- หน้าแรก
- ถูกแย่งชิงวาสนา ไม่เห็นเป็นไร ฉันขอบรรลุเป็นเทพแบบเงียบๆ
- บทที่ 6: เลือกสรรเคล็ดวิชา
บทที่ 6: เลือกสรรเคล็ดวิชา
บทที่ 6: เลือกสรรเคล็ดวิชา
บทที่ 6: เลือกสรรเคล็ดวิชา
หรงซูลองทดสอบธาตุทองและธาตุดินดูบ้าง ทว่าผลลัพธ์ก็ลงเอยเช่นเดียวกัน
ดูเหมือนว่าในตอนนี้ เธอจะไม่สามารถใช้ปราณวิญญาณธาตุอื่นได้เลยนอกจากธาตุลมและธาตุไฟ แต่การที่พวกมันสามารถควบแน่นได้ชั่วพริบตาเดียวนั้น ก็หมายความว่าหนทางยังไม่ถูกปิดตายเสียทีเดียว
หลังจากทดสอบเสร็จ หรงซูก็ถอนวัชพืชที่ถูกนำมาใช้เป็น 'หนูทดลอง' ขึ้นมา แล้วเด็ดใบของมันออกครึ่งหนึ่ง
ครึ่งใบที่ถูกทั้งพายุหมุนและประกายไฟทำลายจนย่อยยับนี้ มีร่องรอยของพลังวิญญาณปนเปื้อนอยู่ หรงซูเดินกลับเข้าไปในเรือนเพื่อหาที่จุดไฟ และเผามันจนเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้
ถึงแม้ว่าเรือนพักของเธอจะค่อนข้างห่างไกลและตั้งอยู่บนยอดเขาอู๋จี๋ ซึ่งแทบจะไม่มีใครมาเยือน แต่ความระมัดระวังก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หรงซูไม่อยากให้ใครล่วงรู้ว่าบัดนี้ตบะของเธอได้บรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสองแล้ว
นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิงก่อน การทำตัวให้จืดชืดไร้จุดเด่นจึงเป็นสีสันพรางตัวที่ดีที่สุด
"หากข้าเปลี่ยนปราณวิญญาณในจุดตันเถียนให้เป็นธาตุทอง ธาตุไม้ หรือธาตุดิน คนอื่นก็ไม่น่าจะสัมผัสถึงระดับพลังที่แท้จริงของข้าได้..."
ใบหน้าของท่านอาจารย์และศิษย์พี่หญิงอวี๋ผุดขึ้นมาในหัวของหรงซู แต่เธอก็ปัดตกไปทีละคน
ท่านอาจารย์คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักเทียนเหยี่ยน การสุ่มสี่สุ่มห้าไปใช้เขาเป็นหนูทดลองนั้นเสี่ยงเกินไป อีกอย่าง เธอก็ไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะไปรบกวนเขาด้วย
ส่วนศิษย์พี่หญิงอวี๋ แม้ว่าเมื่อวานนางจะดูกระตือรือร้นมาก แต่หรงซูกลับรู้สึกไม่อยากจะข้องแวะด้วยสักเท่าไหร่ อย่างไม่มีเหตุผล
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ หรงซูก็นึกถึงตัวเลือกที่ดีกว่าขึ้นมาได้
หรงซูหันหลังกลับเข้าไปในห้อง หยิบแผ่นหยกที่ยังไม่ได้ใช้งานออกมาอีกแผ่น แล้วแนบมันเข้ากับหน้าผาก
แผ่นหยกจดจำนี้บันทึกประวัติศาสตร์การก่อตั้งสำนักเทียนเหยี่ยนไว้อย่างละเอียด ทั้งประวัติความรุ่งโรจน์ กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ตลอดจนแผนผังจำลองสามมิติของทั่วทั้งสำนักเทียนเหยี่ยน
หรงซูเปลี่ยนไปสวมชุดศิษย์สายตรง นำป้ายหยกประจำตัวมาผูกติดกับเชือกที่ถักเองแล้วแขวนไว้ที่เอว จากนั้นก็นำแผ่นหยกทั้งสองแผ่นและขวดยาเคลือบที่มีโอสถชักนำปราณเหลืออยู่สามเม็ด เก็บเข้าไปในถุงมิติที่มีหินวิญญาณบรรจุอยู่
แล้วเธอก็ยัดถุงมิติใบนั้นลงในกระเป๋าเสื้อ
ของพวกนี้คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของเธอในตอนนี้ การพกติดตัวไว้จึงทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ
ก่อนจากไป หรงซูจัดการปิดประตูหน้าต่างอย่างระมัดระวัง กวาดสายตามองทั้งด้านในและด้านนอกเป็นครั้งสุดท้าย ขณะยืนอยู่หน้าประตู เธอครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จึงหยิบเส้นผมที่ร่วงหล่นบนพื้นขึ้นมาสองสามเส้น แล้วสอดมันเข้าไปตามร่องรอยต่อของบานประตูและหน้าต่าง
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ หรงซูก็เดินออกจากเรือนพักไป
หลังจากเดินเตร็ดเตร่สำรวจยอดเขาอู๋จี๋อยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเธอก็เห็น 'ฟางเริ่น' กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวนสมุนไพรวิญญาณ
"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ฟางเริ่น" หรงซูเดินเข้าไปทักทาย พร้อมกับแอบเปลี่ยนปราณวิญญาณในจุดตันเถียนให้กลายเป็นปราณวิญญาณธาตุไม้สีเขียว
ฟางเริ่นเหลือบมอง เมื่อเห็นว่าเป็นหรงซู รอยยิ้มสุภาพก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า "อรุณสวัสดิ์ ศิษย์น้องหรง เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่?"
หรงซูลอบถอนหายใจ "พูดตามตรงนะเจ้าคะ ศิษย์พี่ เมื่อคืนข้ามัวแต่พยายามชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกาย ก็เลยไม่ได้นอนเลยเจ้าค่ะ"
หรงซูเล่นคำเล็กน้อย โดยไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเธอล้มเหลวในการชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายหรือไม่
ฟางเริ่นสัมผัสไม่ได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณจากตัวหรงซูเลย แต่เขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ถ้าเขาสัมผัสได้สิถึงจะแปลก
"ศิษย์น้องหรง เจ้าอย่าได้ร้อนใจไปเลย จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครในสำนักที่สามารถชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จภายในคืนเดียวหรอก สถิติที่ดีที่สุดก็คือสามถึงห้าวัน สำหรับรากวิญญาณคู่ จะให้สำเร็จก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดวันนั่นแหละ" ฟางเริ่นเอ่ยปลอบใจ
ฟางเริ่นพอจะเข้าใจความคิดของหรงซูอยู่บ้าง เพราะตอนที่เขาเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ เขาก็เคยมโนไปเองว่าตัวเองคืออัจฉริยะหาตัวจับยาก ที่สามารถชักนำลมปราณได้ในหนึ่งวัน สร้างรากฐานได้ในร้อยวัน และทะลวงสู่ระดับจินตานได้ภายในสิบปี...
แต่หลังจากนั้น ชีวิตจริงก็สอนให้รู้ว่าความเป็นจริงมันเป็นเช่นไร
เมื่อได้ยินดังนั้น หรงซูก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดูเหมือนศิษย์พี่ฟางจะไม่สังเกตเห็นระดับพลังในปัจจุบันของเธอเลย
สีหน้าของหรงซูผ่อนคลายลงเล็กน้อย "คำปลอบประโลมของศิษย์พี่ทำให้ข้าหูตาสว่างขึ้นมาเลยเจ้าค่ะ ข้าใจร้อนเกินไปจริงๆ ศิษย์พี่ฟาง ข้าต้องลงจากเขาไปทำธุระสักหน่อย ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ"
"เอาล่ะ เดินทางปลอดภัยนะศิษย์น้อง"
"..."
หรงซูมาไวไปไว
ฟางเริ่นก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาเห็นศิษย์ใหม่ของสำนักมามากจนชินตาแล้ว
ตอนที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ ทุกคนล้วนเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและพลังชีวิต แต่พอนานวันเข้า ส่วนใหญ่ก็กลายเป็นเหมือนเขานี่แหละ ค่อยๆ กลมกลืนและจางหายไปกับฝูงชน
บางคนถึงขั้นใช้เวลาตั้งสามปีก็ยังไม่สามารถชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้ ท้ายที่สุดก็ถูกอัปเปหิออกจากสำนักให้กลับไปยังโลกฆราวาส
เหตุผลที่ฟางเริ่นดั้นด้นมาเป็นศิษย์จดนามที่ยอดเขาอู๋จี๋ ก็เพราะเขายังคงมีความเพ้อฝันเกี่ยวกับการสร้างรากฐาน โดยคิดว่าการได้อยู่ใกล้ชิดกับเจ๋ออวี่เซียนจุน อาจจะทำให้เขามีโอกาสได้รับคำชี้แนะจากท่านเซียนจุนสักวันหนึ่ง และทำให้การบำเพ็ญเพียรของเขาก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด
เพื่อการนี้ ฟางเริ่นจึงยอมทำทุกวิถีทางเพื่อวิ่งเต้นเส้นสาย ยอมทุ่มเงินเก็บแทบทั้งหมดที่มี เพียงเพื่อแลกกับตำแหน่งศิษย์จดนามบนยอดเขาอู๋จี๋เมื่อสามเดือนก่อน
"ไม่รู้เหมือนกันว่าศิษย์น้องหรงผู้นี้จะต้องใช้เวลากี่วันถึงจะชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จ..." ฟางเริ่นรำพึงรำพันกับตัวเองขณะรดน้ำสมุนไพรวิญญาณด้วยน้ำจากน้ำพุวิญญาณที่เพิ่งตักมาใหม่ๆ
ในฐานะศิษย์สายตรงคนที่ห้าของเจ๋ออวี่เซียนจุน หากนางทำผลงานได้ย่ำแย่เกินไป ต่อไปในสำนัก ศิษย์น้องหรงก็คงจะถูกนินทาลับหลังเป็นแน่
...
ในขณะเดียวกัน หรงซูซึ่งไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนกำลังเป็นห่วงว่าเธอจะชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้หรือไม่ ก็ได้ขี่กระเรียนกระหม่อมแดงกลับมายังยอดเขาจวี้หลิงแล้ว
วันนี้ บรรดาศิษย์ใหม่ต่างมารวมตัวกันที่ยอดเขาจวี้หลิงเพื่อรับของประทานสำหรับผู้เพิ่งเข้าสำนัก ระหว่างทางที่หรงซูเดินไป เธอเห็นศิษย์ใหม่ที่ยังไม่มีเวลาเปลี่ยนชุดสำนัก และยังคงสวมเสื้อผ้าของโลกฆราวาสอยู่เป็นระยะ
ทว่ายิ่งเดินไป หรงซูก็ยิ่งสังเกตเห็นสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธอมากขึ้นเรื่อยๆ
"ดูนั่นสิ นั่นมันชุดศิษย์สายตรงนี่ นางเป็นศิษย์สายตรงงั้นรึ?"
"ศิษย์สายตรงที่อายุน้อยขนาดนี้เลย? ช่วงนี้ข้าไม่เห็นได้ยินข่าวว่ามีท่านเต้าจวินคนไหนรับศิษย์เลยนะ"
"เจ้าลืมไปแล้วหรือ? ในพิธีรับศิษย์ใหม่เมื่อวานนี้ เจ๋ออวี่เซียนจุนประกาศรับศิษย์สายตรงต่อหน้าผู้คนมากมาย อายุก็ดูรุ่นราวคราวเดียวกันเลย..."
"..."
หรงซูได้ยินเสียงซุบซิบนินทาเกี่ยวกับตัวเองมาตลอดทาง
ชุดศิษย์สายตรงที่เธอสวมใส่อยู่นั้นมันสะดุดตาเกินไปจริงๆ
ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการตั้งเป้าหมายอันเบ้อเริ่มเอาไว้
และสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเหล่านี้ก็ยังคงติดตามมา แม้กระทั่งตอนที่หรงซูก้าวเข้าไปในหอคัมภีร์แล้วก็ตาม
หรงซูค่อยๆ ปรับตัวให้ชินกับการถูกจ้องมอง และเริ่มเดินเลือกเคล็ดวิชาต่างๆ บนชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สำหรับเคล็ดวิชาพื้นฐานบางอย่างที่ผู้ฝึกตนมักใช้กันบ่อยๆ เช่น วิชาชำระล้าง วิชาขับเคลื่อนวัตถุ วิชาเบิกเนตร วิชาเร้นปราณ และวิชาไร้เงา... หรงซูใช้แผ่นหยกเปล่าของหอคัมภีร์ คัดลอกเนื้อหาของวิชาเหล่านี้เก็บไว้เดี๋ยวนั้นเลย
ก่อนหน้านี้บนยอดเขาอู๋จี๋ นัยน์ตาของฟางเริ่นมีประกายสีเขียววาบผ่านแวบหนึ่ง นั่นก็คือการใช้วิชาเบิกเนตรเพื่อตรวจสอบดูว่าบนตัวเธอมีความผันผวนของพลังวิญญาณหรือไม่
นอกจากวิชาพื้นฐานเหล่านี้แล้ว หรงซูยังไปเลือกหาเคล็ดวิชาที่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้ด้วย
หลังจากคัดแล้วคัดอีก โดยพิจารณาจากพรสวรรค์ของเธอที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร จึงไม่สามารถเรียนรู้หลายๆ อย่างพร้อมกันได้ ในที่สุดเธอก็เลือกมาเพียงสามวิชา ได้แก่ วิชาก้าววายุ วิชาคมมีดวายุ และคาถาลูกไฟ
ในบรรดาวิชาเหล่านี้ วิชาที่หรงซูโปรดปรานที่สุดก็คือวิชาก้าววายุ
วิชาก้าววายุเป็นเคล็ดวิชาประเภทท่าร่าง เพียงแค่ผสานปราณวิญญาณธาตุลมลงไปที่ขาทั้งสองข้าง ก็สามารถเคลื่อนไหวและหยุดนิ่งได้ดั่งสายลม ช่วยเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว เหมาะสมอย่างยิ่งไม่ว่าจะใช้ในการต่อสู้ การเดินทาง หรือการหลบหนี
พูดง่ายๆ ก็คือ สรุปได้ในประโยคเดียว—
คิดอะไรไม่ออก บอกวิชาก้าววายุ!
หลังจากเลือกเคล็ดวิชาเสร็จสิ้น ขณะที่หรงซูกำลังคิดจะไปดูคัมภีร์บำเพ็ญเพียรเล่มอื่นๆ จู่ๆ ใบหน้าที่คุ้นเคยก็เดินตรงเข้ามาหาเธอ
"คารวะศิษย์พี่เจ้าค่ะ"
คนผู้นั้นคือศิษย์พี่หนุ่มที่หรงซูเคยเจอในหอคัมภีร์เมื่อวานนี้นี่เอง
เมื่อเห็นแผ่นหยกหลายแผ่นในมือของหรงซู แววตาของศิษย์พี่หนุ่มก็ฉายแววประหลาดใจ "ศิษย์น้อง เจ้ามาเลือกเคล็ดวิชาอาคมงั้นหรือ?"
ศิษย์พี่หนุ่มไม่สัมผัสถึงความผันผวนของพลังวิญญาณจากตัวหรงซูเลย แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เพิ่งจะเข้าสำนักมาเป็นวันแรก นางจะชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?
เมื่อวานนี้ ศิษย์พี่หนุ่มยังชื่นชมในสภาวะจิตใจของหรงซูอยู่เลย แต่พอมาเห็นนางในตอนนี้ ยังไม่ทันจะชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จก็ริอ่านจะมาดูเคล็ดวิชาเสียแล้ว ภายในใจของเขาจึงอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้
"ศิษย์น้อง เจ้ายังชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกายไม่สำเร็จเลย ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมาหมกมุ่นกับเคล็ดวิชาอาคมเร็วขนาดนี้หรอกนะ การค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคงต่างหาก ถึงจะเป็นมรรคาที่ถูกต้อง"
ในยามนี้ ศิษย์พี่หนุ่มมองหรงซูด้วยสายตาราวกับมารดาเฒ่ากำลังมองดูลูกน้อยที่ไม่รู้จักความ เผยให้เห็นร่องรอยของความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน