- หน้าแรก
- ไอคิวของฉันเพิ่มขึ้นทุกปี
- บทที่ 59 ความกดดัน
บทที่ 59 ความกดดัน
บทที่ 59 ความกดดัน
บทที่ 59 ความกดดัน
บ่ายสี่โมงเย็น
ท้องฟ้าเมืองจินหลิงยังคงสว่างไสว
แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกตรงระเบียงทางเดินบนชั้นสามของอาคารอำนวยการ ทอดตัวเฉียงเข้ามาภายในห้องเรียนรวมขนาดเล็กแห่งนี้
ห้องเรียนเงียบสงัด
มีเพียงลมเย็นๆ ที่เป่าออกมาจากแอร์ตรงมุมห้อง
พัดกวนอากาศที่แสนจะอึดอัด ส่งเสียงครางหึ่งๆ ดังก้องไปมา
บนกระดานดำ
ภาพร่างมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงและรูปห้อยวัตถุที่วาดด้วยเส้นชอล์กง่ายๆ ยังคงสถิตอยู่อย่างเงียบงัน
ด้านข้างมีตัวอักษร U, R, m กำกับไว้
ศาสตราจารย์หวังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หลังโต๊ะบรรยาย
ในมือประคองแก้วเคลือบอีนาเมลสีถลอกปอกเปิกที่พิมพ์คำว่า "แรงงานคือเกียรติยศ"
เขาไม่ได้มองนักเรียนที่อยู่ด้านล่าง สายดาทอดมองไปที่ใบชาสองสามใบที่ลอยฟ่องอยู่ในแก้ว
เป่าลมเบาๆ แล้วจิบน้ำเป็นระยะๆ
เบื้องล่างโต๊ะบรรยาย
เด็ก ม.ต้น ทั้งหกคนกระจายตัวนั่งอยู่สองแถวหน้าของห้องเรียนรวม
เวลาสามสิบนาทีที่นับถอยหลัง คล้ายกับมือที่มองไม่เห็น ค่อยๆ บีบรัดอากาศภายในห้องเรียนให้ตีบตันลงทีละน้อย
หวังฮว่าเส่านั่งอยู่แถวที่สอง
ปากกาหมึกซึมสีดำในมือของเขาขีดเขียนลงบนกระดาษทดอย่างรวดเร็ว
เขียนสูตรลงไปหนึ่งสูตร
ชะงัก
คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นจนแทบจะผูกเป็นปม
จากนั้นก็ขีดฆ่าสูตรนั้นทิ้งอย่างแรง
ปลายปากกาขูดขีดบนหน้ากระดาษจนเกิดเป็นรอยสีดำลึก เกือบจะทะลุกระดาษ
เขาอยากจะใช้กฎของโอห์ม
กฎพื้นฐานและเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของวิชาฟิสิกส์ไฟฟ้า ม.ต้น
ทว่าคำพูดของศาสตราจารย์หวังเมื่อครู่นี้เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่ราดรดลงมา
ตอนที่มอเตอร์ล็อกมันจะไหม้ แต่ตอนที่หมุนมันจะไม่ไหม้
ถ้าใช้กฎของโอห์มโดยตรง กระแสไฟฟ้าก็จะเป็นค่าคงที่ การเกิดความร้อนก็จะเป็นค่าคงที่เช่นกัน
ซึ่งมันอธิบายความแตกต่างของความร้อนที่เกิดขึ้นในสถานะที่มอเตอร์หมุนและล็อกไม่ได้เลย
หวังฮว่าเส่าขยี้ผมสั้นๆ ของตัวเองอย่างหงุดหงิด
เขารู้สึกเหมือนในหัวมีแต่เส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง หาปลายสายไม่เจอ
เหมียวซื่ออันที่นั่งอยู่ทางขวามือของเขา
คอเสื้อเชิ้ตสีขาวเริ่มชุ่มเหงื่อเล็กน้อย
สายตาภายใต้แว่นตากรอบทองจ้องเขม็งไปที่ภาพบนกระดานดำ
บนกระดาษทดของเขาเต็มไปด้วยสมการการเปลี่ยนรูปของพลังงานมากมาย
พลังงานไฟฟ้า พลังงานกล พลังงานภายใน
เขาตระหนักดีว่าทิศทางของพลังงานไม่ได้มีเพียงทิศทางเดียว
แต่เขาไปติดแหง็กอยู่ในจุดที่เป็นปัญหาถึงตาย
เขาไม่รู้ว่าจะเขียนสมการพีชคณิตแทนแรงดันไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำย้อนกลับ (แรงเคลื่อนไฟฟ้ากลับ) ซึ่งเกิดจากการที่ขดลวดภายในมอเตอร์ตัดกับเส้นแรงแม่เหล็กได้อย่างไร
ปลายปากกาลอยค้างอยู่เหนือหน้ากระดาษ ลังเลที่จะจรดลงไป
ณ มุมห้องติดหน้าต่าง
เหอกุยกำปากกาแน่น
ฝ่ามือของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ ท่าทางการจับปากกาก็ดูแข็งทื่อ
เขามองดูวิธีการคำนวณที่เขียนไปแล้วกว่าครึ่งหน้ากระดาษ ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่บนพื้นฐานของการอนุมานในสภาวะอุดมคติทั้งสิ้น
เขาพลิกกระดาษหน้าใหม่เงียบๆ แล้วเริ่มเขียนใหม่
โจวข่ายถือปากกาหมึกซึมยี่ห้อปาร์กเกอร์ ไว้ในมือ
ปากกาแล่นไปบนหน้ากระดาษ เขียนลำดับการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์อันซับซ้อนออกมาเป็นฉากๆ
เขาค้นพบข้อจำกัดของสูตรฟิสิกส์ จึงพยายามใช้ทักษะการคำนวณทางคณิตศาสตร์อันแข็งแกร่ง เพื่อสร้างโมเดลย่อยๆ ขึ้นมาหาความเร็ว v นั้นให้ได้
ความเร็วในการคำนวณของเขาเร็วมาก
แต่ทุกครั้งที่พิสูจน์ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย หน่วยวัดกลับไม่เคยตรงกันเลย
ไม่ใช่เกินมาหนึ่งแอมแปร์ ก็ขาดไปหนึ่งโวลต์
ภายในห้องเรียน มีเพียงเสียงปลายปากกาเสียดสีกับหน้ากระดาษดังสวบสาบ
และเสียงพลิกกระดาษเบาๆ เป็นระยะๆ
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า
มุมของแสงแดดด้านนอกเริ่มคล้อยต่ำลง แสงสว่างภายในห้องเรียนก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม
หลินอีนั่งอยู่ตรงกลางแถวแรก
เธอไม่ได้วาดแผนภาพวิเคราะห์แรงใดๆ บนกระดาษทดเลยแม้แต่น้อย
เธอมือหนึ่งเท้าคาง อีกมือหนึ่งเคาะโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะแผ่วเบา คล้ายกับกำลังฮัมเพลงป็อปที่ไม่มีใครรู้จักอยู่ในใจ
เธอมองภาพร่างมอเตอร์ไฟฟ้าที่แสนจะเรียบง่ายบนกระดานดำ
มองอยู่ประมาณห้านาที
"ชิ"
หลินอีบ่นพึมพำเสียงเบาหวิว
"ตาแก่นี่ช่างสรรหาหลุมพรางมาดักเสียจริง"
ในที่สุดเธอก็ยอมยืดตัวตรง บิดขี้เกียจสุดฤทธิ์
จากนั้นก็คว้าปากกาหมึกซึมสีดำบนโต๊ะมา
ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษขาว
ไม่มีการลบแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น
ลายมือของเธอค่อนข้างหวัด แต่ตรรกะกลับชัดเจนยิ่งนัก
เธอไม่ได้สนใจสมการแรงเคลื่อนไฟฟ้ากลับที่ซับซ้อนพวกนั้นเลย และไม่ได้ไปใส่ใจว่ากระแสไฟฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
พวกนั้นมันแค่การเดินอ้อมค้อม
กฎอนุรักษ์พลังงาน
เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง
พลังงานไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิดจ่ายมา ส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นพลังงานภายในที่ทำให้ขดลวดร้อนขึ้น ส่วนที่เหลือถูกนำไปใช้ในการดึงท่อนไม้เพื่อทำงานเชิงกลทั้งหมด
หลินอีเขียนสมการลงบนกระดาษอย่างลื่นไหล
เขียนสมการหลักนี้เสร็จ
เธอไม่ได้หยุดพัก
ปากกาหมึกซึมแล่นไปบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เธอต้องหาคือความเร็วสูงสุด v
แปลงสมการ จะได้สมการกำลังสองตัวแปรเดียวของกระแสไฟฟ้า I
จัดรูปสมการ หาค่าสุดขีด
ไม่ถึงสามนาที
สมการพีชคณิตที่แสนจะสะอาดดาสามบรรทัดก็ปรากฏขึ้น
หลินอีขีดเส้นใต้สองเส้นใต้คำตอบอย่างลวกๆ
"เรียบร้อย"
เธอบ่นพึมพำเสียงเบา น้ำเสียงแฝงความโล่งใจและภาคภูมิใจ
จากนั้นก็หยิบปลอกปากกาขึ้นมา
ดังแป๊ก
ปลอกปากกาสวมเข้ากับด้าม
ไม่ถึงสิบนาที
หลินอีดันสมุดทดไปข้างหน้า
เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกแขนขึ้นกอดอก เริ่มนับรอยร้าวบนเพดานอย่างเบื่อหน่าย
เฉินจัวที่นั่งเยื้องไปทางด้านหลังของเธอ
ได้ยินเสียงสวมปลอกปากกาดังแป๊กเบาๆ นั้น
ทว่าการเคลื่อนไหวของมือเขากลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
กระดาษทดของเฉินจัว แตกต่างจากของหลินอีที่มีพื้นที่ว่างมากมายอย่างสิ้นเชิง
บนหน้ากระดาษเต็มไปด้วยตัวหนังสืออัดแน่น
เขาไม่ได้มีสัญชาตญาณอันว่างเปล่าที่สามารถมองทะลุแก่นแท้ของฟิสิกส์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเหมือนหลินอี
วิธีการแก้โจทย์ของเขา คือการแยกแยะอย่างเป็นเหตุเป็นผล หนักแน่น และรัดกุมที่สุด
ปากกาในมือของเขา วาดวงจรไฟฟ้าเทียบเท่าที่สมบูรณ์แบบออกมา
แยกความต้านทานของขดลวดภายในมอเตอร์ออกมาต่างหาก
ต่อแหล่งกำเนิดไฟฟ้าเสมือนที่ใช้แทนแรงเคลื่อนไฟฟ้ากลับอนุกรมเข้าไปในวงจร
ด้านข้าง ใช้สูตรกลศาสตร์พื้นฐานที่สุดระบุความสมดุลของแรงในขณะที่วัตถุถูกยกขึ้นด้วยความเร็วคงที่
เขาเปลี่ยนกระบวนการไดนามิกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
ให้กลายเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานที่ไม่มีข้อโต้แย้งทีละชิ้น เหมือนกับการแยกชิ้นส่วนนาฬิกากลไก
จากนั้น จึงใช้ห่วงโซ่ตรรกะที่รัดกุม นำชิ้นส่วนเหล่านี้มาประกอบเข้าด้วยกันอีกครั้ง
งานทางไฟฟ้า W=UIt
ความร้อนจูล Q=I^2Rt
งานทางกล E=mgvt
สมการอิสระสามสมการถูกยกขึ้นมา
แก้สมการพร้อมกัน
ตัดเวลา t ออก
หมึกเสียดสีกับหน้ากระดาษสีขาว
เฉินจัวขีดเส้นเศษส่วนเส้นสุดท้าย
เขียนสมการพีชคณิตสมการสุดท้ายลงไป
คำตอบของเขา และคำตอบของหลินอีมีรูปแบบสุดท้ายที่เหมือนกันทุกประการ
จุดมุ่งหมายเดียวกันเพียงแต่ใช้วิธีที่ต่างกัน
เฉินจัววางปากกาในมือลง
ปากกากระทบกับพื้นโต๊ะเบาๆ เกิดเสียงไม้กระทบกันดังแกร๊ก
ห่างจากตอนที่หลินอีวางปากกาลง
ผ่านไปเพียงสี่สิบวินาทีเท่านั้น
เสียงเล็กๆ สองเสียง
กระดาษคำตอบสองแผ่นที่ทำเสร็จแล้ว
เด็กหนุ่มทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมาเลย
แต่ท่าทางการเขียนของพวกเขา ดูแข็งทื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
มวลอากาศภายในห้องเรียนดูเหมือนจะเหนียวหนืดขึ้น
ช่องว่างทางจิตวิทยาอันยิ่งใหญ่ที่มองไม่เห็น คล้ายกับก้อนหินที่กดทับลงบนหน้าอกของพวกเขา
พวกเขาทุกคนล้วนเป็นที่หนึ่งในเมืองของตัวเอง
เป็นอัจฉริยะในสายดาของครู เป็นสัตว์ประหลาดในสายตาของเพื่อนร่วมชั้น
แต่ทว่าในตอนนี้ ในยามบ่ายอันแสนธรรมดานี้
เพียงแค่สิบนาที
ช่องว่างที่มองไม่เห็น ซึ่งเรียกว่าพรสวรรค์และรากฐาน ก็ได้ทอดตัวขวางกั้นอยู่ตรงหน้าพวกเขาเสียแล้ว