- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอรวยด้วยข้าวผัดไข่
- ตอนที่ 22 หลิว เหวินปินเสียสติ และการเตรียมตัวย้ายครอบครัวของหลิว อี้หาง
ตอนที่ 22 หลิว เหวินปินเสียสติ และการเตรียมตัวย้ายครอบครัวของหลิว อี้หาง
ตอนที่ 22 หลิว เหวินปินเสียสติ และการเตรียมตัวย้ายครอบครัวของหลิว อี้หาง
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายแจ้งผลการสืบสวนให้หลิว เหวินปินทราบ เขาก็โวยวายราวกับคนบ้า "ต้องเป็นมันแน่ๆ! ต้องเป็นมัน! มีแค่มันคนเดียวที่เกลียดผมขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เขาก็ไม่มีใครอีกแล้ว!"
"แต่ตอนเกิดเหตุ เขาพึ่งจะนั่งกินข้าวกับเพื่อนอยู่ที่โจวซานซื่อ จะมาโผล่ที่ชิงซานชุนซึ่งอยู่ไกลขนาดนี้ได้ยังไง? นอกจากว่าเขาจะหายตัวมาได้นั่นแหละ!"
ตำรวจอาวุโสเอ๋ย ต้องบอกเลยว่าคุณน่ะเดาถูกทางเข้าแล้ว
"ต้องเป็นมัน ต้องเป็นมันแน่ๆ" หลิว เหวินปินยังคงพึมพำประโยคเดิมซ้ำๆ ราวกับคนเสียสติ
ความหวังที่เป็นแรงยึดเหนี่ยวจิตใจตลอดสองวันที่ผ่านมาพังทลายลงจนหมดสิ้น
ชีวิตของเขาพังพินาศไปแล้ว แต่ทำไมหลิว อี้หางถึงยังอยู่อย่างสุขสบายได้ล่ะ
สุดท้าย คดีนี้ก็ถูกปิดลงอย่างคลุมเครือ โดยบาดแผลตามร่างกายของหลิว เหวินปินถูกระบุว่ามีสาเหตุมาจากตัวเขาเอง
หลิว มู่รับตัวลูกชายกลับมารักษาตัวที่บ้าน เขามักจะมีอาการคลุ้มคลั่งเป็นพักๆ พร่ำเพ้อไปเรื่อยว่าหลิว อี้หางเป็นผี โผล่มาฟาดหัวเขาแล้วก็ล่องลอยหายไป
ในความเป็นจริง สิ่งที่เขาพูดเกือบจะใกล้เคียงกับความจริงที่สุดแล้ว ทว่าจะมีใครเชื่อล่ะ?
หลิว มู่คิดว่าสมองของลูกชายคงมีปัญหาไปแล้ว จึงทำได้เพียงขังเขาไว้ในบ้านทั้งวัน นานวันเข้าแม้แต่หลิว เหวินปินเองก็เริ่มเชื่อว่าตนเองอาจจะวิกลจริตจริงๆ
ทางด้านหลิว เซี่ยงเฉียน คำตัดสินก็ออกมาแล้ว เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาสองปี
ส่วนหลิว ซาน ถูกตัดสินว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แต่เนื่องจากเข้ามอบตัวและยังไม่ได้สร้างความเสียหายในเชิงรูปธรรม จึงได้รับการผ่อนปรนโทษให้เหลือเพียงการกักขังเป็นเวลาไม่กี่เดือน
ทุกอย่างเป็นไปตามที่หลิว อี้หางคาดการณ์ไว้
ครอบครัวของหลิว เหวินปินในตอนนี้แทบจะพังพินาศ ตัวเขาเองนอกจากจะพิการถาวรแล้ว ยังถูกผู้คนมองว่าเป็นคนบ้าอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจของหลิว อี้หางกลับรุ่งเรืองขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทุกวันตอนเที่ยง กำไรสุทธิจากการขายต้านเฉ่าฟั่นอยู่ที่ประมาณสามร้อยหยวน ส่วนช่วงเย็นจากการขายปิ้งย่างอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันหยวน
รวมรายได้แต่ละวันสูงถึงหนึ่งพันสามร้อยหยวนเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ หลิว อี้หางจึงใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็ทำภารกิจรายได้หลักหมื่นต่อเดือนของระบบสำเร็จ และได้รับ "วิชามวยเสริมสร้างร่างกาย" มาครอบครอง
ระบบได้ถ่ายทอดกระบวนท่าของวิชามวยนี้เข้าสู่สมองของเขาโดยตรง
ส่วนรายละเอียดลึกๆ นั้น เขาจำเป็นต้องหมั่นฝึกฝนด้วยตนเองตามรูปแบบที่ได้รับมา เพื่อให้วิชานี้หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและนำออกมาใช้ได้อย่างใจนึก
ดังนั้น กิจวัตรประจำวันของหลิว อี้หางจึงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการตื่นเช้ามาฝึกมวย
หลิน กุ้ยฮวาสนับสนุนการออกกำลังกายของลูกชายอย่างเต็มที่ เพราะสุขภาพคือต้นทุนสำคัญของชีวิต
เธอจัดเตรียมอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ลูกชายทุกวัน ทั้งไข่ไก่และนมสดถูกจัดวางไว้บนโต๊ะไม่เคยขาด
นั่นเป็นเพราะเธอได้ยินพวกลูกค้าเล่าว่า เด็กๆ ที่กินไข่และนมเยอะๆ จะได้รับสารอาหารที่ดี
ตอนนี้ครอบครัวเริ่มมีฐานะแล้ว การจะให้ลูกได้กินของดีๆ เพียงเท่านี้ย่อมไม่ใช่ปัญหา
นอกจากนี้ หลิน กุ้ยฮวายังขยันทำเมนูเนื้อสัตว์สลับสับเปลี่ยนกันไปให้สองพ่อลูกทานอยู่เสมอ โดยมีหลิว อี้หางคอยสอนเมนูใหม่ๆ ให้เธอและหลิว เซี่ยงตง ถึงแม้เมนูเหล่านี้จะไม่ได้มาจากระบบ แต่ก็เป็นวิชาทำอาหารที่เขาเชี่ยวชาญจากชาติที่แล้ว
หากเรียนรู้ไว้ก็นำมาทำให้คนในครอบครัวทานได้ หรือในอนาคตหากต้องตั้งแผงลอยอีกครั้งก็ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้
ร่างกายของทุกคนเริ่มแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหลิว อี้หาง ผลจากการควงตะหลิวหน้าเตาและย่างปิ้งย่างติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ต้นแขนของเขาเริ่มมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ดูบึกบึนขึ้นมาก
สองสามีภรรยาช่วยกันแบ่งเบางานบ้านเกือบทั้งหมด เพื่อให้ลูกชายมีเวลาว่างไปทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ
อย่างเช่นเรื่องการออกไปซื้อของสดในตอนเช้า ก็กลายเป็นหน้าที่ของหลิน กุ้ยฮวาและหลิว เซี่ยงตงที่ไปร่วมกัน
หลิน กุ้ยฮวานั้นต่อราคาเก่งกว่าหลิว อี้หางเสียอีก ของที่เธอซื้อมาจึงทั้งสดและราคาถูก
ส่วนหลิว เซี่ยงตงในตอนนี้ก็เริ่มชำนาญการทำต้านเฉ่าฟั่นแล้ว รสชาติแทบไม่ต่างจากที่หลิว อี้หางทำ จะมีก็เพียงลูกค้าที่ลิ้นเทพจริงๆ เท่านั้นถึงจะแยกความแตกต่างออก
ส่วนเรื่องปิ้งย่างยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่สูตรลับของเครื่องเทศเฉาเข่า
ทั้งคู่ต่างพยายามแบ่งเบาภาระของลูกชายในแบบของตนเองอย่างเงียบๆ
หลิว อี้หางตื่นมาฝึกมวยตอนเช้าสองชั่วโมง และก่อนนอนอีกหนึ่งชั่วโมง
ในช่วงแรก วิชามวยนี้ดูไม่มีอะไรพิเศษนัก เพราะเขายังไม่เข้าถึงแก่นแท้ของมัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มจับจุดได้ ทุกครั้งที่ปล่อยหมัดออกไปเริ่มแฝงไปด้วยพละกำลังที่ดุดัน
มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แต่สัมผัสได้ถึงความลึกล้ำอย่างบอกไม่ถูก
แม้แต่หลิว เซี่ยงตงเองในบางครั้งยังอดไม่ได้ที่จะมาร่วมขยับร่างกายฝึกตามอยู่ข้างหลัง
นับตั้งแต่เริ่มฝึกมวย หลิว อี้หางก็ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในเวลาอันสั้น
เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างหนัก ทำให้เขาชอบทานเนื้อสัตว์เป็นพิเศษ เมื่อได้รับโปรตีนในปริมาณมาก ร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นวันละนิดราวกับลูกโป่งที่ถูกสูบลม ไม่ใช่เด็กหนุ่มผอมแห้งแรงน้อยเพราะขาดสารอาหารเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
จนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคม เมื่อเขาวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนักดู
เขาก็พบว่าตัวเองสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์หลายเซนติเมตร และน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นมาประมาณสิบชั่ง (ประมาณ 5 กิโลกรัม)
เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับสารอาหารที่หลิน กุ้ยฮวาประเคนให้ และผลลัพธ์จากการฝึกมวยเสริมสร้างร่างกาย
เหลือเวลาอีกเพียงเจ็ดวันก็จะถึงกำหนดวันรายงานตัวที่เทียนโจว ต้าซวี่แล้ว
หลิว อี้หางจึงต้องหยุดพักเรื่องอื่น เพื่อปรึกษาหารือกับครอบครัวเกี่ยวกับแผนการในอนาคต
"พ่อครับ แม่ครับ ความคิดของผมตอนนี้คืออยากจะหยุดขายที่นี่ แล้วพวกเราย้ายไปเทียนโจวซื่อกันทั้งบ้าน ไปหาลู่ทางเริ่มใหม่ที่นั่นกันเถอะครับ"
"ถ้าผมไปเข้าเรียน ผมยังพอหาเวลาว่างมาช่วยดูแลแผงลอยได้ ครอบครัวเราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน พ่อกับแม่คิดว่ายังไงครับ?"
หลิว เซี่ยงตงและหลิน กุ้ยฮวาต่างนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความลังเล
พุดตามตรงว่าตอนนี้พวกเขาเริ่มคุ้นมือกับงานที่นี่แล้ว รายได้ก็มั่นคงดี จึงไม่ค่อยอยากจะย้ายไปไหน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าที่เทียนโจวซื่อจะเป็นอย่างไร คนที่นั่นจะชอบรสชาติอาหารของพวกเขาหรือไม่ก็ยังไม่รู้
"หรือจะให้ลูกไปลองดูทางก่อนดีไหม? ถ้ามันเข้าท่า แม่กับพ่อค่อยตามไปทีหลัง"
"ประเด็นหลักคือแผงลอยเราเพิ่งจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แถมรายได้ยังดีมาก แม่เองก็เสียดาย แม่กับพ่อไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูงอะไร แค่อยากจะรักษาแผงนี้ไว้เพื่อส่งลูกเรียนและใช้ชีวิตไปวันๆ ก็พอแล้ว"
หลิว อี้หางเข้าใจแม่ของเขาดี หากเขายอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว แม่จะไม่มีวันย้ายไปเทียนโจวซื่อแน่นอน และคงจะกอดแผงลอยนี้ไว้จนแก่เฒ่าอย่างที่เธอว่าจริงๆ
เธอมีความคิดแบบคนสมัยเก่า เมื่อมีอาชีพที่ทำเงินได้แล้วก็ยากที่จะตัดใจละทิ้งไป
แต่จะโทษว่าเธอมองการณ์สั้นก็ไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมที่เติบโตมาหล่อหลอมให้เธอเป็นเช่นนั้น
ทว่าหลิว เซี่ยงตงกลับเริ่มมีท่าทีโอนอ่อนตาม ความเป็นผู้ชายทำให้เขาไม่ยึดติดกับบ้านเท่าผู้หญิง และมีความกล้าที่จะออกไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ มากกว่า
"อี้หาง ลูกว่าธุรกิจของเราจะไปรอดที่เทียนโจวซื่อไหม?"
"เทียนโจวซื่อเป็นถึงเมืองหลวงของประเทศนะครับพ่อ ต้านเฉ่าฟั่นที่เราขายที่โจวซานสองหยวน ถ้าบริหารจัดการดีๆ ไปขายที่เทียนโจวอาจจะขายได้ถึงสามสี่หยวนเลยนะ ส่วนปิ้งย่างยิ่งไม่ต้องพูดถึง ราคาพุ่งขึ้นเท่าตัวแน่นอน"
"ถึงตอนนั้นเราจะหาเงินได้มากกว่าตอนนี้เสียอีก และที่สำคัญที่สุดคือ ในอนาคตผมตั้งใจจะปักหลักอยู่ที่เทียนโจวซื่อ พ่อกับแม่แน่ใจเหรอครับว่าจะไม่ตามผมไป?"
ประโยคสุดท้ายนี้เองที่ทิ่มแทงใจของหลิน กุ้ยฮวาเข้าอย่างจัง
พวกเขามีลูกชายเพียงคนเดียว หากต้องแยกกันอยู่ไกลๆ แล้วเจอกันแค่ปีละหนสองหน เธอจะทนได้อย่างไร?
แต่ลูกชายเธอกำลังจะเป็นปัญญาชนที่มีความรู้ การได้ไปเติบโตที่เทียนโจวซื่อย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าแน่นอน
หลังจากหลิน กุ้ยฮวาและหลิว เซี่ยงตงปรึกษากันอยู่หลายตลบ ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะย้ายตามลูกชายไปเสี่ยงโชคที่เทียนโจวซื่อ
เหตุผลหลักก็เพราะตอนนี้พวกเขาพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง จึงทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น
ทั้งคู่ตัดสินใจร่วมกันว่าจะยกแผงลอยนี้ให้แก่หลิน ต้าจื้อ พี่ชายคนโตของหลิน กุ้ยฮวา
ในตอนที่ครอบครัวของพวกเขาเริ่มเข้ามาทำงานที่โจวซานใหม่ๆ ก็ได้หลิน ต้าจื้อนี่แหละที่คอยช่วยเหลือ
ตลอดเวลาที่พวกเขาออกมาตั้งแผงขายต้านเฉ่าฟั่น หลิน ต้าจื้อไม่เคยแวะมาหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเขาคงไม่อยากมาสร้างความลำบากใจให้ เนื่องจากคนในครอบครัวเดียวกันมาทานอาหารย่อมทำใจเก็บเงินได้ยาก
หนี้บุญคุณในครั้งนั้น ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนเสียที
(จบตอน)