- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอรวยด้วยข้าวผัดไข่
- ตอนที่ 34 ความดูแคลนของฟู่เสี่ยวเหมย
ตอนที่ 34 ความดูแคลนของฟู่เสี่ยวเหมย
ตอนที่ 34 ความดูแคลนของฟู่เสี่ยวเหมย
ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารยังถูกปิดกั้น มีทั้งพวกนักต้มตุ๋นและแก๊งค้ามนุษย์อยู่เต็มไปหมด หลิวอี้หางจึงเดินตามพ่อแม่ไปติดๆ เพราะกลัวว่าพวกเขาจะถูกหลอก
ทว่าเขากลับกังวลเกินไปเสียแล้ว
หลิวเซี่ยงตงและหลินกุ้ยฮวานั้นระแวดระวังตัวมาก เพียงแค่เห็นใครมาพูดจาโน้มน้าวให้เสียเงิน ทั้งคู่ก็พร้อมใจกันสะบัดหน้าหนีทันทีโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
หลิวอี้หางเห็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
หลินกุ้ยฮวาซื้อซาลาเปาไส้หมูห้าลูก ไส้ผักห้าลูก ฮวาเจวี่ยนอีกสิบกว่าชิ้น และไป๋เมี่ยนปิ่ง (แผ่นแป้งนึ่ง) อีกสองสามแผ่น
หลิวอี้หางซื้อเป้ผ้าใบยีนส์มาใบหนึ่ง แล้วนำใบรับรองต่างๆ กล่องใส่เงิน และเสบียงที่แม่เพิ่งซื้อมาใส่ลงไปในเป้แล้วสะพายขึ้นหลัง
อันที่จริง การเก็บเอกสารและใบตอบรับเข้าเรียนไว้ในมิติจุดพิกัดนั้นปลอดภัยที่สุด แต่หลินกุ้ยฮวานั้นหวงใบตอบรับเข้าเรียนมาก คอยหยิบออกมาตรวจดูอยู่บ่อยๆ ว่ายังอยู่ดีไหม เขาจึงกลัวว่าจะความแตก และจำต้องเก็บมันไว้ข้างนอกตามเดิม
ทั้งสามคนมองหาร้านแผงลอยเล็กๆ แล้วนั่งลง สั่งบะหมี่หมูสับคนละชามเพื่อเป็นมื้อกลางวัน
"ฉันบอกแกแล้วไงว่าอย่าเลือกเรียนโรงเรียนที่อยู่ไกลถึงเทียนโจวซื่อ แกก็ไม่เชื่อ ค่าตั๋วรถไฟคนละตั้งสี่สิบหยวน แพงกว่าเงินเดือนพ่อแกทั้งเดือนเสียอีก บ้านเราจะมีเงินที่ไหนมาให้แกถลุงเล่นแบบนี้ ต่อไปถ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่ต้องกลับบ้านบ่อยๆ นะ"
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังก้มหน้าก้มตาหัวกินบะหมี่ ก็มีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่แต่งตัวทันสมัยเดินนำหน้าชายหนุ่มอีกคนตรงเข้ามา ฝ่ายหญิงบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ
"เถ้าแก่ เอาบะหมี่เจสามชาม" หญิงคนนั้นใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดโต๊ะและม้านั่งอย่างรังเกียจ ก่อนจะยอมนั่งลง
"ยังไม่รีบนั่งลงอีก หรือจะให้ฉันเชิญ"
ชายหนุ่มนั่งลงอย่างว่าง่ายราวกับหุ่นเชิด
"ออกไปข้างนอกต้องรู้จักประหยัด เงินที่บ้านไม่ได้ลอยมาจากฟ้านะ เห็นป้าใหญ่ของแกบอกว่าในมหาวิทยาลัยมีงานประเภททำงานไปเรียนไปอะไรนั่นน่ะ พอไปถึงแล้วก็ลองสอบถามดูบ้าง พยายามหาค่ากินค่าอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ล่ะ"
"บอกแล้วว่าอย่าไปต่างถิ่นก็ไม่ฟัง เรียนแค่ซือจวน (วิทยาลัยครู) จะไปไกลขนาดนั้นทำไม ฉันล่ะเหนื่อยแทนแกจริงๆ" หญิงคนนั้นยังคงบ่นกระปอดกระแปด ส่วนชายหนุ่มได้แต่ก้มหน้าเงียบไม่พูดไม่จา
"เอาเถอะ คุณก็น้อยๆ หน่อยเถอะ บ่นจนหูผมจะขึ้นหูอยู่แล้ว" สามีของเธอรีบตัดบทสนทนาอันน่าอึดอัดนี้
หลิวอี้หางอดคิดไม่ได้ว่า หากเขามีแม่ที่ชอบบ่นและเจ้ากี้เจ้าการแบบนี้ เขาเองก็คงอยากจะหนีไปให้ไกลเหมือนกัน
เมื่อทั้งสามคนกินบะหมี่เสร็จ หลิวอี้หางและหลิวเซี่ยงตงก็จัดการซาลาเปาไปอีกคนละสองลูก ถึงได้รู้สึกว่าท้องอิ่มเสียที
หลังจากจ่ายเงินและกลับไปที่สถานีรถไฟ รออยู่ประมาณสิบนาที ก็ได้ยินเสียงประกาศจากประชาสัมพันธ์ว่ารถไฟขบวนที่พวกเขาจะโดยสารพร้อมสำหรับการตรวจตั๋วเข้าสถานีแล้ว
ฝูงชนที่รออยู่ต่างกรูเข้าใส่กันจนมืดฟ้ามัวดิน ทุกคนต่างสะพายกระเป๋าใบใหญ่ถือของพะรุงพะรัง ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
โชคดีที่ทั้งสามคนไม่มีสัมภาระชิ้นใหญ่ เดินตัวปลิวจึงเบียดเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว
หลิวอี้หางจูงมือพ่อแม่จนหาที่นั่งของทั้งสามคนเจอ
ที่นั่งทั้งสามที่อยู่ติดกันพอดี เรียงกันทั้งแถว
หลิวเซี่ยงตงและหลินกุ้ยฮวานั่งลง มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างรีบเร่งด้วยความสนใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขานั่งรถไฟ ทุกอย่างจึงดูแปลกใหม่ไปเสียหมด
ทันใดนั้น เสียงบ่นด่าที่คุ้นเคยก็ดังเข้าหูของทั้งสามคน
"โอ๊ย! เดินยังไงไม่ดูทางเนี่ย มาเหยียบรองเท้าหนังของฉันจนสกปรกหมดเลย รู้ไหมว่ารองเท้าหนังคู่นี้ราคาเท่าไหร่!"
เป็นผู้หญิงเรื่องเยอะที่พวกเขาเจอตอนกินบะหมี่นั่นเอง
คนที่เหยียบเธอคือหญิงชราคนหนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางจองหองพองขนของหญิงผู้นั้นเข้า หญิงชราก็ตัวหดเหลือนิดเดียวด้วยความกลัวว่าจะถูกเรียกค่าเสียหาย
เธอกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงนอบน้อม "ขอโทษด้วยนะคะ ขอโทษจริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ บนรถมันเบียดกันเกินไปน่ะค่ะ"
สามีของหญิงคนนั้นเห็นท่าทางน่าสงสารของหญิงชรา จึงรีบพูดตัดบท "ไม่เป็นไรหรอก รีบไปเถอะครับ ขวางทางคนข้างหลังเขา"
หลิวอี้หางมองดูครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พลางนึกในใจ 'อย่ามาทางนี้เลยนะ ขอร้องล่ะ อย่ามาเลย'
แม้จะเป็นการเดินทางเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับคนพรรค์นี้ทุกวัน อารมณ์คงบูดบึ้งไม่น้อยเลยทีเดียว
ทว่า สิ่งที่หวังกลับไม่เป็นผล
ครอบครัวนั้นเดินฝ่าฝูงชนมาและนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาพอดี
ชายหนุ่มช่วยยกสัมภาระขึ้นไปวางบนชั้นวางของ
หญิงเรื่องเยอะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าถือ แล้วบรรจงเช็ดรองเท้าหนังสีดำของตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
"โชคดีนะที่ไม่มีรอย ไม่อย่างนั้นฉันไม่ยอมแน่ รองเท้าคู่นี้ทำจากหนังวัวเชียวนะ แพงมากด้วย"
เมื่อเช็ดรองเท้าเสร็จและเงยหน้าขึ้น เธอสังเกตเห็นว่าครอบครัวฝั่งตรงข้ามสวมเสื้อผ้าที่ซักจนซีดเผือด หลวมโพรก แถมยังมีรอยปะชุน และในอากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อจางๆ
เธอเบะปากอย่างไม่พอใจที่ต้องมานั่งร่วมกับพวก "คนจน" เหล่านี้ ช่างขวางหูขวางตาเสียจริง
เธอจงใจใช้มือพัดลมที่หน้าจมูก "กลิ่นอะไรเนี่ย เหม็นชะมัด ยุคนี้สมัยนี้ ใครๆ ก็ขึ้นรถไฟได้หมดเลยเหรอ"
พวกเขายังไม่ทันจะรังเกียจเธอเลย แต่เธอกลับมาชิงรังเกียจพวกเขาก่อนเสียอย่างนั้น
ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์ของระบบก็ดังขึ้นข้างหูของหลิวอี้หาง
[ภารกิจระบบ: ได้รับความดูแคลนจากฟู่เสี่ยวเหมย โปรดตบหน้าเธอคืนอย่างรุนแรง (เอาคืนให้หน้าหงายด้วยการกระทำหรือคำพูด)
รางวัลภารกิจ: ระบบแจ้งเตือนอันตรายล่วงหน้า เป็นเวลาสองวัน]
คาดว่าฟู่เสี่ยวเหมยคงเป็นชื่อของผู้หญิงฝั่งตรงข้ามนั่นเอง
ทั้งสามคนต่างเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของฟู่เสี่ยวเหมยได้ทันที ว่าเธอกำลังดูถูกที่พวกเขาแต่งตัวซอมซ่อและหาว่าพวกเขามีกลิ่นตัว
บรรยากาศพลันอึดอัดขึ้นมาในทันที
ในช่วงฤดูร้อนเช่นนี้ พวกเขาตรากตรำมาตั้งแต่เมื่อวาน และเนื่องจากถูกขับออกจากบ้านโดยไม่มีสัมภาระติดตัว จึงไม่มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนซัก ย่อมต้องมีกลิ่นเหงื่ออยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ถึงกับเหม็นโชยขนาดนั้น
อีกอย่าง บนตู้โดยสารที่คนแออัดแบบนี้ ย่อมมีกลิ่นสารพัดปนเปกันไปอยู่แล้ว
ทั้งสามคนคิดว่าการนั่งรถไฟไม่จำเป็นต้องแต่งตัวให้ดูดีเกินไปนัก เพื่อป้องกันพวกหัวขโมยจ้องเล่นงาน จึงไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ และกะว่าจะไปหาซื้อใหม่ทั้งหมดเมื่อถึงเทียนโจวซื่อ
จนกระทั่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจเช่นนี้ ถูกจิกกัดต่อหน้าต่อตาแต่กลับไม่รู้จะโต้กลับอย่างไรให้ดูดี
หลินกุ้ยฮวากรอกตาไปมาแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเธอ
หลิวอี้หางครุ่นคิดอยู่ข้างๆ ว่าจะทำภารกิจของระบบให้สำเร็จได้อย่างไร วิธีที่ดีที่สุดคือการ "ตบหน้า" แบบนิ่งๆ แต่ทรงพลัง ถึงจะสะใจและเด็ดขาดพอ
รถไฟค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกไป หลิวเซี่ยงตงและหลินกุ้ยฮวามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างตื่นเต้น พลางพึมพำกันเบาๆ
ฟู่เสี่ยวเหมยเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่งแล้วคิดในใจ 'บ้านนอกเข้ากรุงจริงๆ'
ช่วงบ่ายเป็นช่วงที่คนง่วงนอนง่ายที่สุด หลินกุ้ยฮวาและหลิวเซี่ยงตงต่างพากันหลับไป ส่วนหลิวอี้หางที่เมื่อเช้าตื่นสายยังไม่รู้สึกง่วง
รถไฟที่วิ่งไปอย่างช้าๆ ชวนให้เคลิ้มหลับ พวกเขาหลับรวดเดียวจนถึงห้าโมงเย็น
ทั้งสามคนตกลงกันไว้ว่า ตอนกลางวันให้หลับให้เต็มที่ ส่วนตอนกลางคืนต้องคอยระวังตัว เพราะในตัวมีทั้งสมุดบัญชีเงินฝากสามหมื่นหยวน เงินสดอีกกว่าสองหมื่นหยวน และทองคำแท่งอีก
ถ้าถูกขโมยไป คงได้สิ้นเนื้อประดาตัวกันจริงๆ
หลิวอี้หางตั้งใจจะนำของพวกนั้นไปเก็บไว้ในมิติจุดพิกัดเพื่อความปลอดภัย แต่ก็กลัวว่าพ่อแม่จะตกใจที่เห็นเงินหายไปจนเกิดความเข้าใจผิดโดยไม่จำเป็น เขาจึงได้แต่กอดเป้ไว้แน่นแนบอก ไม่ยอมให้ห่างตัวแม้แต่วินาทีเดียว
จนกระทั่งหลิวเซี่ยงตงตื่นขึ้นมาและรับเป้ไปถือไว้ หลิวอี้หางจึงกล้าไปเข้าห้องน้ำเพื่อปลดทุกข์ และถือโอกาสพักก้นที่นั่งจนปวดไปในตัว
ครั้นเมื่อเขาทำธุระเสร็จและเดินกลับมา ก็ได้ยินเสียงประกาศจากรถไฟกำลังแจ้งข่าวบางอย่าง
(จบตอน)