- หน้าแรก
- 1970 ย้อนเวลามาเป็น เสาหลักของหมู่บ้าน
- บทที่ 1385 วางแผนล่วงหน้า
บทที่ 1385 วางแผนล่วงหน้า
บทที่ 1385 วางแผนล่วงหน้า
ที่เรียกว่า "การปรับโครงสร้างให้เหมาะสม" ก็เป็นเพียงการเลี่ยงบาลีเท่านั้นแหละ
พอคนถูก "ปรับ" ออกไปแล้ว แล้วยังไงต่อ?
องค์กรไม่สนใจแล้ว
ปล่อยให้คนงานไปหาทางเอาตัวรอดกันเอง
เมื่อขาดรายได้ที่มั่นคงนี้ไป ทั้งครอบครัวจะเอาอะไรกิน?
หลี่เทียนหมิงจำได้ว่า ในชาติก่อนเขาเคยดูตลกรายการหนึ่ง มีบทพูดประโยคหนึ่งที่เคยสร้างข้อพิพาทอย่างหนักในสังคม
มันประมาณว่า...
"โรงงานลดคนต้องควบตำแหน่ง ตอนนั้นผมก็แสดงจุดยืนทันที พวกเราคนงานต้องคิดแทนประเทศชาติ ถ้าผมไม่ตกงานแล้วใครจะตกงาน"
คำขวัญตะโกนก้องฟ้า แต่แก่นแท้คือการพูดโดยไม่เห็นหัวคนลำบาก
คนพูดน่ะไม่เดือดร้อนเรื่องปากท้อง แต่คนงานที่ตกงานล่ะ?
ข่าวสารที่หลุดออกมาบนโลกอินเทอร์เน็ตในภายหลัง ทุกข่าวล้วนทำให้อ่านแล้วสะเทือนใจ
คนงานเหล่านี้ที่ฝากชีวิตไว้กับองค์กรมาค่อนชีวิต เมื่อวันหนึ่งต้องตกงาน ส่วนใหญ่ทำได้เพียงออกไปขายแรงงานแลกเงินประทังชีวิต
แต่จะมีงานใช้แรงงานมากมายขนาดนั้นมาเลี้ยงคนจำนวนมากได้ยังไง?
ชีวิตมันลำบากแค่ไหน คำพูดเพียงไม่กี่คำบรรยายไม่หมดหรอก
แถมยังมีข้าราชการไร้ศีลธรรมบางคนคอยแสวงหาผลประโยชน์ซ้ำเติม
แม่ของนักร้องคนนั้นน่ะ คือตัวแทนของความชั่วร้ายขั้นสุดยอด
ต่อให้ฝังทั้งเป็นก็ยังไม่หายแค้น
หลี่เทียนหมิงไม่ใช่ต้นแบบทางศีลธรรม และไม่ได้มีหัวใจเป็นนักบุญ
แต่คนเราต้องมีเหตุผล ตอนที่โรงงานต้องการเร่งการผลิต ก็เปิดรับคนงานขนานใหญ่
ตอนนี้พอจะปรับปรุงสายการผลิต เริ่มใช้ระบบกึ่งอัตโนมัติ หรือระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ก็คิดแต่จะลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ
แบบนี้เรียกว่าอะไร?
ยังจะมาใช้คำว่า "ปรับให้เหมาะสม"
นี่มันเรียกว่าไม่รับผิดชอบ เรียกว่าขาดคุณธรรม
"แกตั้งใจจะ 'ปรับ' คนงานพวกนั้นไปไว้ที่ไหนล่ะ?"
เมื่อถูกหลี่เทียนหมิงตำหนิเข้าให้ ตอนแรก เทียนหม่าน ก็ยังมีท่าทีไม่ค่อยยอมรับ
แต่พอหลี่เทียนหมิงกางปัญหาจริงออกมาวางตรงหน้า เทียนหม่านก็พูดไม่ออก
จริงอย่างที่หลี่เทียนหมิงว่า คำว่าปรับโครงสร้างคำเดียวของเขา ช่วยประหยัดต้นทุนค่าแรงของโรงงานไปได้มากกว่าครึ่งจริงๆ
แต่คนงานที่ถูกปรับออกไปจะทำยังไง?
จะทิ้งขว้างไม่ดูดำดูดีพวกเขาเลยเหรอ?
เทียนหม่านเองก็ไม่ได้ใจดำขนาดนั้น
"พี่ครับ ผมอาจจะคิดน้อยไป แต่... ถ้างานวิจัยของอาจารย์อู๋กับพวกเทียนซินสำเร็จจริงๆ ถึงตอนนั้น ขั้นตอนการผลิตส่วนหนึ่งจะเป็นอัตโนมัติ คนงานจำนวนมากจะไม่มีงานทำ โรงงานจะเลี้ยงพวกเขาไว้เฉยๆ ไม่ได้หรอกครับ"
นี่คือปัญหาจริงๆ
จะเอาแต่ใจดีแบบไม่ลืมหูลืมตาจนฉุดรั้งการพัฒนาของโรงงานไว้ก็ไม่ได้
เครื่องจักรแทนที่แรงงาน ระบบอัตโนมัติแทนที่คน นี่คือกระแสโลกที่ไม่อาจเลี่ยง
หลี่เทียนหมิงจะเอาแต่คิดแทนคนงาน โดยไม่คิดถึงอนาคตโรงงานเลยก็ไม่ได้เช่นกัน
"เรื่องนี้มันเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ"
"พี่ครับ ช่วงนี้พี่ได้ลองตามข่าวโรงงานอื่นๆ บ้างไหม?"
หลี่เทียนหมิงรู้ดีว่า "โรงงานอื่นๆ" ที่เทียนหม่านหมายถึง คือพวกวิสาหกิจของรัฐ (SOE) ขนาดใหญ่ที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน
ความจริง ต่อให้เขาไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด เขาก็พอจะเดาภาพออก
วันเวลาของพวกเขามันเริ่มลำบากแล้ว
เปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาตั้งหลายปี รัฐวิสาหกิจบางแห่งพื้นฐานแน่นหนา ช่วงแรกอาจจะยังมองไม่เห็นปัญหาใหญ่ แต่บางแห่ง...
อย่างเช่นโรงงานมอเตอร์ไฟฟ้าเดิมของเมืองไห่เฉิง ที่ตอนนี้กลายเป็นเขตใหม่สู่กวงไปแล้ว
ตอนนี้จะมีสักกี่คนที่ยังจำได้?
การจะกระโดดเข้าร่วมแข่งขันในตลาด ไม่ใช่แค่พูดแล้วจะทำได้เลย
ยักษ์ใหญ่ที่ต้องการกลับตัวอย่างคล่องแคล่ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น
"ช่วงก่อน โรงงานเหล็กกล้าปลดคนออกรวดเดียวหกเจ็ดร้อยคน ทั้งที่ยังไม่ถึงเกณฑ์เกษียณ แต่ให้ทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด"
หลี่เทียนหมิงรู้เรื่องนี้ ตอนนั้นม้าเยว่ เลขาฯ โรงงานเหล็กยังโทรหาเขา บอกว่าอยากจะโอนย้ายคนอีกกลุ่มมาที่โรงงานเหล็กใหม่
ตอนนั้นหลี่เทียนหมิงไม่ได้ตกลง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ให้ม้าเยว่ไปปรึกษากับหลี่เสวียจวิน
"ยังมีโรงงานดินสอ โรงงานกระติกน้ำร้อน โรงงานพลาสติก... ตอนนี้ไปไม่รอดกันหมดแล้ว"
การรุกคืบของบริษัทเอกชน แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไม่ได้ ประสิทธิภาพองค์กรแย่ลงเรื่อยๆ เพื่อความอยู่รอดจึงต้องหาทางจัดการภายใน
ซ้ำร้าย ทุกวันนี้งบประมาณเมืองก็กลัวจะถูกดึงให้จมลงไปด้วย แรงสนับสนุนที่มีให้องค์กรจึงไม่มากเท่าแต่ก่อน
ภายใต้กระแสเศรษฐกิจแบบตลาด รัฐวิสาหกิจต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ อย่าหวังว่ารัฐจะคอยแบกรับภาระให้ตลอดไป
"งั้นก็ต้องหาทาง เรื่องของบ้านคนอื่นจะเป็นยังไงเราไม่สน แต่เรื่องในบ้านเราเอง ต้องดูแลให้ดีที่สุด"
พูดตอนนี้อาจจะดูเช้าไปนิด แต่ต้อง "วางแผนล่วงหน้า" มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลา กลัวว่าจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่
เทียนหม่านฟังแล้วก็ได้แต่เกาหัว
"พี่ครับ ผมก็ไม่ได้ใจแข็งนะ แต่..."
ตามที่เทียนซินบอก เมื่อการปรับปรุงระบบอัตโนมัติเสร็จสิ้น จะประหยัดแรงงานคนได้ถึง 70% คนจำนวนมากขนาดนี้ เขาจะมีทางออกดีๆ อะไรได้
"เพิ่มกำลังการผลิตต่อไป?"
แต่นี่ไม่ใช่แค่ที่ไห่เฉิงที่เดียว ถ้าการทดลองสำเร็จ โรงงานสาขาทั่วประเทศก็ต้องปรับปรุงสายการผลิตเหมือนกัน
ต้องเพิ่มกำลังการผลิตมหาศาลขนาดไหน ถึงจะรองรับคนงานจำนวนมากขนาดนี้ได้
"แค่เพิ่มกำลังการผลิตน่ะไม่พอ"
โยนปัญหาออกมาแล้ว แต่หลี่เทียนหมิงเองก็ยังไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในตอนนี้
"ฉันจะลองไปขบคิดดูอีกที แกเองก็ลองไปคิดดูดีๆ เวลาประชุมก็ลองยกขึ้นมาพูดดู แต่ต้องระวัง เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปในหมู่คนงานเด็ดขาด เพื่อเลี่ยงความตื่นตระหนกที่ไม่อาจควบคุมได้"
เทียนหม่านพยักหน้า เขาเข้าใจเหตุผลนี้ดี
ถ้าให้พวกคนงานรู้ว่ามีดาบจ่อคอหอยอยู่ มีหวังได้เกิดเรื่องแน่
"พี่ครับ พี่นี่โยนโจทย์ยากให้ผมจริงๆ เลย"
เห็นเทียนหม่านทำหน้าเศร้า หลี่เทียนหมิงก็ดุกลับอย่างหมั่นไส้
"แกเป็นผู้จัดการโรงงาน มีโรงงานทั่วประเทศขนาดนี้ แกเป็นเบอร์หนึ่ง พอมีปัญหานี่ไม่หาแกแล้วจะให้ฉันไปหาใคร?"
เอ้อ...
นี่มันประเภท "พี่ชายขยับปาก น้องชายวิ่งขาลาก" ของจริง
แถมยังบ่นไม่ได้ด้วย ต่อให้อายุจะเลขสี่กันหมดแล้ว ถ้าพูดจาไม่เข้าหู ก็โดนอัดได้เหมือนเดิม
"รับทราบครับ"
เมื่อโยนโจทย์ยากให้เทียนหม่านแล้ว หลี่เทียนหมิงก็ไม่ได้อยู่โรงงานต่อนานนัก ครั้งนี้เขามามีธุระอื่นด้วย
หลูหยวน (เลขาธิการพรรคประจำเมือง) โทรหาเขาหลายครั้ง เร่งให้เขาเข้าไปพบในเมือง เขาเดาว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เลยดึงเช็งมาตลอด แต่วันนี้มาถึงที่แล้ว จะหลบหน้าต่อไปก็คงไม่ดี
"อาจารย์อู๋อยู่ที่โรงงาน แกต้องดูแลให้ดีนะ ถ้าเกิดเรื่องนิดเดียว ฉันจะไปคิดบัญชีกับแก"
หือ?
เทียนหม่านอึ้งไป เมื่อกี้แค่ขมวดคิ้ว ตอนนี้หน้าย่นไปทั้งแถบแล้ว
"พี่ครับ นี่มันไม่ใช่แค่โจทย์ยากแล้ว แต่นี่พี่จงใจกลั่นแกล้งกันชัดๆ!"
การแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่คนงานในอนาคตยังพอหาทางได้ แต่การดูแล อู๋เยว่หัว...
จะดูแลยังไง?
รู้จักกันมาตั้งกี่ปี ใครจะไม่รู้ว่ายายเฒ่าอู๋นิสัยเป็นยังไง
ดื้อเงียบ ดื้อรั้นสุดๆ
พอได้ยุ่งกับงาน ก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ใครเตือนก็ไม่ฟัง!
บางทีเทียนหม่านก็สงสัย อายุขนาดนี้แล้ว ทำไมเรี่ยวแรงพลังงานยังล้นเหลือขนาดนี้
"เลิกพล่าม คนอยู่ในถิ่นแก ไม่หาแกแล้วจะหาใคร?"
เอ้อ...
เทียนหม่านเดินไปส่งหลี่เทียนหมิงลงมาข้างล่าง มองดูเขาขับรถจากไป แล้วเทียนหม่านก็รีบมุ่งหน้าไปที่เวิร์กช็อปทันที
อู๋เยว่หัวกำลังพาพวกเทียนซินประชุมหน้างานอยู่
"อาจารย์อู๋ครับ ดูสิจะสามโมงแล้ว ผมว่า... พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหม ปัญหามันไม่ได้แก้ได้ในปุบปับ ค่อยเป็นค่อยไปเถอะครับ!"
อู๋เยว่หัวไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง "ค่อยเป็นค่อยไป? สหายเทียนหม่าน เวลาไม่รอท่า จะมีเวลามาเสียเปล่าได้ยังไง คุณไปเรียกช่างเทคนิคทุกคนในโรงงานมา บางปัญหาต้องพิจารณาหน้างานจริงเท่านั้น"
เทียนหม่านจะอ้าปากเตือนอีก แต่อู๋เยว่หัวก็โบกมือไล่
เห็นไหมล่ะ! ยายแก่คนนี้ใช่คนที่จะฟังคำเตือนเสียที่ไหน
เฮ้อ...
เครียดจนจะบ้าตาย!
ทางด้านหลี่เทียนหมิง ออกจากโรงงานไห่เอ่อร์แล้วก็มุ่งตรงไปยังจวนที่ว่าการเมืองทันที
"เดี๋ยวนี้วางท่าใหญ่นะ เชิญตัวยากจริงๆ"
หลูหยวนเห็นหลี่เทียนหมิงก็ทักทายอย่างหมั่นไส้
เลขาธิการพรรคประจำเมืองโทรเรียกตัว ถ้าเป็นคนอื่น ต่อให้มีธุระคอขาดบาดตายก็ต้องทิ้งไว้ก่อน
แต่หลี่เทียนหมิงกลับดึงเช็งไปมา
"เลขาฯ หลูครับ ท่านใส่ความผมแล้ว ท่านก็รู้ว่าลูกสาวผมอุตส่าห์กลับมา ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ผมก็ต้องอยู่ดูแลลูกที่บ้านสักสองสามวันสิครับ!"
หลี่เทียนหมิงเอาเถียนเถียนมาเป็นข้ออ้าง หลูหยวนเลยพูดอะไรต่อไม่ออก
จะให้เขาทิ้งลูกสาวแท้ๆ ไว้ที่บ้านเพื่อมาหาเขา มันก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย
"พอฉันพูดประโยคเดียว แกก็มีเหตุผลเป็นหมื่นคำมารอสวนฉันเลยนะ"
หลูหยวนลุกขึ้นเดินไปนั่งที่โซฟา
"เลขาฯ หลูครับ ท่านเรียกผมมา มีธุระสำคัญอะไรเหรอครับ?"
หลี่เทียนหมิงแม้จะลางสังหรณ์ว่ามีเรื่อง แต่ก็ระบุไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร
ปกติแล้วช่วงนี้ก็ไม่น่าจะมีเรื่องใหญ่อะไรนะ
โรงงานปุ๋ยก็เริ่มผลิตแล้ว โรงงานเหล็กก็กำลังทดสอบระบบเย็น ระบบร้อนไปตามขั้นตอน ตอนนี้อยู่ในช่วงทดสอบรันระบบรวม
ส่วนทางเมือง เขตใหม่สู่กวงก็ตรวจรับส่งมอบไปตั้งนานแล้ว แถสู่กวงหลี่และซิ่งฝูหลี่ก็รื้อถอนไปแล้ว ฐานรากก็ใกล้จะเสร็จแล้ว
รวมถึงงานรื้อถอนที่หงฉี่หนานหลี่ ทุกอย่างก็ราบรื่นดี จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะที่ต้องให้เขาถ่อมาถึงในเมือง
"ม้าเยว่จากโรงงานเหล็ก... โทรหาแกแล้วใช่ไหม?"
หือ?
หลี่เทียนหมิงได้ยินดังนั้น ก็รีบดึงสติระวังตัวทันที
เจ้าแก่คนนี้... ไม่ได้หวังดีจริงๆ ด้วยแฮะ!
จบบท