- หน้าแรก
- เมื่อ CEO ทะลุมิติมาเป็นหลวงจีน เป้าหมายเดียวของผมคือการมีชีวิตเป็นอมตะ!
- บทที่ 11 - สวรรค์ลงทัณฑ์
บทที่ 11 - สวรรค์ลงทัณฑ์
บทที่ 11 - สวรรค์ลงทัณฑ์
บทที่ 11 - สวรรค์ลงทัณฑ์
"ไม่มีทาง!"
ฟ่าหนิงไม่อยากจะเชื่อ เขารีบเอ่ย
"ศิษย์พี่ มนต์คืนวสันต์มหัศจรรย์ถึงเพียงนั้น ขนาดรักษาอาการบาดเจ็บของศิษย์อาเหลียนเสวี่ยได้ ย่อมต้องช่วยศิษย์พี่หนิงได้แน่ขอรับ!"
"มันไม่เหมือนกัน"
ฟ่าคงส่ายหน้า
"มนต์คืนวสันต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้รวดเร็วทันใจ แต่การรักษาบาดแผลนั้นด้อยกว่า ยิ่งเป็นบาดแผลเรื้อรังก็พอทุเลาได้ แต่สำหรับบาดแผลฉกรรจ์ถึงชีวิตเช่นนี้ ก็จนปัญญาเช่นกัน"
ฟ่าหนิงยังคงไม่อยากเชื่อและไม่อาจยอมรับความจริง เขาจ้องมองหนิงเจินเจินที่นอนนิ่งไม่ไหวติงราวกับคนหลับสนิท รู้สึกว่านางช่างงดงามยิ่งกว่าเดิม
ทว่าเขากลับทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ทนดูนางตายจากไปต่อหน้าต่อตา
ความรู้สึกนี้ทำให้เขาทั้งโกรธแค้นและเจ็บปวดปวดร้าว เจ็บใจที่ตนเองไร้ความสามารถ ไม่อาจช่วยชีวิตหนิงเจินเจินไว้ได้
เหลียนเสวี่ยเงยหน้าขึ้น น้ำตานองหน้า
"ฟ่าคง ไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ หรือ? เจินเจินจะต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ หรือ?"
ฟ่าคงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"ยังมีทางช่วยใช่หรือไม่ขอรับ?!" ฟ่าหนิงตาลุกวาว "ศิษย์พี่!"
ฟ่าคงเอ่ยสั่ง
"ศิษย์น้อง เจ้าจงไปที่ตู้เก็บของข้างเตียงในห้องนอนของข้า หยิบขวด..."
เขายังพูดไม่ทันจบ ฟ่าหนิงก็พุ่งเข้ามาคว้าไหล่เขา พาเหินร่างพุ่งตรงไปยังกระท่อมไม้ทันที
ฟ่าคงถูกหิ้วปีกเข้ามาในห้อง ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ขี้เกียจจะต่อว่าฟ่าหนิง
เขาเปิดลิ้นชักตู้เก็บของใบเล็กหัวเตียง ด้านในมีน้ำเต้าหยกสีเขียวมรกตใบจิ๋วอยู่
ขนาดเท่าหัวแม่มือ สลักเสลาอย่างประณีตงดงาม เปล่งประกายเรืองรองจางๆ
"ไปกันเถิด"
ทันทีที่ฟ่าคงเอ่ยปาก ร่างของเขาก็ถูกกระชากปลิวว่อน กลับมายืนอยู่ข้างเหลียนเสวี่ยราวกับพายุพัดผ่าน
เหลียนเสวี่ยนั่งกองอยู่กับพื้น กอดร่างของหนิงเจินเจินไว้แน่น
ฟ่าคงเปิดจุกขวดหยก เทโอสถสีแดงฉานขนาดเท่าเม็ดลำไยออกมาหนึ่งเม็ด
"นี่คือโอสถวิเศษสองเม็ดที่อาจารย์บังเอิญได้มาในอดีต ว่ากันว่ามีสรรพคุณชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้ ก็ต้องดูวาสนาของศิษย์น้องหนิงแล้วล่ะว่าจะรอดหรือไม่"
"โอสถวิเศษก็ช่วยไม่ได้หรอก" เหลียนเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง
"ลองดูเถิด"
ฟ่าคงยัดโอสถสีแดงฉานเข้าไปในริมฝีปากของหนิงเจินเจิน
ริมฝีปากของนางแม้จะซีดเซียวแต่ก็ยังเผยอออกเล็กน้อย พอดีให้ยัดยาเข้าไปได้
ฟ่าคงเก็บขวดหยก ก่อนจะใช้นิ้วแตะเบาๆ ที่พวงแก้มทั้งสองข้างของนาง
ท่ามกลางห้วงความว่างเปล่าอันเป็นสีฟ้าครามและเงียบสงบซึ่งมีเสียงสวดมนต์แว่วมา กิ่งน้ำทิพย์ในพระหัตถ์ของพระไภษัชยคุรุก็สั่นไหวเบาๆ
ลำแสงอันนุ่มนวลลอยขึ้นมาจากฐานดอกบัว ตกลงบนกิ่งน้ำทิพย์ ก่อนจะสาดส่องกระจายออกไป
อายุขัยหนึ่งเดือนถูกใช้ไป
ลำแสงนั้นพุ่งตรงจากห้วงสมองไปรวมตัวกันที่ปลายนิ้วของเขา ก่อนจะส่งผ่านเข้าไปในร่างของหนิงเจินเจิน
เปลวเทียนที่มอดดับไปแล้วถูกจุดให้สว่างไสวขึ้นอีกครั้ง
หนิงเจินเจินกลับมามีชีวิตอีกครา แม้ลมหายใจจะรวยรินดุจเปลวเทียนต้องลมก็ตาม
ฟ่าคงผูกมุทรา หลับตาลงท่องมนต์คืนวสันต์อย่างแผ่วเบา
ขวดหยกในห้วงความว่างเปล่าค่อยๆ เอียงเทหยาดน้ำทิพย์ลงมารดรินบนร่างของหนิงเจินเจิน ช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของนาง
เหลียนเสวี่ยและฟ่าหนิงจ้องมองตาไม่กะพริบ พยายามกลั้นหายใจให้เบาที่สุด กลัวว่าจะไปรบกวนเขา
พลังอำนาจอันน่าอัศจรรย์ของมนต์คืนวสันต์ช่วยอุดรอยรั่วทั่วร่างของหนิงเจินเจิน ทำให้นางสามารถกักเก็บพลังชีวิตและเรี่ยวแรงเอาไว้ได้
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ฟ่าคง ฟ่าหนิง เหลียนเสวี่ย และหนิงเจินเจิน ก็นั่งล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันที่โต๊ะ
บนโต๊ะมีกับข้าวแปดอย่างและน้ำแกงอีกสองถ้วย สีสันสวยงาม กลิ่นหอมฉุย รสชาติเป็นเลิศ
ฟ่าคงกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึกแล้ว
ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาเฉียบคมกว่าคนทั่วไปมาก กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารแต่ละจานจึงกระตุ้นความอยากอาหารของเขาได้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าคนปกติ
เขาไม่คิดเลยว่าเหลียนเสวี่ยจะมีฝีมือทำอาหารเป็นเลิศถึงเพียงนี้
เหลียนเสวี่ยคีบลูกชิ้นเนื้อแก้วใส่ชามให้ฟ่าคงด้วยตนเอง จากนั้นก็คีบให้ฟ่าหนิงอีกหนึ่งลูก พลางเอ่ยกลั้วหัวลเราะ
"เจินเจินรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้ในครั้งนี้ ต้องขอบคุณโอสถวิเศษของฟ่าคง และต้องขอบคุณฟ่าหนิงที่ช่วยวิ่งเต้น ข้าจึงเตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการขอบน้ำใจพวกท่าน!"
ฟ่าหนิงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
"ศิษย์อาเหลียนเสวี่ย ข้าไม่ได้ช่วยอะไรเลยขอรับ"
"อย่างน้อยเจ้าก็ช่วยวิ่งรอกจนหอบแฮ่กนั่นแหละ" เหลียนเสวี่ยยิ้ม
ฟ่าหนิงเกาหัวแก้เขิน
ฟ่าคงยิ้ม
"ศิษย์อาไม่ต้องเกรงใจไปหรอกขอรับ ศิษย์น้องหนิงไปพบเจอใครมาหรือ?"
หนิงเจินเจินใบหน้าซีดเซียวแลดูน่าสงสาร
นางขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย ยิ่งดูบอบบางน่าทะนุถนอม
"หรือว่าบอกไม่ได้?"
"ข้าแค่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี" หนิงเจินเจินครุ่นคิด "ชายผู้นั้นอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับข้า หน้าตาธรรมดาๆ ไม่โดดเด่นอะไร"
การฟื้นจากความตายทำให้นางดูสงบนิ่งลงไปมาก
"แล้วอย่างไรต่อ?"
"เพลงกระบี่ของเขาร้ายกาจมาก" หนิงเจินเจินส่ายหน้า "เขาใช้ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์... ข้าไม่เคยเห็นวิชาแบบนี้มาก่อนเลย"
"ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์..." ฟ่าคงทำหน้าครุ่นคิด
"ท่านรู้จักหรือ?" หนิงเจินเจินเอ่ยถาม
หากพูดถึงการรักษาโรค ฟ่าคงย่อมเป็นที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากพูดถึงการฝึกฝนวิทยายุทธ์หรือความรู้เกี่ยวกับวิทยายุทธ์... เขาจะไปเอาความรู้พวกนั้นมาจากไหนกัน?
ฟ่าคงตอบ
"หากเป็นปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ ก็น่าจะเป็นคนจากยอดเขากระบี่เทวะแห่งต้าหย่ง"
"ยอดเขากระบี่เทวะ!" สีหน้าของเหลียนเสวี่ยแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หนิงเจินเจินขมวดคิ้ว
ฟ่าคงยิ้ม
"ยอดเขากระบี่เทวะไม่ได้ส่งคนเข้ามาในต้าเสวี่ยซานมากว่ายี่สิบปีแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีศิษย์ของพวกลักลอบเข้ามาอีก"
ความรู้เรื่องปราณกระบี่ไร้ลักษณ์อันเป็นวิชาลับของยอดเขากระบี่เทวะนั้น เขาได้มาจากความทรงจำของฮุ่ยเหวิน
ภายในห้วงความว่างเปล่าอันเป็นสีฟ้าครามและเงียบสงบ ไข่มุกราตรีเม็ดนั้นได้แทรกซึมเข้าไปในหว่างคิ้วของพระไภษัชยคุรุ และถูกจัดเก็บไว้ในห้วงสมองของพระองค์
เพียงแค่คิด เขาก็สามารถดึงความทรงจำเหล่านั้นออกมาใช้งานได้ทันที
ชั่วขณะนั้น เขาได้กลายเป็นฮุ่ยเหวิน และใช้ชีวิตผ่านกาลเวลามากว่าหนึ่งร้อยยี่สิบสองปี
ฮุ่ยเหวินฝากตัวเป็นศิษย์อารามวัชระตั้งแต่ยังเล็ก
เริ่มต้นด้วยการฝึกหมัดอรหันต์น้อย จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่แปดกระบวนท่าวชิระ เขาฝึกฝนจนบรรลุถึงระดับขั้นสอง มุ่งหวังที่จะค้นหาเส้นทางสู่ความสำเร็จที่สูงยิ่งขึ้นผ่านทางพระธรรม
ทว่าสุดท้าย เขาก็ไม่อาจทลายกำแพงขีดจำกัดเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับขั้นหนึ่งได้ เขาจากไปพร้อมกับความรู้สึกไม่ยินยอมในวัยหนึ่งร้อยยี่สิบสองปี
ในแวดวงยุทธภพ เขาคือสุดยอดฝีมือในระดับกำเนิดเทวะ คือปรมาจารย์แห่งวิทยายุทธ์แห่งยุค
ฮุ่ยเหวินเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังหนุ่ม เมื่อร้อยปีก่อน เขาเคยเข้าร่วมภารกิจกวาดล้างยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของพรรควิถีตกจันทราทั้งหกคน สามารถจับกุมตัวเป็นๆ มาจองจำไว้ที่ยอดเขาหมื่นพุทธะได้สำเร็จ
และนั่นทำให้ฟ่าคงเข้าใจได้ในที่สุด ว่าเหตุใดจึงต้องกักขังยอดฝีมือพรรคมารเหล่านั้นไว้ที่ยอดเขาหมื่นพุทธะ แทนที่จะสังหารทิ้งเสีย และเหตุใดจึงต้องให้ศิษย์อารามวัชระเป็นผู้นำอาหารไปส่งให้
แท้จริงแล้วก็เพราะความหวาดระแวงนั่นเอง
หากลงมือสังหาร พรรควิถีตกจันทราย่อมต้องยกพวกมาล้างแค้นอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้อารามวัชระสามารถต้านทานไว้ได้ แต่ก็คงต้องสูญเสียกำลังคนไปไม่น้อย
พรรควิถีตกจันทราเป็นหนึ่งในหกวิถีแห่งพรรคมาร ศิษย์ของพรรคมารล้วนขึ้นชื่อเรื่องความคลุ้มคลั่งและไม่สนใจผลลัพธ์ที่จะตามมา
นอกจากยอดฝีมือจากพรรควิถีตกจันทราแล้ว ฮุ่ยเหวินยังเคยปะทะกับยอดฝีมือจากวิถีอื่นๆ ในพรรคมาร รวมถึงยอดฝีมือจากต้าหย่งมาแล้วมากมาย
ชีวิตของฮุ่ยเหวินนั้นเต็มไปด้วยสีสันและอุปสรรคมากมาย แต่ก็ราบเรียบอย่างน่าประหลาด
ความตื่นเต้นท้าทายล้วนมาจากการต่อสู้เสี่ยงตายหลายต่อหลายครั้ง
ส่วนความราบเรียบนั้นมาจากการเลื่อนขั้นตามลำดับชั้น จากศิษย์ระดับล่างก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อาวุโส ชีวิตส่วนตัวของเขาเรียบง่าย ไร้การเปลี่ยนแปลง มีสหายสนิทเพียงไม่กี่คน
ไร้ซึ่งความรัก ไร้ซึ่งพันธะทางโลกหรือความผูกพันฉันชู้สาว ชีวิตของเขาสะอาดบริสุทธิ์และเรียบง่ายยิ่งนัก
"โอสถวิเศษที่ศิษย์ลุงหยวนจื้อทิ้งไว้ให้คือยาอะไรหรือ?" หนิงเจินเจินหวนนึกถึงเหตุการณ์เฉียดตาย
นางจำได้เลือนลางว่าตนเองกำลังเดินไปตามเส้นทางที่สว่างไสว เดินไปอย่างแผ่วเบา ทว่าเดินไปได้ไม่ไกลนักก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นกระชากกลับมา
ฟ่าคงยิ้ม
"ข้าเองก็ไม่ทราบชื่อหรอก"
ความลับเรื่องกิ่งน้ำทิพย์จะแพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นคงนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เขาเป็นคนประเภทไม่ลงมือทำสิ่งใดหากไม่เตรียมพร้อม ยึดมั่นในคติ 'เตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า' ชอบความมั่นคงปลอดภัย จึงได้เตรียม 'โอสถวิเศษ' เม็ดนี้ไว้ล่วงหน้า
และมันก็ได้ผลจริงๆ
"โอสถวิเศษล้ำค่าเช่นนี้ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย" เหลียนเสวี่ยพยักหน้าเบาๆ
โอสถวิเศษในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ชนิด ล้วนเป็นของล้ำค่าจากมหาสำนักใหญ่ๆ อย่างโอสถไท่อินพลิกวิญญาณก็จัดว่าเป็นสุดยอดโอสถแล้ว
แต่ถึงกระนั้น หมอก็ใช่ว่าจะรักษาคนตายให้ฟื้นได้
ต่อให้เป็นโอสถที่วิเศษเพียงใด ก็ใช่ว่าจะสามารถยื้อชีวิตคนเราไว้ได้เสมอไป
"น่าเสียดายที่ข้าไม่มีโอกาสได้ถามท่านอาจารย์อีกแล้ว" ฟ่าคงทอดถอนใจด้วยความเศร้าสร้อย
เมื่อเห็นท่าทีของเขา หนิงเจินเจินก็แอบกลอกตาใส่
นางสำเร็จเคล็ดวิชาจิตรู้แจ้งขั้นสูงสุด จิตใจกระจ่างใสดุจจันทรา ส่องสว่างมองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์
แม้ฟ่าคงจะดูลึกลับจนนางมองไม่ทะลุความคิด แต่จากสีหน้าและท่าทางเล็กๆ น้อยๆ นางก็พอจะเดาออกว่าเขาโกหกอยู่ถึงแปดเก้าส่วน
เขาจงใจปิดบังไม่ให้ใครซักถามต่อต่างหาก
ชายหนุ่มจากยอดเขากระบี่เทวะผู้นั้นก็มีพลังบางอย่างปกป้องอยู่ ทำให้นางมองไม่เห็นความคิดของเขาเช่นกัน
ทว่าในตอนนั้นนางยังไม่บรรลุเคล็ดวิชาจิตรู้แจ้ง หากนางสำเร็จวิชาแล้วเหมือนในตอนนี้ นางก็คงจะมองเห็นความคิดของชายผู้นั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
แต่ฟ่าคงนั้นแปลกประหลาดยิ่งกว่า ความคิดของเขาเปรียบเสมือนเงาจันทร์ในน้ำ มองเผินๆ เหมือนจะมีเงาสะท้อน แต่พอมองให้ดีกลับเลือนลางจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
เหลียนเสวี่ยเห็นสีหน้าของฟ่าคงก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ต่อ นางจึงเปลี่ยนเรื่องคุย
"คราวนี้อันตรายเกินไปแล้ว ศิษย์จากยอดเขากระบี่เทวะเข้ามาทำอะไรในต้าเสวี่ยซานกัน?"
"เขาพกสิ่งนี้ติดตัวมาด้วยเจ้าค่ะ" หนิงเจินเจินล้วงเอากระบี่สั้นเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้ฟ่าคง
ฟ่าคงรับมาพิจารณาดู
แม้กระบี่จะมีขนาดเพียงฝ่ามือ แต่น้ำหนักของมันกลับมากจนน่าตกใจ
ฝักกระบี่สีเขียวเข้ม พู่ห้อยสีม่วงทอง ดูเก่าแก่คร่ำคร่าแต่ก็แฝงไว้ด้วยความหรูหราสง่างาม
กระบี่แม้จะเล่มเล็ก แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับไม่ธรรมดา
เขาลองชั่งน้ำหนักกระบี่ในมือ ก่อนจะดึงด้ามกระบี่เบาๆ แต่กลับดึงไม่ออก
เขาลองดึงอีกครั้ง แต่กระบี่ก็ยังคงแน่นิ่งอยู่ในฝัก
"ศิษย์น้อง"
"ขอรับ" ฟ่าหนิงรับกระบี่ไปลองดึงดูจนหน้าดำหน้าแดง แต่ก็ไม่เป็นผล
เขาสูดหายใจลึกๆ จีวรค่อยๆ โป่งพองขึ้น เบิกตากว้างรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีดึงกระบี่ออกมาจนสุดแรง ในที่สุดกระบี่สั้นก็หลุดออกจากฝัก
ตัวกระบี่เป็นสีดำสนิทไร้ประกาย ดูเหมือนจะไม่ได้ลับคม
ฟ่าคงรับกระบี่มาลองแกว่งดู รู้สึกเบาหวิวราวกับแท่งถ่านไม้
ทั้งที่น้ำหนักตอนอยู่ในฝักหนักอึ้ง แต่ตอนแกว่งกลับเบาหวิว
เขาไม่เคยรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย
หนิงเจินเจินยิ้มหวาน
"ข้ายกกระบี่เล่มนี้ให้ท่านก็แล้วกัน ถือเป็นการตอบแทนที่ท่านช่วยชีวิตข้าไว้"
ฟ่าคงปรายตามองนาง
หนิงเจินเจินเอ่ยถาม
"ไม่อยากได้หรือเจ้าคะ?"
"ให้จริงๆ หรือ?"
"แน่นอนสิเจ้าคะ!"
"เช่นนั้นข้าก็ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ" ฟ่าคงเสียบกระบี่กลับคืนฝัก
หนิงเจินเจินกลั้นหัวเราะจนแก้มตุ่ย
ฟ่าคงรู้ดีว่านางกำลังหัวเราะเยาะที่เขามีวิทยายุทธ์ต่ำต้อยจนดึงกระบี่ไม่ออก ก็คงไม่ปล่อยให้กระบี่เปลือยเปล่าอยู่โดยไม่มีฝักไปตลอดหรอกกระมัง?
ฟ่าคงส่งกระบี่ให้เหลียนเสวี่ย
"ศิษย์อาพอจะทราบที่มาของกระบี่เล่มนี้หรือไม่ขอรับ?"
เหลียนเสวี่ยตวัดสายตามองหนิงเจินเจิน ก่อนจะส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
แม่หนูนี่ ติดหนี้ชีวิตเขาแท้ๆ แต่ก็ยังไม่ยอมลงให้ ยังคงหาเรื่องกัดจิกเขาอยู่ได้
นางรับกระบี่มาพิจารณาดูอย่างละเอียด ลองเคาะดูสองสามครั้งก็เกิดเสียงทึบๆ ลองเอาตะเกียบมาถูกับคมกระบี่ดู ก็พบว่ามันไม่ได้ลับคมจริงๆ
สุดท้ายนางก็ส่ายหน้า ไม่รู้จักกระบี่เล่มนี้
ฟ่าคงหันไปยิ้มให้หนิงเจินเจิน
"หากข้าเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็นกระบี่เทวะสวรรค์ลงทัณฑ์"
"กระบี่เทวะสวรรค์ลงทัณฑ์?"
ทั้งหนิงเจินเจิน เหลียนเสวี่ย และฟ่าหนิงต่างส่ายหน้า ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
ฟ่าคงยิ้มพลางเสียบกระบี่กลับเข้าฝัก แล้วสอดเก็บไว้ในแขนเสื้อ
"เอาล่ะ กินข้าวกันเถอะ กินอิ่มแล้ว ข้าอยากจะไปดูหน้าศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะผู้นั้นเสียหน่อย"
"คนตายมีอะไรน่าดูเล่า? คงเป็นไปไม่ได้ที่จะชุบชีวิตมันขึ้นมาหรอกนะ?"
"ต่อให้มียาวิเศษแค่ไหน ถ้าร่างกายเย็นชืดไปแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"
"แล้วจะไปดูทำไม?"
"ก็แค่อยากจะไปดู"
"อยากดูก็ตามใจ!" หนิงเจินเจินแค่นเสียง
เหลียนเสวี่ยแอบเตะขานางใต้โต๊ะ
หนิงเจินเจินจึงเปลี่ยนมายิ้มหวานหยดย้อย รินน้ำชาส่งให้ฟ่าคงเพื่อเป็นการขอบคุณ ซึ่งฟ่าคงก็รับมาดื่มอย่างไม่ขัดเขิน
นางยังรินน้ำชาให้ฟ่าหนิงอีกแก้ว ฟ่าหนิงหน้าแดงระเรื่อ ดื่มรวดเดียวหมดจอก
ตะวันคล้อยต่ำ ทอแสงสีส้มแดงฉาน ทั้งสี่คนมาหยุดยืนอยู่หน้ากองดินกองใหม่ในป่าสน
แสงแดดส่องลอดผ่านกิ่งไม้และใบสนลงมาตกกระทบกองดินสีเหลืองและช่อดอกไม้ป่าสีแดงสดที่วางอยู่ด้านบน
ช่อดอกไม้ป่านั้นมีสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง
"ที่นี่แหละ"
"เจ้าเป็นคนฝังเองรึ?"
หนิงเจินเจินกวาดสายตามองไปรอบๆ ดวงตาสุกสกาวเปล่งประกายเจิดจ้า
ฟ่าคงเอ่ยเตือน
"ศิษย์น้อง ระวังตัวด้วย"
ฟ่าหนิงเกิดความตื่นตัวขึ้นมาทันที ใบหน้าอ้วนกลมตึงเครียด หันมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง
ขณะเดียวกัน มือซ้ายของเขาก็คว้าไหล่ฟ่าคงไว้ จีวรพองลมออกราวกับลูกโป่ง พลังปราณกังแผ่ขยายครอบคลุมร่างของทั้งสองคนเอาไว้
เหลียนเสวี่ยและหนิงเจินเจินยืนหันหลังชนกัน หรี่ตาลงเล็กน้อย ใช้หางตาคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวรอบด้าน
ฟ่าคงผูกมุทราด้วยสองมือ หลับตาลงเล็กน้อยแล้วท่องมนต์เบาๆ
ฟ่าหนิงสัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นที่สาดซัดลงมาบนศีรษะ ความหวาดระแวงในใจมลายหายไปในพริบตา
จิตใจของเขาสงบนิ่งลง ความคิดแจ่มใสขึ้น
เขาค่อยๆ หมุนตัว หันหลังให้สตรีทั้งสอง
ทำให้ตอนนี้ทั้งสามคนต่างยืนหันหลังชนกัน คอยระวังภัยจากทุกทิศทาง ป้องกันการลอบโจมตี
ไม่นานนัก หนิงเจินเจินและเหลียนเสวี่ยก็รู้สึกได้ถึงความเย็นสดชื่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในสมอง ทำให้ความคิดแจ่มใสและประสาทสัมผัสฉับไวขึ้นเช่นกัน
พวกนางรู้ดีว่านี่คือผลจากการร่ายมนต์ชำระใจของฟ่าคง
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเหลืองก้าวออกมาจากป่าสนอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับและถุงน้ำดี
รูปร่างของเขาผอมเพรียวและสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ทว่าดวงตากลับจ้องมองหนิงเจินเจินด้วยแววตาอำมหิต
ฟ่าคงทำหน้าครุ่นคิด
ระดับพลังของเหลียนเสวี่ยและฟ่าหนิงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหนิงเจินเจินเลย แต่เหตุใดชายผู้นี้จึงมั่นใจนักว่าเป็นหนิงเจินเจินที่ลงมือสังหารสหายของเขา?
[จบแล้ว]