- หน้าแรก
- ถูกแย่งชิงวาสนา ไม่เห็นเป็นไร ฉันขอบรรลุเป็นเทพแบบเงียบๆ
- บทที่ 12: มันจะไปเกี่ยวอะไรกับศิษย์ธรรมดาตาดำๆ อย่างนางล่ะ?
บทที่ 12: มันจะไปเกี่ยวอะไรกับศิษย์ธรรมดาตาดำๆ อย่างนางล่ะ?
บทที่ 12: มันจะไปเกี่ยวอะไรกับศิษย์ธรรมดาตาดำๆ อย่างนางล่ะ?
บทที่ 12: มันจะไปเกี่ยวอะไรกับศิษย์ธรรมดาตาดำๆ อย่างนางล่ะ?
"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ ศิษย์พี่อวี๋"
หรงซูดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นความขุ่นเคืองของอวี๋หร่วนหร่วน นางยังคงพ่นเรื่องไร้สาระออกมาด้วยสีหน้าปกติ "ข้ากำลังคิดว่าศิษย์พี่มีพรสวรรค์โดดเด่น ครอบครองถึงรากวิญญาณสวรรค์ธาตุน้ำแข็ง ย่อมต้องพากเพียรบำเพ็ญเพียรทั้งวันทั้งคืนเป็นแน่ ข้าจึงไม่กล้ามารบกวนเจ้าค่ะ"
เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ของตน อวี๋หร่วนหร่วนก็รีบปรับอารมณ์และกลับมายิ้มหวานอีกครั้ง สายตาที่มองไปยังหรงซูแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "ศิษย์น้อง ศิษย์พี่สามกำลังจะกลับมาแล้วนะ"
หรงซูชะงักไปเล็กน้อย "ศิษย์พี่สามหรือเจ้าคะ?"
"อ้อ เจ้าคงยังไม่รู้ พวกเรามีศิษย์พี่ชายอยู่สามคนน่ะ" น้ำเสียงของอวี๋หร่วนหร่วนผ่อนคลายลง นางอธิบายให้หรงซูฟังอย่างเอาใจใส่
"ศิษย์พี่ใหญ่กำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรและยังไม่ออกมา ศิษย์พี่รองกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่บ้านเกิด ส่วนศิษย์พี่สามเป็นผู้ฝึกสัตว์วิญญาณ เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งทะลวงขึ้นสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางและสามารถทำพันธสัญญาเพิ่มได้อีกหนึ่งตัว เขาจึงออกไปหาสัตว์วิญญาณที่เหมาะสม ตอนนี้ก็น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ"
หรงซูค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ได้ชื่อว่าศิษย์พี่สามในหัวทันที
ในฐานะศิษย์สืบทอดของเซียนจุนเจ๋ออวี่ พวกเขาล้วนเป็นคนดังในสำนักเทียนเหยียน ตอนที่หรงซูเข้าร่วมการทดสอบของสำนัก นางก็ได้ยินเรื่องราวของอวี๋หร่วนหร่วนและคนอื่นๆ มาไม่น้อย
ศิษย์พี่สามมีนามว่าฉินหยวน ระดับการบำเพ็ญเพียรปัจจุบันอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง เขาเข้าสำนักมาได้ 6 ปีแล้วและเป็นผู้ฝึกสัตว์วิญญาณที่มีสัตว์วิญญาณทรงพลังถึงสองตัว ได้แก่ เสือดำลายโลหิตระดับ 7 และเหยี่ยวนักล่าเวหาระดับ 5
สัตว์วิญญาณโตเต็มวัยระดับ 7 มีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย
สัตว์วิญญาณโตเต็มวัยระดับ 5 มีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นต้น
ฉินหยวนสามารถทำพันธสัญญากับสัตว์วิญญาณทั้งสองและสั่งการพวกมันได้ตั้งแต่ยังอยู่ระดับรวบรวมลมปราณ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ของเขา
"ทันทีที่ศิษย์พี่สามหาสัตว์วิญญาณที่เหมาะสมได้ เขาก็ส่งข้อความมาบอกข้าว่าถ้ากลับมาเมื่อไหร่จะหาสัตว์วิญญาณมาให้ข้าเลี้ยงเล่นสักตัว ข้าก็แค่พูดหยอกเขาเล่นไปอย่างนั้นเอง ไม่คิดเลยว่าเขาจะเก็บเอาไปใส่ใจ..."
อวี๋หร่วนหร่วนพร่ำพูดไปมากมายพร้อมกับแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของหรงซู ทว่าในวินาทีต่อมา นางกลับได้ยินอีกฝ่ายเพียงแค่ร้อง "อ้อ" แล้วตัดจบบทสนทนาอย่างหน้าตาเฉย
"ศิษย์พี่อวี๋ ข้ากำลังรีบไปฟังบรรยายที่ยอดเขารวมปราณ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ"
อวี๋หร่วนหร่วนเบิกตากว้าง สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า
แต่ความจริงก็คือ...
หรงซูเดินจากไปแล้วจริงๆ
อวี๋หร่วนหร่วนเอ่ยถามระบบด้วยความสับสนมึนงง "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ? หรงซูดูไม่สนใจเรื่องของศิษย์พี่สามเลยสักนิด? นางจะอิจฉาข้าจริงๆ งั้นเหรอ? อิจฉาที่ศิษย์พี่สามโปรดปรานข้ามากกว่าเนี่ยนะ?"
【เป็นไปไม่ได้หรอก】
ระบบปฏิเสธทันควันและกล่าวด้วยความมั่นใจ 【หรงซูถูกครอบครัวทอดทิ้งมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ไม่รัก พี่น้องก็ไม่สนิทสนม ดังนั้นลึกๆ ในใจนางจึงโหยหาความรักจากครอบครัวและมิตรภาพเป็นอย่างมาก】
"แล้วสถานการณ์ตอนนี้มันคืออะไรกัน?" น้ำเสียงของอวี๋หร่วนหร่วนเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและสับสน
【...น่าจะเป็นเพราะนางยังไม่เคยพบฉินหยวนมาก่อน ตอนนี้นางก็เลยยังไม่รู้สึกอะไรล่ะมั้ง】
อวี๋หร่วนหร่วนยังคงแคลงใจอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงการตัดสินใจที่ผ่านๆ มาของระบบ และผลลัพธ์ทุกอย่างล้วนเป็นใจให้นาง นางก็รู้สึกเบาใจลง
ในเมื่อระบบบอกมาแบบนี้ ก็คงไม่ผิดหรอก
บางทีหรงซูอาจจะแค่แสร้งทำเป็นไม่สนใจบังหน้า แต่ในใจคงเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นไปแล้วก็ได้!
...
ในขณะเดียวกัน หรงซูผู้ถูกอวี๋หร่วนหร่วนทึกทักเอาเองว่า 'เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและเคียดแค้น' ก็ได้เดินทางมาถึงยอดเขารวมปราณเพื่อฟังการบรรยายตามปกติ
ขณะที่นั่งอยู่ภายในโถงใหญ่ หรงซูก็นั่งฟังการบรรยายของผู้อาวุโสไปพลาง ลอบยินดีกับตัวเองในใจไปพลางที่มาไม่สาย
ผู้อาวุโสที่มาบรรยายในวันนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด และเกลียดศิษย์ที่ไม่ตรงต่อเวลาที่สุด
ส่วนเรื่องศิษย์พี่สามฉินหยวนที่อวี๋หร่วนหร่วนพูดถึง หรงซูไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขานัก
นางไม่เคยแม้แต่จะพบหน้าเขาด้วยซ้ำ เขาเป็นแค่คนแปลกหน้าเท่านั้น
หลังจากจบการบรรยาย หรงซูก็เดินตามฝูงชนออกจากโถงใหญ่พร้อมกับศิษย์สายนอกคนอื่นๆ
ในเวลานี้ ศิษย์สายนอกจำนวนมากเพิ่งจะทยอยกันออกมา ทำให้ลานกว้างด้านนอกดูเบียดเสียดขึ้นมาถนัดตา
ศิษย์สายนอกหลายคนจับกลุ่มกันพูดคุยธุระของตนเอง
จู่ๆ เสียงที่เจือไปด้วยความอิจฉาก็ดังแว่วมา "...หรงซูคนนั้น ใช้เวลาตั้ง 2 เดือนกว่าจะทะลวงถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่ 1 ได้ ตำแหน่งศิษย์สืบทอดนั่นเสียของจริงๆ ที่ไปตกอยู่กับนาง"
ฝีเท้าของหรงซูชะงักงัน
เอ๊ะ เอ๊ะ เอ๊ะ?
เหมือนว่า... นางจะได้ยินคนพูดถึงชื่อนางนะ?
หรงซูหันขวับและกวาดสายตาไปรอบๆ ในที่สุดสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่กลุ่มศิษย์สายนอก 5 คนซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปทางขวามือไม่ไกลนัก
"เจ้าก็พูดเกินไป นางก็แค่มีรากวิญญาณคู่ระดับกลาง ต่อให้บำเพ็ญเพียรทั้งวันทั้งคืนก็เพิ่งจะแตะระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่ 1 ได้ ไม่ใช่ว่านางไม่พยายามหรอก แต่พรสวรรค์ของนางมันมีแค่นั้นเอง"
"พรสวรรค์ก็ย่ำแย่ นางควรจะเจียมตัวบ้าง แต่นี่กลับยังหน้าหนานั่งสลอนอยู่ที่ยอดเขาอู๋จี๋ ช่างหน้าไม่อายจริงๆ"
"แล้วพวกเรายังจะไปดักรอนางอยู่อีกไหม? นังเด็กนั่นคงจะรู้ตัวแล้วมั้ง ถึงได้ไม่กล้าโผล่หัวออกจากยอดเขาอู๋จี๋เลย..."
"..."
ดักรอนางงั้นเหรอ?
หรงซูกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย
นางไปทำเรื่องเลวร้ายผิดศีลธรรมอะไรมา ถึงได้สร้างความโกรธแค้นให้ผู้คนมากมายขนาดนี้?
อ้อ นางนึกออกแล้ว
ตอนนี้นางคือศิษย์สืบทอดของเซียนจุนเจ๋ออวี่
และนางก็ได้รับการยอมรับให้เป็นศิษย์สืบทอดของเซียนจุนเจ๋ออวี่ด้วยพรสวรรค์รากวิญญาณคู่ระดับกลางอันแสนจะต้อยต่ำไร้ค่า~
หลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว หรงซูก็ไม่รั้งอยู่อีกต่อไป นางปลีกตัวเดินจากไปเงียบๆ ในทิศทางตรงกันข้ามกับคนกลุ่มนั้น
พวกเขาดักรอศิษย์สืบทอดหรงซู แล้วมันจะไปเกี่ยวอะไรกับศิษย์ธรรมดาตาดำๆ ที่สวมชุดศิษย์สายนอกอย่างนางล่ะ?
เผ่นดีกว่า เผ่นดีกว่า~
...
หรงซูไม่ได้กลับไปที่ยอดเขาอู๋จี๋ทันทีเหมือนอย่างเคย แต่มุ่งหน้าไปที่หอภารกิจแทน
แม้ว่าตอนนี้หรงซูจะสามารถรับหินวิญญาณ 50 ก้อนและแต้มสะสม 100 แต้มได้ทุกเดือน ทว่าสิทธิประโยชน์สำหรับศิษย์ใหม่นี้จะสิ้นสุดลงในอีก 4 เดือน นางจะมัวแต่นั่งงอมืองอเท้าผลาญทรัพยากรไปวันๆ ไม่ได้
หอภารกิจรับหน้าที่แจกจ่ายงานให้แก่ศิษย์ในสำนัก จำนวนรางวัลตอบแทนจะแตกต่างกันไปตามระดับความยากของภารกิจ
ของรางวัลจากหอภารกิจโดยหลักแล้วก็คือหินวิญญาณหรือไม่ก็แต้มสะสม ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักของบรรดาศิษย์ส่วนใหญ่ในสำนัก
ภารกิจที่ง่ายดายก็มีตั้งแต่ช่วยรดน้ำที่สวนสมุนไพร ส่งจดหมายหรือสัมภาระ และให้อาหารสัตว์วิญญาณของสำนัก... ถึงแม้ภารกิจเหล่านี้จะได้ผลตอบแทนน้อย แต่มันก็ปลอดภัย
ส่วนภารกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง หากไม่ใช้เวลายาวนานและมีความยากลำบากมาก ก็มักจะมีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง อาจถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต
ตอนนี้เป้าหมายหลักของหรงซูคือการบำเพ็ญเพียร การรับภารกิจก็เพื่อหาหินวิญญาณมาสมทบทุนค่าโอสถที่ต้องใช้ในการฝึกฝนประจำวันเท่านั้น
ลับขวานให้คมไว้ไม่เสียการตัดฟืน รอให้ระดับการบำเพ็ญเพียรของนางสูงขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยและมีไพ่ตายไว้เอาชีวิตรอดมากขึ้น เมื่อนั้นหรงซูถึงจะค่อยพิจารณารับภารกิจที่มีผลตอบแทนสูงๆ
เนื่องจากหรงซูต้องการจะเป็นนักปรุงโอสถ ทั้งเตาหลอมโอสถและสมุนไพรวิญญาณที่จำเป็นสำหรับการปรุงโอสถจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ นอกเหนือจากนั้น ยังมีวิชาอาคมขั้นสูง อาวุธคู่กาย และเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่ต้องใช้ในช่วงระดับสร้างรากฐานในอนาคตอีก... ที่ไหนๆ ก็ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น