- หน้าแรก
- เป็นจอมมารทั้งที ใครว่าข้าคิดแต่จะปลูกผัก
- บทที่ 3 ลายแทงสมบัติ
บทที่ 3 ลายแทงสมบัติ
บทที่ 3 ลายแทงสมบัติ
บทที่ 3 ลายแทงสมบัติ
"สวัสดี เหล่านักผจญภัยรุ่นเยาว์"
ภายในกระท่อมไม้หลังเล็ก 'ซาร์ส' ซึ่งจำแลงกายเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางได้มารอคอยอยู่นานแล้ว
พูดตามตรง การมารอดักหน้านักผจญภัยสักกลุ่มสองกลุ่มที่ชายป่าจันทราสีโลหิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นเมื่อมีแขกมาเยือน เขาจึงปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด
"สวัสดีครับ ขอประทานโทษ ท่านมาจากกิลด์นักผจญภัยใช่หรือไม่?" มอเรดเอ่ยถามอย่างสุภาพยิ่ง
"เปล่าเลย ข้าไม่ใช่คนของกิลด์ ข้าก็แค่ชาวบ้านแถวนี้ที่มีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น"
ซาร์สแย้มยิ้มและปฏิเสธอย่างจริงจังว่าตนไม่ได้เป็นคนของกิลด์นักผจญภัย พวกหน้าเงินพรรค์นั้นไม่มีค่าพอจะนำมาเทียบเคียงกับฝั่งจอมมารหรอก
"แล้วเหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?" เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กสาวนักธนูที่ยืนอยู่ด้านหลังก็โพล่งถามขึ้น
ชาวบ้านแถวนี้งั้นหรือ? แถวนี้จะมีหมู่บ้านโผล่มาได้อย่างไรกัน?
"ก็เพราะข้าบังเอิญเจอลายแทงสมบัติน่ะสิ เป็นลายแทงสมบัติของป่าจันทราสีโลหิตเสียด้วย"
"แต่ในป่าจันทราสีโลหิตมีสัตว์ประหลาดน่ากลัวยั้วเยี้ยไปหมด ข้าเห็นว่ามันอันตรายเกินไป ก็เลยมารออยู่ที่นี่... เพื่อรอให้นักผจญภัยฝีมือดีผ่านมาอย่างไรล่ะ!"
ซาร์สเอ่ยอย่างใจเย็นและมีเหตุผลชวนเชื่อ ด้วยแรงหนุนจากมนตร์ล่อลวง การหลอกนักผจญภัยมือใหม่สักกลุ่มจึงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
"เป็นเช่นนี้นี่เอง ท่านลุง ถ้างั้นท่านตั้งใจจะมอบลายแทงสมบัตินี้ให้พวกเราใช่หรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มอเรดก็แสดงสีหน้ากระจ่างแจ้งทันทีและเอ่ยด้วยความประหลาดใจแกมยินดี
【พลังอารมณ์ +8】
"เจ้าหนู เจ้าคิดอะไรอยู่กัน? สองเหรียญเงิน ห้ามต่อรอง"
ซาร์สปรายตามองมอเรดแล้วเอ่ยเสียงเรียบ การหลอกลวงก็ต้องเล่นละครให้สมบทบาท อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่การโกหกเสียทีเดียว เพราะภายในป่าจันทราสีโลหิตมีขุมสมบัติฝังอยู่จริงๆ แถมยังเพิ่งถูกนำไปฝังสดๆ ร้อนๆ เสียด้วย
"..."
【พลังอารมณ์ +6】
"ที่แท้ท่านก็เป็นนักต้มตุ๋น!" ทว่าในจังหวะที่มอเรดเงียบไป เด็กสาวนักธนูกก็สวนขึ้นมาทันควัน
พฤติกรรมหวังจับเสือมือเปล่าเช่นนี้น่ารังเกียจเกินไปแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครรับประกันได้สักหน่อยว่าลายแทงสมบัตินั่นเป็นของจริง
"แอนเลีย อย่าเสียมารยาทสิ เจ้าต้องเข้าใจนะว่าอำนาจการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ ก็ยังอยู่ในมือพวกเรา"
มอเรดโบกมือห้าม ก่อนจะหันไปมองซาร์ส "ขออภัยด้วยครับท่านลุง แอนเลียออกจะพูดจาขวานผ่าซากไปสักหน่อย"
"ไม่เป็นไร ลายแทงสมบัติของข้าซื้อขายกันอย่างซื่อสัตย์ จะซื้อหรือไม่ก็สุดแท้แต่พวกเจ้า"
ซาร์สโบกมือปัดเป็นเชิงว่าไม่ถือสา แต่ราคาของลายแทงก็ยังคงเป็นสองเหรียญเงินไม่มีเปลี่ยน
"เรื่องนี้... กว่าจะเจอลายแทงสมบัติสักแผ่นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเราลองดูหน่อยดีไหม?" มอเรดครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
เงินสองเหรียญเงินไม่ใช่จำนวนที่มาก แต่ก็ไม่ใช่สิบยี่สิบ มันมากพอจะเป็นค่าเสบียงให้คนคนหนึ่งกินอิ่มไปได้ทั้งเดือน ทว่าหากพวกเขาหาขุมสมบัติพบจริงๆ นั่นย่อมหมายถึงผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าหลายร้อยหลายพันเท่า
ในเมื่อตัดสินใจมาเป็นนักผจญภัยแล้ว จะมาหวาดกลัวการผจญภัยได้อย่างไร!
"เรื่องแค่นี้ กัปตันตัดสินใจเองได้เลย ยังไงซะ ข้าก็รูปหล่อขนาดนี้ โชคของข้าต้องไม่เลวร้ายอยู่แล้วล่ะ" หย่าเกอสะบัดผมเบาๆ พลางเอ่ยด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น
"ในเมื่อกัปตันว่าอย่างนั้น ข้าก็ไม่มีข้อกังขา" ขณะที่พูด แอนเลียก็หันไปมองเด็กสาวนักเวทที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังนางแล้วถามว่า "เรลล่า เจ้าคิดว่าไง?"
"ข้า... ข้าหรือ?" เรลล่าสบตาแอนเลียพลางกำคทาเวทมนตร์ในมือแน่นอย่างประหม่า ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงตอบรับเสียงแผ่ว "อืม"
"ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ ท่านลุง ขอลายแทงสมบัติให้พวกเราด้วย" มอเรดตบเหรียญเงินสองเหรียญลงบนโต๊ะอย่างฉะฉานและเอ่ยกับซาร์ส
นักผจญภัยจะปฏิเสธลายแทงสมบัติได้อย่างไรกัน?
"นายท่าน ต้องการให้ข้าไปเพิ่มอุปสรรคให้พวกมันสักหน่อยหรือไม่ขอรับ?"
ในเวลาเดียวกัน ณ นครจอมมาร หมาป่าขนขาวโพลนราวกับหิมะที่มีความสูงช่วงไหล่ถึงสองเมตรก็เอ่ยถาม ลู่เช่อ ขึ้นมา
ราชันหมาป่าวายุตัวนี้คือสมุนอีกตนที่ลู่เช่ออัญเชิญมาผ่านระบบ
แม้ว่าข้อจำกัดด้านพลังอารมณ์จะทำให้ลู่เช่อลังเลที่จะเลื่อนระดับของตนเองอย่างบุ่มบ่าม แต่การอัญเชิญผู้ใต้บังคับบัญชากลับไม่มีข้อจำกัดดังกล่าว ดังนั้นลู่เช่อจึงไม่รั้งรอและผลาญแต้มพลังชีวิตจนหมดเกลี้ยง ส่วนเรื่องที่ว่าเขาจะมีปัญญาจ่ายค่าพลังงานหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนหรือไม่ นั่นไม่ใช่ปัญหาที่ต้องมานั่งคิดในยามนี้ เพราะถึงอย่างไร อัตราการใช้พลังอารมณ์ของตัวลู่เช่อเองก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอยู่แล้ว
และเมื่อครู่ สิ่งที่ราชันหมาป่าวายุเอ่ยถึงก็คือกลุ่มของมอเรดทั้งสี่คนนั่นเอง
ในฐานะมหาจอมมาร ลู่เช่อสามารถเฝ้ามองทุกสถานการณ์ภายในอาณาเขตของตนได้แบบเรียลไทม์ นี่คือสิทธิพิเศษขั้นพื้นฐานที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเลื่อนระดับ ทว่าการต้องมานั่งจ้องพวกนักผจญภัยอยู่ตลอดเวลาก็ชวนปวดหัวไม่น้อย ลู่เช่อจึงสร้างหน้าจอเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อใช้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผู้บุกรุกจากภายนอก
ในอนาคต หากอาณาเขตพัฒนาขึ้น ลู่เช่อก็วางแผนที่จะสร้างห้องสังเกตการณ์ขนาดใหญ่เช่นกัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินภายในอาณาเขตแล้วเขาสัมผัสไม่ทัน สมุนของเขาก็ยังสามารถช่วยแจ้งเตือนได้
"ไม่จำเป็น ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาคือแขกกลุ่มแรกของเรา เรายังต้องพึ่งพาพวกเขาในการช่วยโปรโมต"
"ต้องให้ข่าวลือเรื่องขุมสมบัติที่ฝังอยู่ในป่าจันทราสีโลหิตแพร่สะพัดออกไปเสียก่อน ถึงจะมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น ค่อยเป็นทีของเจ้าที่จะได้แสดงฝีมือ"
ลู่เช่อมองสีหน้าของนักผจญภัยมือใหม่ทั้งสี่คนบนหน้าจอเล็กๆ แล้วเอ่ยช้าๆ
เขามองคนไม่ผิดแน่ พวกนักผจญภัยหน้าใหม่เหล่านี้ล้วนกระหายที่จะพิสูจน์ความสามารถของตนผ่านผลงาน ดังนั้น ทันทีที่พวกเขาค้นพบขุมสมบัติ โดยเฉพาะในสถานที่ที่ผู้คนต่างพากันดูแคลนอย่างป่าจันทราสีโลหิต... พวกเขาจะต้องเอาไปโอ้อวดอย่างแน่นอน!
เพราะพวกเขาต้องการใช้ขุมสมบัตินี้ตอกหน้าพวกที่เคยดูถูกพวกเขาอย่างไรล่ะ! และเมื่อถึงตอนนั้น ป่าจันทราสีโลหิตก็ย่อมคึกคักขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
"รับทราบขอรับ นายท่าน" ราชันหมาป่าวายุพยักหน้ารับและไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง
กลุ่มของมอเรดทั้งสี่คนถือลายแทงสมบัติแล้วเดินหลงทางสะเปะสะปะอยู่ในป่าจันทราสีโลหิตอยู่นานสองนาน จากความตื่นเต้นและคาดหวังในตอนแรก แปรเปลี่ยนเป็นความสับสนและร้อนใจในเวลาต่อมา จากนั้นก็กลายเป็นการบ่นอุบและความเกรี้ยวกราด จนกระทั่งสุดท้าย ทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
【พลังอารมณ์ +16, +13, +9...】
"พวกเจ้าว่าเรามาผิดที่หรือเปล่า?"
"กัปตัน ถ้าท่านอ่านแผนที่ไม่เป็น ท่านก็ควรจะบอกแต่แรกนะ"
"พวกเราเดินผิดทางมาตั้งแต่ต้นแล้ว!"
"ถ้าพวกเราต้องมาตายในป่าจันทราสีโลหิตเพราะหลงทางล่ะก็ เราจะต้องถูกหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิตแน่!"
เห็นได้ชัดว่าการฝากแผนที่ไว้ในมือของมอเรดคือความผิดพลาดมหันต์ ยิ่งในสถานที่อย่างป่าจันทราสีโลหิตที่ไม่อาจแยกแยะทิศเหนือทิศใต้ได้เลยเช่นนี้