เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16: ยอมรับผิด

บทที่ 16: ยอมรับผิด

บทที่ 16: ยอมรับผิด


บทที่ 16: ยอมรับผิด

ใครบางคนจากฝั่งยุวชนปัญญาชายก็พูดแทรกขึ้นมาว่า "ผมก็ใช้กระเป๋าแบบนี้เหมือนกัน ถ้าใช้ตรรกะของคุณ ผมก็เป็นนายทุนด้วยอย่างนั้นสิ"

เฉิงเยี่ยนแค่นเสียงฮึดฮัด "ถูกต้อง มันก็แค่กระเป๋าใบหนึ่ง ของที่คุณไม่มีปัญญาซื้อ มีแต่นายทุนเท่านั้นหรือไงที่ใช้ได้ การทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่แล้วเที่ยวแปะป้ายยัดข้อหาให้คนอื่นมั่วซั่วไปหมด ความคิดของคุณนี่มันอันตรายและบ่อนทำลายความสามัคคีของส่วนรวมมากเลยนะ ฉันว่าคุณควรได้รับการศึกษาเพื่อปรับทัศนคติเสียใหม่แล้วล่ะ"

ใบหน้าของจ้าวเสี่ยวเหมยซีดเผือดลงในทันที นี่ไม่ใช่วันแรกของการเป็นยุวชนปัญญา หล่อนรู้ดีว่าการศึกษาเพื่อปรับทัศนคติหมายถึงอะไร จึงรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงทันที "ฉันก็แค่พูดเล่นเอง ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วยล่ะ ยุวชนปัญญาซ่งกับฉันเรารู้จักกัน ฉันก็เลยแค่แหย่เธอเล่นก็เท่านั้นเอง"

เฉิงเยี่ยนแค่นเสียงขึ้นจมูก ไม่ได้โต้ตอบอะไร แต่ก็ไม่ได้ดึงดันเรื่องการศึกษาเพื่อปรับทัศนคติต่อ

ทางฝั่งยุวชนปัญญาชายเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีกตามระเบียบ

ซ่งอวิ๋นไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านพักยุวชนปัญญาเลย ตอนนี้เธอได้เดินทางมาถึงบ้านร้างที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันออกแล้ว

มันรกร้างอย่างที่คิดไว้จริงๆ ประตูลานบ้านที่ถูกล็อคมานานแค่ไหนก็ไม่รู้ เพียงแค่ผลักเบาๆ ก็ล้มครืนลงมา ลานบ้านขนาดครึ่งหมู่เต็มไปด้วยวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏ บางต้นก็สูงเสียยิ่งกว่าตัวซ่งอวิ๋นเสียอีก

เมื่อเห็นวัชพืชเหล่านี้ ซ่งอวิ๋นไม่เพียงแต่จะไม่ขมวดคิ้ว แต่ดวงตาของเธอกลับเปล่งประกายเจิดจ้า พวกนี้มันคือเหรียญดาวทั้งนั้นเลยนี่นา!

แม้ว่าตัวบ้านจะทรุดโทรมเหมือนที่หัวหน้ากองพลหลิวบอกไว้ แต่ซ่งอวิ๋นกลับรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยห้องหลักสองห้อง ห้องปีกซ้ายขวาอีกสองห้อง และมีห้องครัวแยกต่างหากสร้างอยู่ด้านหลังตัวบ้าน พร้อมกับเพิงสำหรับเก็บฟืนโดยเฉพาะ พื้นที่แต่ละส่วนนั้นไม่เล็กเลย บ่งบอกได้ว่าเจ้าของบ้านคนก่อนน่าจะมีฐานะค่อนข้างดี

ห้องหลักทั้งสองห้องมีเตียงเตา แต่น่าเสียดายที่มันพังทลายลงมาหมดแล้ว

หลังจากเดินสำรวจดูรอบๆ ก็พบว่ามีเพียงเพิงเก็บฟืนหลังบ้านเท่านั้นที่พอจะปัดกวาดทำความสะอาดและเข้าไปพักอาศัยได้แบบถูไถไปก่อน ส่วนห้องอื่นๆ หากไม่ใช่เตียงเตาพังทลายก็มีรูโหว่ขนาดใหญ่บนหลังคา ทำให้ไม่สามารถอยู่อาศัยได้เลย

ซ่งอวิ๋นตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เธอหันไปบอกหัวหน้ากองพลหลิว "ฉันจะเช่าบ้านหลังนี้ค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปที่ทำการกองพลกับหัวหน้าเพื่อเซ็นสัญญาเช่า ส่วนเรื่องซ่อมแซมบ้านคงต้องรบกวนหัวหน้าแล้วล่ะค่ะ พอจะช่วยประเมินค่าใช้จ่ายให้หน่อยได้ไหมคะ ฉันจะขอมอบหมายเรื่องนี้ให้หัวหน้าจัดการทั้งหมดเลย หัวหน้าคิดว่ายังไงคะ"

หัวหน้ากองพลหลิวคิดว่าตอนนี้ข้าวสาลีในทุ่งนาเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว งานในนาก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก จึงพอจะแบ่งกำลังคนมาช่วยงานนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการมีค่าจ้างให้ ก็ถือเป็นงานที่ดีสำหรับชาวบ้านที่กำลังขัดสนเงินทอง

"ตกลง เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องนี้ให้ จะทำให้ออกมาดีที่สุดเลย แล้วจะพยายามเร่งมือให้เธอได้ย้ายเข้าอยู่บ้านดีๆ เร็วๆ นะ" หัวหน้ากองพลหลิวมองลานบ้านที่เต็มไปด้วยหญ้ารกชัฏ แล้วนึกถึงเตียงที่เหลืออยู่ที่บ้านพักยุวชนปัญญา เขาลดเสียงลงอย่างลังเลก่อนจะเอ่ยขึ้น "ตอนนี้ที่นี่ยังอยู่ไม่ได้ แล้วเธอก็คงจะย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านพักยุวชนปัญญาไม่ได้ด้วย เอาแบบนี้ไหม ในระหว่างที่รอซ่อมบ้าน พวกเธอสองพี่น้องไปพักที่บ้านฉันก่อน เธอไปนอนเบียดกับลูกสาวคนเล็กของฉัน ส่วนเด็กผู้ชายคนนี้ก็ให้ไปนอนในห้องฉัน"

ซ่งอวิ๋นรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก "ขอบคุณค่ะ ฉันรับน้ำใจของหัวหน้าไว้ก็แล้วกัน แต่ฉันกับจื่ออี๋อยากจะพักอยู่ที่นี่มากกว่าค่ะ"

"จะอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน หลังคาคุ้มแดดคุ้มฝนยังไม่มีเลย" หัวหน้ากองพลหลิวเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย

ซ่งอวิ๋นชี้ไปที่หลังบ้าน "ฉันกับจื่ออี๋พอจะอาศัยอยู่ในเพิงเก็บฟืนนั่นชั่วคราวได้ค่ะ เมื่อกี้ฉันเข้าไปดูมาแล้ว เพิงนั้นกว้างขวางดี แถมหลังคากับประตูหน้าต่างก็ยังอยู่ในสภาพดี ถึงลมจะโกรกไปหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราพอทนได้"

หัวหน้ากองพลหลิวก็เห็นเพิงเก็บฟืนนั้นเหมือนกัน มันพอจะอาศัยอยู่ได้จริงๆ นั่นแหละ ถึงแม้ว่าตอนกลางคืนอากาศจะหนาวไปสักหน่อย แต่พอคิดถึงสัมภาระของสองพี่น้องที่ดูเป็นห่อใหญ่ๆ พวกเขาก็น่าจะพกผ้านวมกันหนาวมาด้วย อีกอย่าง ตอนนี้อากาศก็ยังไม่ถึงกับหนาวจัดนัก น่าจะพอไหวอยู่

"เอาอย่างนั้นก็ได้ เธอเป็นคนหัวไวและมีไหวพริบ จัดการแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน"

เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ซ่งอวิ๋นก็เดินตามหัวหน้ากองพลหลิวไปยังที่ทำการกองพล เธอเซ็นสัญญาเช่าและจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าหนึ่งปีรวด เป็นเงินทั้งสิ้นยี่สิบสี่หยวน

"การเช่าห้องพักจากชาวบ้านที่นี่คิดเดือนละหนึ่งหยวน แต่เธอเล่นเช่าทั้งลานบ้าน เราก็เลยคิดเดือนละสองหยวนนะ" หัวหน้ากองพลหลิวอธิบาย

ซ่งอวิ๋นยิ้มและตอบกลับ "ฉันเข้าใจค่ะ ลานบ้านกว้างขนาดนี้ ถ้าเป็นในเมืองคงต้องเสียค่าเช่าอย่างน้อยเดือนละห้าหกหยวนเลยล่ะค่ะ"

หัวหน้ากองพลหลิวยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ จากนั้นเขาก็เริ่มคำนวณค่าซ่อมแซมบ้าน อิฐมอญสีเทานั้นไม่มีและหาซื้อไม่ได้ จึงต้องใช้อิฐดินดิบแทน ซึ่งทุกบ้านล้วนมีอิฐดินดิบพวกนี้อยู่แล้ว สามารถนำของหรือเงินไปแลกมาได้ เดี๋ยวเขาจะเป็นคนจัดการหาคนไปแลกมาให้เอง

นอกจากนี้ยังมีวัสดุที่ต้องใช้ซ่อมแซมหลังคา ซึ่งต้องไปซื้อจากสหกรณ์การเกษตรและพาณิชย์ ฤดูหนาวที่นี่กินเวลายาวนานและมีหิมะตกหนัก ดังนั้นหลังคากับหน้าต่างจึงปล่อยปละละเลยไม่ได้ ต้องใช้วัสดุเฉพาะทาง และนี่แหละคือส่วนที่ต้องใช้เงินมากที่สุด

เมื่อรวมกับงานอย่างการก่อเตียงเตา ค่าแรงก็ไม่ใช่น้อยๆ รวมเบ็ดเสร็จแล้วน่าจะตกอยู่ที่ประมาณหกสิบหยวน

ในชนบทแบบนี้ เงินจำนวนนี้ถือว่ามากโขทีเดียว เป็นเงินก้อนที่หลายๆ ครอบครัวในหมู่บ้านชิงเหอไม่สามารถจ่ายไหว

ซ่งอวิ๋นยื่นเงินหกสิบหยวนให้หัวหน้ากองพลหลิวโดยตรง "รับเงินนี่ไว้ก่อนนะคะ ถ้าไม่พอยังไงก็บอกฉันได้เลย จ่ายเพิ่มอีกหน่อยเพื่อจ้างคนมาช่วยเยอะๆ ก็ไม่เป็นไรค่ะ ทำให้เสร็จเร็วที่สุดได้ยิ่งดีค่ะ"

หัวหน้ากองพลหลิวรับเงินมาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ พวกเขาเพิ่งจะเจอกันวันนี้แท้ๆ แต่ยุวชนปัญญาซ่งกลับกล้าฝากฝังเรื่องใหญ่โตแถมยังมอบเงินก้อนโตให้เขาโดยไม่กะพริบตาเลยสักนิด

"ตกลง ฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้เธออย่างดีที่สุด วางใจได้เลย" หัวหน้ากองพลหลิวให้คำมั่นสัญญา

ซ่งอวิ๋นเอ่ยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ฉันต้องไปขนสัมภาระแล้ว ขอตัวไปจัดการก่อนนะคะ หัวหน้าก็ทำงานต่อเถอะค่ะ"

หัวหน้ากองพลหลิวนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านร้างไม่มีอะไรเลย จึงรีบร้องทักเธอไว้ "เย็นนี้มากินข้าวที่บ้านฉันนะ อยู่ที่นั่นคงไม่สะดวกทำกับข้าวหรอก"

ซ่งอวิ๋นคิดว่าจะเอาของบางอย่างไปมอบให้ที่บ้านหัวหน้ากองพลหลิวเพื่อเป็นการขอบคุณอยู่พอดี เธอจึงรับคำอย่างว่าง่าย

เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านพักยุวชนปัญญา บรรดายุวชนปัญญารุ่นพี่ที่ออกไปทำงานก็ทยอยกลับมากันแล้ว พวกเขากำลังช่วยเหลือยุวชนปัญญาหน้าใหม่จัดแจงที่หลับที่นอนบนเตียงเตาอย่างกระตือรือร้น สัมภาระทั้งหมดในลานบ้านถูกขนเข้าไปในห้องจนหมด เหลือเพียงสัมภาระของซ่งอวิ๋นที่ยังคงวางตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

"เธอคงจะเป็นยุวชนปัญญาซ่งสินะ" ยุวชนปัญญาหญิงคนหนึ่ง อายุราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหกปี เดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาของหล่อนเต็มไปด้วยความชื่นชมเมื่อได้เห็นหน้าซ่งอวิ๋น

ซ่งอวิ๋นยิ้มและตอบกลับ "ฉันซ่งอวิ๋นค่ะ"

"ฉันชื่อหลี่เจวียน เป็นหัวหน้ากลุ่มยุวชนปัญญาหญิงของพวกเราจ้ะ" หลี่เจวียนแนะนำตัว จากนั้นก็มองไปที่เด็กชายที่ยืนอยู่ด้านหลังซ่งอวิ๋นโดยไม่มีแววตาประหลาดใจแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่าหล่อนรู้เรื่องที่ซ่งอวิ๋นพาน้องชายมาลงชนบทด้วยแล้ว

"ได้ยินพวกนั้นบอกว่าเธอไปดูบ้านกับหัวหน้ากองพลหลิวมาเหรอ เจอที่ที่ถูกใจหรือเปล่า" หลี่เจวียนเอ่ยถาม

ซ่งอวิ๋นเล่าเรื่องการเช่าบ้านให้ฟัง และบอกว่าเธอจะย้ายเข้าไปอยู่ตั้งแต่วันนี้เลย

หลี่เจวียนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่บนเตียงเตาในบ้านพักยุวชนปัญญาเต็มและแออัดมากแล้ว ไม่สามารถยัดใครเข้าไปได้อีก ทางฝั่งของยุวชนปัญญาชายก็มีสภาพไม่ต่างกัน หากซ่งอวิ๋นหาบ้านที่เหมาะสมไม่ได้แล้วดึงดันจะพักอยู่ที่บ้านพักยุวชนปัญญา หล่อนก็คงไม่รู้ว่าจะรับมือยังไงเหมือนกัน

"เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ เห็นเธอข้าวของเยอะแยะ เดี๋ยวฉันช่วยขนไปส่งนะ" หลี่เจวียนก้าวไปข้างหน้าอย่างกระตือรือร้นและช่วยยกกระเป๋าใบที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมา

ซ่งอวิ๋นไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจนั้น "ขอบคุณมากเลยนะคะ ฉันกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะขนไปรอบเดียวยังไงหมด"

"ไม่ต้องเกรงใจหรอก อ้อ จริงสิ วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเธอมาถึง ทางบ้านพักยุวชนปัญญาจะทำกับข้าวเพิ่มอีกสองอย่างเพื่อเป็นการต้อนรับนะ เก็บของเสร็จแล้วก็มากินข้าวด้วยกันสิ"

ซ่งอวิ๋นนึกถึงใบหน้าที่บูดบึ้งของจ้าวเสี่ยวเหมยและท่าทีหมางเมินของยุวชนปัญญาคนอื่นๆ ที่เดินทางมาพร้อมกัน เธอจึงยิ้มและปฏิเสธอย่างสุภาพ "ฉันคงไม่ได้มาหรอกค่ะ บ้านมันทรุดโทรมมากจริงๆ คงต้องใช้เวลาทำความสะอาดอีกนานเลย ฉันน่าจะยุ่งจนไม่มีเวลาแวะมาน่ะค่ะ"

หลี่เจวียนปรายตามองซ่งอวิ๋น เห็นว่าสีหน้าของเธอเป็นปกติแต่น้ำเสียงกลับจริงจัง เมื่อนึกถึงท่าทีของยุวชนปัญญาหญิงคนอื่นๆ ตอนที่พูดถึงซ่งอวิ๋นก่อนหน้านี้ หล่อนก็พอจะเดาเหตุผลได้คร่าวๆ "ถึงจะยุ่งกับการจัดบ้าน ยังไงก็ต้องกินข้าวนะ"

ซ่งอวิ๋นคิดว่าเรื่องซ่อมแซมบ้านยังไงก็ปิดบังไว้ไม่ได้อยู่แล้ว เธอจึงบอกหลี่เจวียนไปตามตรง "ฉันไหว้วานให้หัวหน้ากองพลหลิวช่วยหาคนมาซ่อมบ้านให้น่ะค่ะ เดี๋ยวฉันต้องไปคุยเรื่องนี้ที่บ้านของหัวหน้าหลิว ก็เลยน่าจะฝากท้องมื้อเย็นไว้ที่นั่นเลยค่ะ"

จบบทที่ บทที่ 16: ยอมรับผิด

คัดลอกลิงก์แล้ว