- หน้าแรก
- คนอื่นบำเพ็ญเซียน ส่วนข้าปลูกผัก
- บทที่ 48 - ยามเมล็ดสนสุกงอม
บทที่ 48 - ยามเมล็ดสนสุกงอม
บทที่ 48 - ยามเมล็ดสนสุกงอม
บทที่ 48 - ยามเมล็ดสนสุกงอม
༺༻
ใจกลางตลาดผู้บำเพ็ญหลินหยาง
ภายในห้องที่มืดสลัว มีทารกเจ็ดถึงแปดคนกำลังคลานไปมาอย่างสะเปะสะปะ
ทารกเหล่านี้มีผิวกายสีเทาเข้มดูไม่เป็นปกติ มีไออาฆาตแผ่ออกมาจากร่างกายเป็นระยะ แขนขาเล็กลีบ ฟันแหลมคม ดวงตาโปนออกมา ให้ความรู้สึกที่ดุร้ายสยดสยองยิ่งนัก
พวกเขามีความคล่องแคล่วรวดเร็วที่ไม่สอดคล้องกับขนาดตัวเลยแม้แต่น้อย เมื่อบังเอิญชนกันเข้า ก็จะกัดกันอย่างรุนแรง และเมื่อถูกกัดจนเจ็บก็จะส่งเสียงร้องเคียดแค้นออกมาเป็นพักๆ ทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเวียนหัวและคลื่นไส้
ที่มุมห้อง มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยสองคนนั่งอยู่อย่างเงียบๆ ไม่เอ่ยคำใด ใบหน้าของพวกนางมีรอยยิ้มจางๆ แววตาแสดงออกถึงความรักใคร่ของความเป็นแม่
หน้าท้องของทั้งสองบวมเป่งขึ้นมาสูงราวกับลูกบอลขนาดใหญ่ ท้องของคนหนึ่งมีรอยแตกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นแล้ว ลูกตาขาวโพลนที่โปนออกมาจ้องมองโลกภายนอกผ่านรอยแตกนั้นอย่างไม่วางตา ดูเหมือนว่าจะพร้อมคลานออกมาจากท้องได้ทุกเมื่อ
“ใคร? ใครกันที่กล้าสังหารทารกปราณอาฆาตที่ข้ารักไปหนึ่งคน?”
บนเตียงน้ำแข็งขนาดใหญ่ ผู้บำเพ็ญคนหนึ่งลุกขึ้นนั่งรอบกายเขามีไออาฆาตหนาแน่นปกคลุมอยู่ มีใบหน้าเลือนรางบินออกมาจากไออาฆาตนั้นเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ไร้เสียง
ทารกเจ็ดถึงแปดคนที่กำลังหยอกล้อและกัดกันอยู่ในห้องต่างเงียบลงทันที พวกเขานิ่งงันราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ดูเหมือนว่าจะหวาดเกรงคนผู้นี้อย่างยิ่ง
หญิงสาวสองคนที่มุมห้องยังคงยิ้มค้างอยู่เช่นเดิม ไม่ขยับเขยื้อน ลูกตาขาวโพลนที่รอยแตกตรงหน้าท้องค่อยๆ ถอยกลับเข้าไปในส่วนลึก
“ด้วยเหตุนี้ ความมั่นใจในการหลอมโอสถทารกปราณอาฆาตของข้าต้องลดลงไปอีกส่วนหนึ่ง ช่างน่าตายนัก”
ไออาฆาตบนร่างของผู้บำเพ็ญพลุ่งพล่านไม่หยุด ราวกับความโกรธแค้นในใจของเขา
เขาบรรลุถึงขั้นกลั่นลมปราณระดับสูงสุดมาเป็นเวลานานแล้ว เคยพยายามบุกทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐานถึงสองครั้ง แต่ก็จบลงด้วยความล้มเหลวทั้งสองครา
เขาบังเอิญได้รับวิชามารในการหลอมโอสถทารกปราณอาฆาตมาจากดินแดนลับแห่งหนึ่ง หลังจากกินโอสถที่หลอมขึ้นมาแล้ว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการบุกทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐานได้หนึ่งถึงสองส่วน
เขาทำตามบันทึกในวิชามาร รวบรวมวิญญาณอาฆาตกว่าร้อยดวงมาควบแน่นเป็นครรภ์ทารกปราณอาฆาต จากนั้นก็หาหญิงสาวมาสิบกว่าคน ใช้มนตราควบคุม แล้วใส่ครรภ์ทารกปราณอาฆาตเข้าไปในร่างของพวกนาง
จากนั้นก็ส่งพวกนางออกขายด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อผู้บำเพ็ญที่เป็นเป้าหมายซื้อไป ในยามที่ทั้งสองร่วมอภิรมย์กัน ครรภ์ทารกปราณอาฆาตจะหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ
เนื่องจากครรภ์ทารกปราณอาฆาตเองก็เป็นสมบัติชั่วร้ายชนิดหนึ่ง ในระหว่างกระบวนการหลอมรวม มันจะช่วยเสริมพลังวิญญาณในร่างของผู้บำเพ็ญ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าระดับตบะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลงใหลในการบำเพ็ญคู่มากยิ่งขึ้น
เมื่อครรภ์ทารกปราณอาฆาตหลอมรวมกับผู้บำเพ็ญอย่างสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มันจะสูบกลืนพลังวิญญาณและเลือดเนื้อทั้งหมดของผู้บำเพ็ญจนเกลี้ยง แล้วกลายเป็นทารกปราณอาฆาต
หลังจากทารกปราณอาฆาตสูบกินผู้บำเพ็ญจนกลายเป็นซากศพแห้งกรังแล้ว มันก็จะทะลวงร่างออกมา แล้วกลับคืนสู่ร่างของหญิงสาว โดยใช้ร่างกายของพวกนางปกปิดกลิ่นอายมารร้าย เพื่อแอบกลับไปยังสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่
กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างลับยิ่ง ในยามที่ครรภ์ทารกปราณอาฆาตหลอมรวมเข้าสู่ร่างของผู้บำเพ็ญ ยันต์ปัดเป่ามารหรือสมบัติวิเศษทั่วไปยากนักที่จะตรวจพบความผิดปกติ จะมีเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในตอนที่มันทะลวงร่างออกมาเท่านั้นที่จะมีกลิ่นอายรั่วไหลออกมาบ้าง
แต่ตราบใดที่ไม่คอยเฝ้าสังเกตอยู่ตลอดเวลา ความผิดปกติในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นมักจะไม่ถูกผู้ใดสังเกตเห็น
แต่ภายใต้ความระมัดระวังเช่นนี้ กลับยังมีทารกปราณอาฆาตตนหนึ่งถูกสังหาร ส่งผลให้ความมั่นใจในการควบแน่นโอสถทารกปราณอาฆาตของเขาลดลงไปอีก การจะบุกทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐานย่อมยากลำบากยิ่งขึ้น
สำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรกับความแค้นที่ต้องชดใช้ด้วยเลือดเลย
“ดูเหมือนว่าข้าต้องไปหาผู้บำเพ็ญหญิงขั้นกลั่นลมปราณอายุน้อยมาเพิ่มอีกสักสองสามคน เพื่อนำครรภ์ทารกปราณอาฆาตไปฝากไว้ในร่างของพวกนาง แล้วนำไปปล่อยในตลาดมืด รอให้พวกผู้บำเพ็ญมาซื้อไป”
“เพียงแต่มีทารกปราณอาฆาตถูกพบเห็นแล้ว เกรงว่าครั้งนี้คงจะไม่ราบรื่นเหมือนครั้งแรก”
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธจัด ไออาฆาตรอบกายแทบจะกลายเป็นรูปธรรมจนน่าตกใจ ทำให้ทารกปราณอาฆาตเจ็ดถึงแปดคนที่อยู่ข้างๆ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
...
ในลานบ้าน
เมื่อไร้ซึ่งภัยคุกคามจากสิ่งชั่วร้ายบนตัวของหวังซาน ลู่เสวียนก็รู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจ เขาหันไปทุ่มเทให้กับการเพาะปลูกพืชวิญญาณมากมายในทุ่งนาวิญญาณอย่างเต็มที่
หลังจากมีพวกมารที่ลึกลับปรากฏขึ้น หอคุมกฎก็เข้มงวดในการตรวจสอบพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่เป็นอย่างมาก มีการตรวจสอบเป็นระยะๆ และระมัดระวังเรื่องการเข้าออกของผู้บำเพ็ญในแถบนี้อย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อลู่เสวียนไม่มากนัก เพราะปกติเขาก็มักจะขลุกตัวอยู่ในลานบ้าน คอยดูแลพืชวิญญาณ และหยอกล้อกับแมวป่าเหยียบเมฆและปลาคาร์ปหนวดแดงเป็นครั้งคราว
เขาสังเกตดูผู้บำเพ็ญหอคุมกฎที่มาตรวจสอบอยู่บ้าง ในบรรดาผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับกลางสิบกว่าคนนั้น ไม่มีวี่แววของถานเสี่ยวตงคนนั้นเลย ลู่เสวียนสันนิษฐานว่าข้อมูลที่เขาแถมไปในตอนแจ้งเบาะแสครั้งก่อนคงได้ผล ทำให้เขาถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ อารมณ์ของเขาก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก ยามที่เพาะปลูกในทุ่งนาวิญญาณจึงให้ความรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขอย่างยิ่ง
ในยามเช้า หมอกจางๆ ยังไม่ทันสลายไป
หุ่นเชิดหญ้าสูงสามฟุตเดินออกมาจากม่านหมอก มันเดินตรวจตราทุ่งนาวิญญาณมาตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้พักผ่อน จนหญ้าแห้งสีเทาบนตัวถูกหมอกเกาะจนชื้นไปบ้าง
“ช่างเป็นลูกจ้างที่ดีของข้าจริงๆ...”
ลู่เสวียนถือขวดคอคอดหยกขาวพลางทอดถอนใจ จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในทุ่งนาวิญญาณ มุ่งหน้าไปยังขอบน้ำพุวิญญาณ
ปลาคาร์ปหนวดแดงสามตัวที่อ้วนท้วนเห็นร่างที่คุ้นเคยของเขา ก็นึกว่าจะได้กินแมลงประหลาด จึงสะบัดหางว่ายน้ำตรงมาหา
หนวดสีแดงยาวหกเส้นลากยาวอยู่ข้างกาย ราวกับแถบริบบิ้นสีแดงที่พลิ้วไหวอยู่ในบ่อน้ำพุวิญญาณ
ลู่เสวียนโปรยข้าววิญญาณลงไปหนึ่งกำมือ แล้วก็ไม่ได้สนใจพวกมันอีก เขาใช้ขวดคอคอดหยกขาวตักน้ำพุวิญญาณมาครึ่งขวด
เงาสีดำวูบผ่าน
ลูกแมวป่าเหยียบเมฆกระโจนวูบหนึ่ง ฝ่าเท้าที่นุ่มนวลราวกับเมฆขาวเหยียบลงบนผิวน้ำ มันอาศัยจังหวะนั้นคว้าหนวดที่ยาวของปลาคาร์ปหนวดแดงตัวหนึ่ง แล้วดึงมันขึ้นมาจากน้ำ
ลูกแมวป่าเหยียบเมฆพุ่งผ่านผิวน้ำไป เหลือทิ้งไว้เพียงปลาคาร์ปหนวดแดงที่ดิ้นพล่านอยู่กลางอากาศ ก่อนจะตกลงไปในบ่อน้ำพุวิญญาณจนเกิดระลอกคลื่นเป็นชั้นๆ
ปลาคาร์ปหนวดแดงอีกสองตัวตกใจจนรีบมุดลงไปที่ก้นบ่อน้ำพุวิญญาณอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวที่รุนแรงทำให้ระลอกคลื่นบนผิวน้ำยิ่งรุนแรงและเห็นได้ชัดขึ้น
บัวหิมะบริสุทธิ์ที่อยู่ใจกลางบ่อน้ำพุวิญญาณถูกคลื่นน้ำซัดเข้าใส่ ใบหลินสีขาวที่บอบบางสั่นไหวเบาๆ ดูราวกับผู้อ่อนแอที่ทนลมแรงไม่ได้
“เจ้าตัวนี้ ไม่รักดีเอาเสียเลย จะจับปลาก็ว่าไปอย่าง แต่กลับทำให้บัวหิมะบริสุทธิ์ของข้าเติบโตได้ไม่ดี เที่ยงนี้จะหักเนื้อปลาปักเป้าหนามแห้งของเจ้าหนึ่งชิ้น”
ลู่เสวียนที่เห็นเหตุการณ์เอื้อมมือไปตบหูแหลมๆ ของลูกแมวป่าเหยียบเมฆเบาๆ พร้อมกับขู่กำชับ
“อ๊าว~~”
เมื่อได้ยินว่าจะถูกหักของอร่อย ลูกแมวป่าที่เคยวางท่าเย็นชามาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะคำรามเบาๆ ออกมา
ถ้าไม่ส่งเสียงก็ยังดี แต่พอส่งเสียงออกมา ลู่เสวียนได้ยินเสียงแหลมเล็กที่ดูพยายามทำเป็นน่ารักนั้น เขาก็ยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจหักเนื้อแห้งขึ้นมาทันที
จากนั้น เขาก็นำน้ำพุวิญญาณไปที่ข้างต้นชาจิตวิญญาณชิงเมี่ยวทั้งสามต้น เขาควบคุมน้ำพุด้วยพลังวิญญาณ ให้มันกลายเป็นสายน้ำเล็กๆ ไหลซึมเข้าไปในต้นอ่อนของชา
หลังจากรดน้ำต้นอ่อนชาจิตวิญญาณชิงเมี่ยวเสร็จแล้ว เขาก็เดินตรวจตราไปตามจุดต่างๆ ในทุ่งนาวิญญาณ
เขาจัดการแยกโสมหยกโลหิตยี่สิบต้นที่พยายามจะพัวพันกันอยู่ออกอย่างไร้เยื่อใย
เมื่อโสมหยกโลหิตเติบโตอย่างรวดเร็ว ความเร็วและความปรารถนาที่จะเข้าใกล้กันของพวกมันก็เพิ่มขึ้นมาก ครั้งนี้หากลู่เสวียนไม่ลงมือขัดขวาง เกรงว่าโสมหยกโลหิตสิบกว่าต้นคงจะผสมปนเปกันจนมั่วไปหมด
เกือบจะกลายเป็นเหตุการณ์ม็อบโสมประท้วงครั้งใหญ่เสียแล้ว
หลังจากแยกโสมหยกโลหิตเสร็จแล้ว เขาก็ฟาดเคล็ดกระบี่ทองคำเกิงใส่หญ้ากระบี่ไปสองครั้ง เพื่อให้มันดูดซับเจตจำนงกระบี่ที่แหลมคมของปราณกระบี่อย่างเต็มที่
ที่ใต้เพิงไม้ เขาได้ปรับตำแหน่งของไม้เศษวิญญาณที่ผุพังของหลินจือกระดูกมืด เพื่อให้มันสามารถดูดซับพลังวิญญาณที่เน่าเปื่อยจากภายในได้ดียิ่งขึ้น
เขายังพบผลมายาโรคาที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกขาวหนาผ่านไปไม่กี่วัน ขอบเขตของหมอกรอบตัวมันก็ขยายกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย
สุดท้าย เขาเดินมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของสนเมฆาแดงที่ใกล้จะสุกงอม เขารวบรวมสมาธิไปที่กิ่งใบของมัน
“เอ๊ะ มีเมล็ดสนเมล็ดหนึ่งสุกแล้วหรือ?”
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว ลู่เสวียนเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ
༺༻