- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 1 ตระกูลไป๋แห่งอวิ๋นโจว
บทที่ 1 ตระกูลไป๋แห่งอวิ๋นโจว
บทที่ 1 ตระกูลไป๋แห่งอวิ๋นโจว
บทที่ 1 ตระกูลไป๋แห่งอวิ๋นโจว
แคว้นหลานหยาง
เมืองอวิ๋นโจว
เสียงอ่านตำราดังประสานกันมาจากโรงเรียนตระกูลไป๋ ทว่าภายใต้แสงแดดที่แผดเผาในเดือนแปดเช่นนี้ เสียงท่องตำราเหล่านั้นกลับดูอ่อนระโหยโรยแรง ยิ่งเมื่อเทียบกับเสียงจักจั่นที่กรีดร้องอยู่บนต้นไม้นอกหน้าต่างแล้ว ก็นับว่าเบาหูไปถนัดตา
ไป๋ตงหลินในวัยสิบเอ็ดขวบกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาโยกศีรษะไปมาพลางเอ่ยรับตามเพื่อนร่วมชั้น ทว่าจิตวิญญาณกลับล่องลอยออกไปไกลจนถึงนอกเก้าชั้นฟ้าแล้ว
"นี่ข้าคงมาเกิดใหม่จริง ๆ สินะ"
"ไม่ใช่การสิงร่าง และไม่ใช่การทะลุมิติมาทั้งตัว แต่เป็นการมาเกิดใหม่ในตระกูลไป๋แห่งอวิ๋นโจวแห่งนี้โดยตรง!"
"คงเป็นเพราะร่างกายของทารกนั้นบอบบางเกินไปจนไม่สามารถรองรับดวงวิญญาณของข้าได้ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ร่างกายนี้จึงค่อย ๆ ปรับตัวจนเข้าที่ จนข้าสามารถทำลายความเร้นลับแห่งครรภ์และตื่นขึ้นพร้อมความทรงจำจากชาติปางก่อนได้ในที่สุด"
ในชาติก่อน ไป๋ตงหลินเป็นหนึ่งในกองทัพมนุษย์เงินเดือนที่ถูกบีบคั้นจากระบบการทำงานหนัก ทั้งยังมีหัวโอนกำพร้า ไร้ที่พึ่งพิง จึงต้องใช้ความพยายามมากกว่าผู้อื่นหลายเท่าตัวเพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
งานที่หนักอึ้งบีบเค้นจนแทบไม่เหลือเวลาสำหรับการพักผ่อน มีเพียงการหาเวลาว่างอันน้อยนิดมาอ่านนิยายเท่านั้นที่เป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของเขา
ดังนั้น เรื่องการข้ามภพข้ามชาติเช่นนี้ เขาจึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี
"แต่มันชักจะผิดปกติแล้วนะ หรือว่านิยายที่ข้าอ่านมาเป็นสิบปีจะหลอกลวงกันหมด? ไหนล่ะนิ้วทองคำของข้า?"
ไป๋ตงหลินเปลี่ยนมือมาเท้าคางพลางทอดถอนใจ มีเพียงผู้ที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งเท่านั้นที่จะรู้ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นงดงามเพียงใด
ในชาติที่แล้ว เขาเสียชีวิตท่ามกลางแสงสีขาวโพลนในขณะที่กำลังเลิกงานตอนดึกสงัด ดวงวิญญาณถูกม้วนดึงเข้าไปในพื้นที่อันมืดมิดและไร้กาลเวลา เขาต้องทนทุกข์ทรมานท่ามกลางความอ้างว้างอันยาวนาน ได้เห็นภาพนิมิตประหลาดมากมาย กว่าจะรอดพ้นมาจนถึงคราวมาเกิดใหม่ในชาตินี้ได้
ความสิ้นหวังและความโดดเดี่ยวที่ไร้ทางสู้นั้น เขาไม่อยากจะสัมผัสมันเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมีนิ้วทองคำอันน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นตาเฒ่าในแหวน หรือระบบสุดกวนอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งเสียจนไม่มีวันต้องพบกับความตายอีก
แม้ว่าชาตินี้เขาจะเกิดมาในตระกูลมั่งคั่ง ได้ใช้ชีวิตเป็นคุณชายเจ้าสำราญไปจนวันตาย แต่ตอนนี้เขากลับหวาดกลัวความตายเหลือเกิน แม้แต่การแก่ตายก็ตามที
โลกใบนี้ไม่ใช่โลกโบราณธรรมดา แต่มันคือโลกที่มีพลังเหนือธรรมชาติดำรงอยู่ เท่าที่เขาสัมผัสได้ในตอนนี้ อย่างน้อยที่สุดมันก็คือเขตแดนโลกมารระดับกลาง ส่วนโลกภายนอกจะกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใดนั้น ยังไม่ใช่สิ่งที่เขาในตอนนี้จะล่วงรู้ได้
ในโลกเช่นนี้ การแก่ตายอาจถือเป็นเรื่องเพ้อฝันด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลไป๋ยังสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แคว้น การออกรบราฆ่าฟันในสนามรบจึงเป็นสิ่งที่ลูกหลานตระกูลไป๋เกือบทุกคนต้องเผชิญ
ออกรบสังหารศัตรู จบชีวิตลงด้วยศพห่อหนังม้า
หนึ่งขุนพลสำเร็จชื่อเสียงทับถมบนหมื่นซากศพ จะมีสักกี่คนที่รอดชีวิตกลับมาจากสนามรบได้จริง ๆ? โดยเฉพาะในโลกที่มีพลังเหนือธรรมชาติเช่นนี้ การปลิดศีรษะขุนพลฝ่ายตรงข้ามท่ามกลางกองทัพนับเป็นเรื่องปกติธรรมดายิ่งนัก
"เอาเถิด คิดไปก็ป่วยการ ในเมื่อไม่มีนิ้วทองคำ ข้าก็ยังมีวิสัยทัศน์จากชาติปางก่อน นี่ยังไงก็คือจุดเริ่มต้นแบบปุถุชนไม่ใช่หรือ? ขั้นตอนน่ะข้าเข้าใจแจ่มแจ้งดี!"
เวลาในช่วงบ่ายค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบเชียบท่ามกลางความคิดฟุ้งซ่านของไป๋ตงหลิน
"เอาละ วันนี้พอแค่นี้ เลิกเรียนได้"
อาจารย์บนแท่นบรรยายส่ายหน้าพลางเดินออกจากห้องเรียนไป เขาชินชาเสียแล้วกับการแสดงออกของเหล่าลูกหลานตระกูลไป๋กลุ่มนี้
ตามคำกล่าวของเขา คนพวกนี้ก็เป็นเพียงกลุ่มนักรบบ้าพลังที่มีแต่กล้ามเนื้ออยู่ในสมอง
ทว่าเขาก็เข้าใจดีว่าจวนแม่ทัพให้ความสำคัญกับวรยุทธ์มากกว่าวิชาการมาแต่ไหนแต่ไร หากไม่ใช่เพราะเกรงว่าในอนาคตจะเกิดแม่ทัพที่อ่านเขียนไม่ได้จนทำให้เสียชื่อเสียงตระกูลไป๋ พวกเขาก็คงไม่ยอมทุ่มเงินมหาศาลจ้างอาจารย์อย่างพวกตนมาสอนสั่งเช่นนี้
เขาไม่ได้คาดหวังอะไรสูงส่งนักจากลูกศิษย์เหล่านี้ อย่างน้อยขอให้อ่านออกเขียนได้ เข้าใจตำราพิชัยสงครามก็เพียงพอ หากจัดกระบวนทัพไม่เป็นแล้วจะไปเป็นแม่ทัพได้อย่างไร? ไปเป็นพ่อครัวกองเสบียงยังจะเหมาะเสียกว่า
แต่ก็นั่นแหละ เงินค่าจ้างที่เป็นเงินแท้พวกนั้นมันช่างหอมหวานนัก
"เฮ้! เลิกเรียนแล้ว!"
"พี่แปด พี่สิบเอ็ด พวกเราไปดูอาจารย์ฝึกยุทธ์ที่ลานฝึกวรยุทธ์กันเถอะ?"
"ไปสิ ไปด้วยกันเลย"
"เจ้าสิบสาม เจ้าไม่ไปกับพวกเราหรือ?"
"ข้าไม่ไปล่ะ ข้าต้องกลับไปให้อาหารนกที่เรือน"
ไป๋ตงหลินขยี้ตา ทำท่าทางเหมือนเพิ่งตื่นนอนพลางโบกมือไล่กลุ่มเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าให้พ้นทาง
แค่ไปดูจะมีประโยชน์อะไร? อายุยังน้อยยังไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ ไปดูแล้วก็มีแต่จะทำให้อยากจนใจสั่นเปล่า ๆ
สู้เอาเวลาไปดูแลนกของพี่รองให้ดีจะดีกว่า หวังว่าการกลับมาจากสำนักผู้บำเพ็ญของพี่รองในครั้งนี้ จะมีสิ่งใดมาทำให้ข้าประหลาดใจได้บ้าง
เมื่อนึกถึงพี่รองของตน ไป๋ตงหลินก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขาเติบโตมาพร้อมกับได้ยินเรื่องเล่าขานของพี่รองผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ซึ่งได้รับเลือกให้เข้าสู่สำนักผู้บำเพ็ญ และยังเป็นหนึ่งในสิบสำนักชั้นนำของแค้วนหนานหยางอีกด้วย
แค้วนหนานหยางนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรนับพันล้านคน เมื่อเทียบกับมหาอำนาจในชาติก่อนของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ดังนั้นสำนักที่ติดอันดับหนึ่งในสิบย่อมต้องแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย
"ตระกูลไป๋ยืนหยัดมาได้นับพันปี ย่อมต้องไม่ธรรมดา วิชาที่อาจารย์ฝึกยุทธ์แสดงให้ดูที่ลานฝึกอาจไม่ใช่ยอดวิชาก้นหีบของตระกูลไป๋จริง ๆ ก็ได้"
"ด้วยฐานะบุตรจากสายหลักของข้า อย่างไรเสียสิ่งเหล่านี้ข้าก็ย่อมต้องได้สัมผัสเข้าสักวัน"
ตระกูลไป๋หยั่งรากลึกมานานนับพันปี จำนวนสมาชิกในตระกูลย่อมมีไม่น้อย ไม่เพียงแต่คนในสายหลักเท่านั้นที่พำนักอยู่ในจวนแม่ทัพแห่งนี้ แต่ยังมีลูกหลานจากสายรองอีกจำนวนมากอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน
ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แคว้นจะนับเป็นสายหลัก ส่วนที่เหลือคือนับเป็นสายรอง
แม้จะมีการแบ่งสายหลักสายรอง แต่กลับไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นสูงต่ำ เพราะอย่างไรเสียสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายย่อมไม่อาจโป้ปดได้ ทุกคนล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันทั้งสิ้น
บิดาของไป๋ตงหลินก็คือแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แคว้นคนปัจจุบัน นามว่าไป๋ลี่ บุรุษผู้สยบแว่นแคว้นทางตอนใต้ทั้งปวง
มารดาของไป๋ตงหลินในชาตินี้มีฐานะต่ำต้อย นางเป็นสาวใช้ติดตามของฮูหยินใหญ่ หรือก็คือฮูหยินใหญ่ของเขานั่นเอง
ถึงแม้จะเป็นสาวใช้ แต่ฮูหยินใหญ่ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์กลับรักใคร่ประดุจพี่น้องคลานตามกันมา
ทว่าช่างน่าเวทนานัก เพราะร่างกายที่อ่อนแอและไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อน หลังจากให้กำเนิดไป๋ตงหลิน นางก็สิ้นใจลงจากการคลอดลูกที่ยากลำบาก
ภายในจวนแม่ทัพแห่งนี้ไม่มีฉากดราม่าน่ารำคาญเหมือนในนิยายที่เคยอ่าน ไม่มีบ่าวไพร่ชั่วร้ายคอยรังแก ในทางตรงกันข้าม ทุกคนกลับปฏิบัติ ต่อเขาด้วยความเคารพนอบน้อม
ไม่มีพี่น้องคนใดมาคอยกลั่นแกล้ง ซ้ำร้ายเป็นเพราะเขาเป็นบุตรคนเล็กสุดและสูญเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเยาว์ ทุกคนจึงรุมล้อมให้ความรักและเอาใจใส่เขาเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะฮูหยินใหญ่ที่ดูแลเขาประดุจบุตรในอุทรของตนเอง
"หรือว่าข้าจะไม่ได้อยู่ในบทพระเอก? แต่เป็นเพียงตัวประกอบเล่า?"
นอกจากจะไม่มีนิ้วทองคำแล้ว กระทั่งสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายก็ยังไม่มีอีก นี่ทำให้ไป๋ตงหลินเริ่มสงสัยว่าตนเองอาจจะเป็นเพียงตัวประกอบที่ออกมาเดินผ่านหน้ากล้อง เพื่อรอวันเจอพระเอกผู้มีชะตาฟ้าลิขิต แล้วกลายเป็นบันไดให้เขาเหยียบเพื่อเก็บแต้มประสบการณ์ มอบโชคลาภให้ แล้วก็รับค่าจ้างจบฉากไปเท่านั้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าอนาคตช่างมืดมน เขาต้องรีบหาทางเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกตนให้เร็วที่สุด ในเมื่อไม่มีนิ้วทองคำ ก็ต้องพึ่งพาความพยายามของตนเอง
ทว่ากฎของตระกูลไป๋ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องมีอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์จึงจะเริ่มฝึกยุทธ์ได้ การฝึกยุทธ์ก่อนวัยอันควรอย่างเบาก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโต อย่างหนักก็อาจถึงขั้นพิการไปตลอดชีวิต
"คงต้องหาทางให้พี่รองช่วยเสียแล้ว สำนักชั้นนำติดอันดับหนึ่งในสิบย่อมไม่มีทางจำกัดอายุในการฝึกยุทธ์แน่นอน! พี่รองเองก็ถูกผู้ฝึกตนชราพาตัวไปตั้งแต่อายุเพียงหกขวบไม่ใช่หรือ"
"ดังนั้น สิ่งที่ข้าทำได้ในตอนนี้ คือเลี้ยงนกของพี่รองให้ดีที่สุด เห็นแก่ความลำบากของข้าในการเลี้ยงนก การจะขอเคล็ดวิชาสุดยอดสักสิบเล่มแปดเล่มก็น่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่กระมัง?"
หนทางสู่พลังเหนือธรรมชาตินั้นยากลำบากเพียงใด หากไร้ซึ่งผู้นำทาง การจะเข้าสู่โลกใบนั้นก็ยากเย็นแสนเข็ญราวกับจะปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ไม่ว่าจะอย่างไร เขาจะไม่มีวันละทิ้งการแสวงหาพลังเหนือธรรมชาติ มีเพียงผู้ที่กุมอำนาจอยู่ในมือเท่านั้น จึงจะสามารถกุมโชคชะตาของตนเองได้
ชาตินี้เขาไม่อยากใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างไร้ค่าอีกต่อไป เขาต้องการเป็นเจ้านายเหนือโชคชะตาของตน
ชาติก่อนตายไปอย่างปริศนา ชาตินี้ต้องอยู่อย่างเข้าใจโลกให้ถ่องแท้
ไป๋ตงหลินเดินออกจากโรงเรียน แล้วปีนขึ้นไปบนรถม้าที่จอดรออยู่หน้าประตูทันที
อาณาเขตของจวนตระกูลไป๋นั้นกว้างขวางยิ่งนัก การเดินทางระหว่างเรือนหลักต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้รถม้าเป็นพาหนะ
"ไปที่เรือนของฮูหยินใหญ่"
"รับทราบขอรับคุณชาย นั่งให้มั่นนะขอรับ"