาขวาปรากฏ ‘แผนภาพไท่จี๋หยินหยาง’ แสงเร้นลับสีดำและขาวสองสายว่ายวนไล่เรียงกันดุจมัจฉา เชื่อมโยงหัวท้ายไม่สิ้นสุด ก่อเกิดวัฏจักรหมุนเวียนพิสดารล้ำลึกเหนือพรรณนา

กลิ่นอายแห่งมรรคาพุทธและมรรคาเต๋าพันธนาการเข้าด้วยกัน ขัดแย้งแต่ทว่ากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

เขาผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง กลิ่นอายอันลึกลับซับซ้อนก็ถูกเก็บกักไว้จนสิ้น รูปลักษณ์ภายนอกกลับคืนสู่ความสามัญอีกครั้ง ดูเป็นบุรุษผู้สง่างามและอ่อนโยน

"ม่านการแสดงกำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้วสินะ? เรื่องใหญ่ที่ทำให้สำนักศักดิ์สิทธิ์ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ในที่สุดก็เริ่มต้นเสียที"

ไม่ทันได้ครุ่นคิดสิ่งใดต่อ เสียงอันทรงอำนาจของเจ้าวิหารก็ดังมาจากห้วงมิติที่ว่างเปล่าของวิหารกาล

"สิบเดือนผ่านพ้นไปแล้ว เหล่าศิษย์จงตามเจ้าวิหารผู้นี้ไปยังวิหารมรรคสูงสุด!"

ศิษย์นับหมื่นรีบลุกขึ้นยืน ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมกล่าวว่า

"น้อมรับโองการของใต้เท้าเจ้าวิหาร!"

ณ วิหารมรรคสูงสุดที่หล่อหลอมขึ้นจากโลหะลึกลับ สลักไว้ด้วยลวดลายอักขระเร้นลับหนาแน่น แสงสีเขียววูบผ่านวิหารอันกว้างขวางไร้ขอบเขต ไป๋ตงหลินและศิษย์อีกหนึ่งหมื่นคนก็ปรากฏกายขึ้นกลางความว่างเปล่า

เบื้องหน้าของวิหารมรรคสูงสุดคือแท่นพิธีที่สูงเด่น บนนั้นมีชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำยืนตระหง่าน เส้นผมยาวสยายสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะทิ้งตัวลงกลางแผ่นหลังอย่างอิสระ

สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือบริเวณหว่างคิ้วของเขา มีลวดลายเส้นตั้งสีเทาที่ซับซ้อนและลึกลับประดับอยู่ ราวกับว่ามันคอยรบกวนกระแสเวลาที่อยู่รายล้อมตลอดเวลา บุคคลผู้นี้ก็คือเจ้าวิหารแห่งวิหารกาลนั่นเอง

ชายหนุ่มชุดดำกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ ส่วนลึกในดวงตาแฝงไปด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่ราง ๆ ศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็นผู้กล้าฝีมือดี ทว่าไม่รู้ว่าหลังจบสิ้นศึกนี้จะมีผู้ใดรอดชีวิตกลับมาได้สักกี่คน เป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์เองที่ติดค้างพวกเขา

เขาถอนหายใจในใจเงียบ ๆ ตระหนักดีว่าเรื่องบางอย่างมิใช่สิ่งที่ตนจะควบคุมได้ จึงไม่คิดฟุ้งซ่านอีก แล้วเอ่ยกับความว่างเปล่าว่า

"ศิษย์น้อง เจ้าพวกลูกศิษย์ตัวน้อยเหล่านี้ ข้าขอฝากไว้ในมือเจ้าแล้ว"

กล่าวจบ ร่างของเขาก็เลือนหายไป ราวกับมิอาจทนรั้งอยู่ดูต่อได้แม้เพียงชั่วอึดใจเดียว

ทันทีที่ชายหนุ่มชุดดำกล่าวจบ ห้วงมิติก็เกิดระลอกคลื่นสั่นไหว ร่างห้าสายปรากฏขึ้นบนแท่นพิธี

ผู้ที่นำหน้ามาคือบุรุษในชุดคลุมสีขาว เส้นผมยาวดำขลับดุจน้ำหมึก ปลายผมถูกรวบไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยวงแหวนเงิน ที่ปอยผมข้างใบหูขวา มีเจดีย์หยกขาวเก้าชั้นขนาดเล็กกระจ้อยร่อยห้อยประดับอยู่

ที่หว่างคิ้วของชายหนุ่มชุดขาวก็มีลวดลายเส้นตั้งเช่นกัน แต่มันซับซ้อนเร้นลับและทอประกายเงินวาววับ ห้วงอวกาศโดยรอบดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปตามลวดลายเงินนั้น ส่งผลให้ใบหน้าของเขาพร่าเลือนจนไป๋ตงหลินและคนอื่น ๆ มิอาจมองเห็นได้ถนัดตา

"ข้าคือเจ้าหอเจดีย์จักรวาล เป็นผู้รับผิดชอบหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ ส่วนทั้งสี่ท่านนี้คือเจ้าแห่งยอดเขา ‘ดิน ลม น้ำ ไฟ’ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของข้า"

เมื่อเจ้าหอเจดีย์จักรวาลกล่าวจบก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง เหล่าศิษย์ในวิหารย่อมมิกล้าเสียมารยาท เพราะบุคคลบนแท่นพิธีล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจึงรีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม

"เหล่าศิษย์ขอนอบน้อมคารวะท่านเจ้าหอเจดีย์จักรวาล และท่านเจ้าแห่งยอดเขาดิน ลม น้ำ ไฟ ทุกท่าน!"

เสียงที่ดังกึกก้องอย่างพร้อมเพรียงขัดจังหวะความคิดของบุรุษชุดขาว เขาขยับสายตากวาดมองทุกคนก่อนจะกล่าวสืบไปว่า

"ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้าต่างมีความสงสัยอยู่ในใจ บัดนี้ถึงเวลาอันควรแล้ว ข้าจะแจ้งรายละเอียดทุกอย่างให้พวกเจ้าได้รับรู้"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าศิษย์ต่างพากันตื่นตัว ในใจคิดว่าในที่สุดวันนั้นก็มาถึงเสียที แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเขาจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากมาตรการต่าง ๆ ของสำนักศักดิ์สิทธิ์จนปลาบปลื้มยินดีเพียงใด แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวั่นใจ พวกเขาไม่ใช่คนโง่เขลา ย่อมรู้ดีว่าในโลกนี้ไม่มีมื้ออาหารใดที่ได้มาเปล่า ๆ

ของขวัญทุกชิ้นที่โชคชะตามอบให้ ล้วนถูกกำหนดราคาเอาไว้ในเงามืดเนิ่นนานแล้ว

"การปฏิบัติการครั้งนี้ พวกเจ้าต้องเข้าไปในดินแดนอันตรายแห่งหนึ่ง สถานที่นั้นมีนามว่าแดนโบราณหมิงยวี่ มันคือโลกขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์และยิ่งใหญ่ยิ่งนัก!"

"แดนโบราณหมิงยวี่จะโคจรมาบรรจบกับโลกที่แดนเฉียนหยวนตั้งอยู่เพียงหนึ่งครั้งในรอบหลายหมื่นปี และมีเพียงสถานที่แห่งเดียวในทะเลหมิงแห่งบูรพาทิศของแดนเฉียนหยวนเท่านั้น ที่จะใช้เป็นช่องทางในการข้ามผ่านไปยังเขตแดนโบราณได้"

"แดนโบราณหมิงยวี่นั้นแสนพิเศษ กฎเกณฑ์มรรคาแห่งโลกสมบูรณ์ไร้ที่ติ ทั้งยังผลักดันกลิ่นอายกฎเกณฑ์จากภายนอกสิ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้บำเพ็ญที่มีกลิ่นอายแห่งกฎเกณฑ์ติดตัวจึงมิอาจย่างกรายเข้าสู่เขตแดนโบราณได้ นี่คือเหตุผลที่สำนักศักดิ์สิทธิ์สั่งห้ามพวกเจ้ามิให้บรรลุถึงระดับลวดลายเทพ"

"ตลอดกาลเนิ่นนานที่ผ่านมา ทุกคราที่สองโลกบรรจบ ขุมอำนาจทั้งหลายในแดนเฉียนหยวนต่างส่งเหล่าศิษย์เข้าไปในเขตแดนโบราณ เพียงเพื่อตามหาสิ่งหนึ่ง... สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด!"

"น่าเสียดายที่เขตแดนโบราณนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินเปรียบ ซ้ำยังมีภยันตรายอาบแฝงอยู่ทุกย่างก้าว ด้วยกำลังของเหล่าผู้บำเพ็ญระดับต่ำที่ยังมิอาจหยั่งถึงกฎเกณฑ์มรรคา ต่อให้ทุ่มเทแรงกายแรงใจมหาศาลเพียงใด จนถึงบัดนี้ก็ยังคงคว้าน้ำเหลว"

บุรุษชุดขาวกล่าวถึงเพียงนี้ก็หยุดปากเงียบงัน คล้ายจงใจให้เวลาเหล่าศิษย์ได้ย่อยข้อมูล หรือคล้ายกำลังหวนรำลึกถึงความพ่ายแพ้อันอัปยศในการเดินทางสู่เขตแดนโบราณครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ภายในวิหารมรรคสูงสุด ศิษย์นับหมื่นต่างนิ่งเงียบไร้สุ้มเสียง บ้างขมวดคิ้วมุ่น บ้างมีสีหน้าเรียบเฉย และบ้างก็แสดงท่าทีคล้ายเพิ่งตระหนักในบางสิ่ง

ทว่าไร้ซึ่งผู้ใดโวยวายตีโพยตีพายแม้เพียงคนเดียว!

เหล่าอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานที่โดดเด่นเหนือคนนับล้าน ย่อมเป็นยอดคนในหมู่ยอดคน จิตใจของพวกเขาล้วนเข้มแข็งเหนือสามัญ อีกทั้งเรื่องราวนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว ทุกคนต่างทราบดีว่าความเกรียงไกรของสำนักศักดิ์สิทธิ์มิอาจล่วงละเมิด ผู้ที่คิดถอยหนีในยามเผชิญหน้ากับศึกใหญ่ ย่อมมีเพียงความตายรออยู่เท่านั้น!

บรรยากาศภายในวิหารอันเงียบเชียบดูจะกดดันอยู่บ้าง แต่กลับมิได้ส่งผลกระทบต่อเหล่าผู้ที่อยู่บนแท่นพิธีแม้แต่น้อย บุรุษชุดขาวเอ่ยสืบไปว่า

"การสำรวจนับครั้งไม่ถ้วน ความพ่ายแพ้ซ้ำซาก และอนาคตที่อาจต้องวนเวียนเช่นนี้ต่อไปอีกเนิ่นนาน ทว่าสิ่งเหล่านี้หาได้สั่นคลอนปณิธานของเหล่าขุมอำนาจในแดนเฉียนหยวนได้ไม่ สิ่งนั้นในเขตแดนโบราณจะต้องถูกค้นหาให้พบ เว้นเสียแต่ว่าผู้บำเพ็ญในแดนเฉียนหยวนจะสิ้นสูญไปหมดสิ้น!"

น้ำเสียงของบุรุษชุดขาวหนักแน่นทรงพลัง ยิ่งตอกย้ำให้เหล่าศิษย์ตระหนักถึงความเด็ดเดี่ยวของสำนักศักดิ์สิทธิ์

"แม้แดนโบราณหมิงยวี่จะเต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน ทว่าก็แฝงไว้ด้วยวาสนาอันสูงสุด หากพวกเจ้ามีชีวิตรอดกลับมาได้ ย่อมมีอนาคตที่รุ่งโรจน์เกินพรรณนา ตัวข้าเองก็เคยย่างกรายเข้าสู่เขตแดนโบราณในครานั้น และได้รับโชควาสนาอันไร้ลักษณ์มาครอบครอง จึงมีฐานะเช่นในวันนี้ได้"

การให้ทั้งโทษและคุณถือเป็นกลยุทธ์สำคัญ มิอาจเน้นย้ำเพียงความน่าสะพรึงกลัวของเขตแดนโบราณจนเกินพิกัด เพราะหากมากเกินไปจะกลายเป็นการทำลายขวัญกำลังใจ เพียงแค่ทำให้เหล่าศิษย์ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ก็เพียงพอแล้ว

ขึ้นชื่อว่าวาสนาปาฏิหาริย์ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญถวิลหา แม้มันจะดูห่างไกลราวมิอาจเอื้อมถึงประดุจวิมานในอากาศ แต่มันกลับจุดประกายความทะยานอยากในใจคนให้ลุกโชน ความทะยานอยากจะเปลี่ยนเป็นเจตจำนงในการต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุด ต่อให้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยภัยพิบัติประดังเข้ามา เหล่าผู้บำเพ็ญที่ถูกปลุกเร้าความอยากกระหายย่อมมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต

และเป็นไปตามคาด สิ้นคำกล่าวของบุรุษชุดขาว เหล่าศิษย์ที่เคยเงียบงันพลันมีเปลวเพลิงที่มองไม่เห็นลุกโชนอยู่ในส่วนลึกของดวงตา เมื่อความทะยานอยากถูกปลุกขึ้น ขวัญกำลังใจก็พลุ่งพล่านฮึกเหิมทันที

บุรุษชุดขาวลอบพยักหน้าพลางคำวณเวลาว่าจวนเจียนแล้ว จึงมิคิดรั้งรอให้เสียเวลาอีกต่อไป มือหนึ่งประสานเคล็ดวิชา เจดีย์หยกขาวเก้าชั้นขนาดจิ๋วที่พันธนาการอยู่กับปอยผมตรงขมับพลันหลุดร่วงลงมา ก่อนจะขยายใหญ่กลายเป็นเจดีย์หยกขาวเก้าชั้นที่สูงเสียดฟ้า!

"นี่คือเจดีย์จักรวาล ศาสตราเซียนธาตุปริภูมิ หากพวกเจ้าปรารถนาจะกลับคืนสู่แดนเฉียนหยวน จำต้องอาศัยเจดีย์นี้เป็นตัวนำทาง!"

ถึงกับเป็นศาสตราเซียนเชียวหรือ!

เหล่าศิษย์จ้องมองเจดีย์จักรวาลด้วยสายตาอันเร่าร้อนด้วยความอิจฉา แม้แต่ไป๋ตงหลินเองก็ใจสั่นสะท้าน นี่คือสมบัติวิเศษระดับสูงสุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา บางทีวิหารกาลก็อาจเป็นศาสตราเซียนเช่นกัน เพราะทั้งสองต่างมีชื่อเสียงทัดเทียมกัน

บุรุษชุดขาวเมินเฉยต่อสายตาของทุกคน สะบัดมือวูบหนึ่ง จุดแสงสีทองนับไม่ถ้วนพลันพุ่งออกจากเจดีย์จักรวาล มุดหายเข้าไปในกำไลมรรคสูงสุดของศิษย์ทั้งหมื่นคนในชั่วพริบตา แสงสว่างวาบขึ้นคราหนึ่งก่อนจะจางหายไป

"เจดีย์จักรวาลได้ประทับพิกัดลงบนกำไลมรรคสูงสุดของพวกเจ้าแล้ว อีกสามปีข้างหน้า เมื่อสองโลกแยกตัวออกจากกันและกาลอวกาศสั่นสะเทือน วันนั้นจะเป็นวันที่เจดีย์จักรวาลนำทางพวกเจ้ากลับมา! จงจำไว้ว่านี่คือหนทางเดียวที่จะกลับมาได้ หากสูญเสียมันไป พวกเจ้าจะต้องติดอยู่ในเขตแดนโบราณชั่วกัลปาวสาน!"

"ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มิใช่ว่าไม่มีผู้บำเพ็ญที่คิดจะรั้งอยู่ในเขตแดนโบราณเพื่อหาเป้าหมายต่อไป ทว่าคนเหล่านั้นกลับหายสาบสูญไปอย่างลึกลับทุกคนโดยไร้ข้อยกเว้น พวกเจ้าจงอย่าได้คิดเสี่ยงดวงเด็ดขาด!"

เมื่อบุรุษชุดขาวกล่าวจบ ริมฝีปากของเขาก็ขยับขยุกขยิกเล็กน้อย ทว่ากลับไร้สุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา

"สำหรับเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้น ข้าได้สลักไว้ในส่วนลึกของดวงวิญญาณพวกเจ้าแล้ว เมื่อก้าวเข้าสู่เขตแดนโบราณ มันจะปรากฏขึ้นมาเอง"

"ในกำไลมรรคสูงสุดยังมีประสบการณ์จากการสำรวจเขตแดนโบราณครั้งก่อน ๆ บันทึกเอาไว้ หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าบ้าง"

"ออกเดินทางได้!"

เจดีย์หยกขาวเก้าชั้นส่องแสงวาบ ศิษย์นับหมื่นก็ถูกดูดกลืนเข้าไปภายในทันที

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย บุรุษชุดขาวก็หันไปโค้งคำนับให้แก่ยอดเขามรรคสูงสุดเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าสู่เจดีย์จักรวาลพร้อมกับเจ้าเขาทั้งสี่แห่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่อยู่เบื้องหลัง

เจดีย์จักรวาลหยกขาวเก้าชั้นสั่นไหวเล็กน้อย กาลอวกาศบิดเบี้ยว แล้วอันตรธานหายไปในชั่วพริบตา

วิหารมรรคสูงสุดอันยิ่งใหญ่พลันกลับคืนสู่ความว่างเปล่าสิ้น เจตจำนงอันทรงพลังมากมายที่เคยวนเวียนอยู่เบื้องบนก็พากันถดถอยจากไป

เหง่ง... หง่าง...

เสียงระฆังดังกังวานก้องกัมปนาทมาจากส่วนลึกของสำนักศักดิ์สิทธิ์

ราวกับเป็นบทเพลงแห่งสงคราม

หรือคล้ายเป็นการส่งวิญญาณ

จบบทที่ บทที่ 62 เจดีย์จักรวาล

คัดลอกลิงก์แล้ว